วันเสาร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2557

เจ้าชายสิทธัตถะ หนีไปบวชโดยไม่ขออนุญาตพระราชบิดาจริงหรือ








ขอเริ่มด้วย ทำไมผู้ที่จะบวชพระต้องขออนุญาตจากพ่อแม่ก่อน


ในครั้งพุทธกาลมีกุลบุตรจำนวนมากออกบวช บางคนมีลูกมีเมียอยู่ก็หนีมาบวช บางคนก็หนีพ่อหนีแม่มาบวช

ในพรรษาที่ ๒ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จนิวัติกรุงกบิลพัสดุ์ ทรงแสดงธรรมโปรดพระญาติ พระเจ้าสุทโธทนะสำเร็จเป็นพระอนาคามี พระนางประชาบดี พระนางพิมพา จนสำเร็จเป็นพระโสดาบัน วันที่สามพระพุทธเจ้าชวนเจ้าชายอานันทะพระอนุชาไปบวช (ทั้งที่เพิ่งแต่งงานยังไม่ทันส่งตัวเข้าหอ) 

วันที่ ๗ พระนางพิมพาส่งราหุลราชโอรสอายุแค่ ๗ ขวบ ให้ไปทูลขอสมบัติขุมทรัพย์ทั้งสี่ของพระบิดา พระพุทธองค์จึงรับสั่งให้พระสารีบุตรรับพระราหุลไปบวชเณร

ทำให้พระเจ้าสุทโธทนะทรงเสียพระทัย เพราะเจ้าชายสิทธัตถะราชโอรสเคยไปบวชโดยไม่บอกลา เจ้าชายอานันทะพระราชโอรสอีกพระองค์ก็บวชโดยไม่ทันได้บอกลา ท้ายสุดยังมีเจ้าชายราหุลพระราชนัดดาก็มาบรรพชาโดยไม่บอกกล่าวอีก

ฝ่ายพระเจ้าสุทโธทนะพุทธบิดา เมื่อได้ทรงทราบดังนั้นก็ทรงมีความทุกข์เป็นอย่างยิ่ง จึงได้รีบเสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้า แล้วทูลถึงความทุกข์ในพระราชหฤทัยว่า เมื่อพระพุทธเจ้าได้เสด็จออกทรงผนวชนั้น พระองค์ก็ทรงประสบความทุกข์อย่างใหญ่ เป็นครั้งแรก

ครั้นเมื่อพระนันทะออกทรงผนวชอีก ก็ทรงประสบความทุกข์เป็นอย่างยิ่งอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ยังหวังอยู่ว่ายังมีพระราหุลจะทรงเป็นผู้สืบพระราชวงศ์ต่อไป

แต่มาครั้งนี้พระราหุลมาทรงบรรพชาอีก ก็ยิ่งทรงประสบความทุกข์อย่างหนัก เป็นครั้งที่ ๓

เพราะฉะนั้นพระเจ้าสุทโธทนะจึงทรงขอประทานพรพระพุทธเจ้าข้อหนึ่ง

พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า ได้ทรงล่วงพรเสียแล้ว

พระเจ้าสุทโธทนะพุทธบิดาก็ทูลโดยความว่า ก็มิใช่จะเป็นการบังคับ เมื่อทรงเห็นสมควรก็ประทาน เมื่อไม่ทรงเห็นสมควร ก็อย่าประทาน

พระพุทธเจ้าก็ทรงให้พระเจ้าสุทโธทนะตรัสว่า จะทรงขออะไร

พระเจ้าสุทโธทนะก็ได้ทูลขอพรข้อหนึ่งว่า

“ต่อไปเมื่อพระสงฆ์จะบวชผู้ใดให้ผู้นั้นได้รับอนุญาตจากมารดาบิดาก่อน
เพราะได้ทรงปรารภถึงความทุกข์ที่เกิดแก่พระองค์ครั้งนี้ว่ามากมายนัก
ก็อย่าให้ความทุกข์เช่นนี้เกิดขึ้นแก่มารดาบิดาอื่นเลย" 

พระพุทธเจ้าก็ทรงอนุญาต และก็ได้ทรงสั่งพระสงฆ์ว่าจะบวชใครก็ต้องให้ผู้นั้นได้รับอนุญาตจากมารดาบิดาเสียก่อน ตลอดมาถึงบัดนี้

นี่จึงเป็นมูลเหตุเบื้องต้นนับแต่นั้นมา ที่มีข้อกำหนดว่าเมื่อผู้ประสงค์จะบรรพชาเป็นสามเณร หรือ อุปสมบทเป็นพระภิกษุจะต้องได้รับอนุญาตจากบิดา-มารดาเสียก่อนจึงจะดำเนินการได้ เว้นไว้แต่มารดา-บิดา ไม่มีชีวิตอยู่ดังนั้นเมื่อจะทำการบรรพชา หรืออุปสมบท

พระสงฆ์ผู้จะทำการให้ก็จะถามก่อนเป็นอันดับแรกว่า บิดา-มารดา ท่านได้อนุญาตหรือยัง หากว่ายังก็ให้ไปขออนุญาตก่อน

---------------------

เจ้าชายสิทธัตถะ เคยทูลขอบวชกับพระราชบิดาแล้ว

หลายคนอาจคิดว่า พระพุทธเจ้าของเรามาบวชโดยไม่ได้ทูลขออนุญาตจากพระราชบิดาก่อน

แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่

เจ้าชายสิทธัตถะทรงเคยทูลขอกับพระราชบิดาแล้วครับ แต่ในตอนนั้นศาสนาพุทธยังไม่เกิดขึ้นบนโลก ผมจึงไม่ขอเรียกว่า บวช แล้วกัน

แต่ขอเรียกว่า เจ้าชายสิทธัตถะทรงทูลขอไปแสวงหาหนทางหลุดพ้นจากการเกิด ครับ

ซึ่งพระราชบิดา พระเจ้าสุทโธทนะ ก็ได้ทรงอำนวยพรอนุญาตให้แก่เจ้าชายสิทธัตถะแล้ว

โดยผมขออ้างอิงจาก คัมภีร์คัมภีร์ลลิตวิสตระ ชื่อ อภิเนษกรมณปริวรรต

อภิเนษกรมณ์ (อะพิเนดสะกฺรม) น. การออกบวชเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่.

ต้องนับว่าเป็นกุศโลบายที่ยอดเยี่ยมของพระพุทธองค์จริง ๆ เพราะ

เจ้าชายสิทธัตถะได้ทูลขอพระราชบิดาว่า "ขอพระบิดาทรงช่วยอวยพรให้ลูกว่า หากลูกตายขออย่าให้ลูกได้เกิดอีกเลย"

พระเจ้าสุทโธทนะ จึงอวยพรให้เจ้าชายสิทธัตถะว่า "ถ้าลูกกระทำการปลดเปลื้องอิสระจากในโลกนี้ ความคิดซึ่งเป็นความปราถนาแก่ลูกจนเต็มเปี่ยมเถิด"

แปลความง่าย ๆ ว่า พระบิดาทรงอวยพรว่า ถ้าเจ้าชายสิทธัตถะจะกระทำอะไรที่จะช่วยให้ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก ก็ขอให้ได้สมตามที่ปรารถนา

ด้วยเหตุนี้ เจ้าชายสิทธัตถะจึงได้เสด็จออกไปแสวงหาหนทางหลุดพ้นจากการเกิด ตามคำอำนวยพรจากพระราชบิดา

เนื้อหาสำคัญเรื่องนี้อยู่ในกรอบสีแดงที่ผมทำไว้ครับ






ในความปรารถนา 4 ข้อแรกของเจ้าชายสิทธัตถะ คือ ขอให้ไม่แก่ ไม่มีโรค ไม่ชรา และไม่ตาย หากพระราชบิดาสามารถให้พรนั้นได้ เจ้าชายสิทธัตถะ ก็จะไม่ทรงออกบวช

แต่พระราชบิดาก็ไม่สามารถให้พรทั้ง 4 ข้อนั้นแก่พระองค์ได้ เจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงต้องออกไปแสวงหาหนทางหลุดพ้นจากการเกิดเอง

ด้วยการขอพรพระราชบิดาว่า ขออย่าให้ลูกกลับมาเกิดอีกเลย ซึ่งพระราชบิดาพระเจ้าสุทโะทนาะก็อำนวยอวยพรนั้นแก่พระราชโอรสสิทธัตถะ

------------

ด้วยเหตุที่เมื่อตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงประสูติใหม่ ๆ

ท่านอัญญาโกณฑัญญะ เคยได้ทำนายพระชะตาของเจ้าชายสิทธัตถะ และกล้าฟันธงไว้ว่า “พระราชกุมาร ผู้บริบูรณ์ด้วยมหาบุรุษลักษณะอย่างนี้ จะไม่อยู่ครองเพศฆราวาสอย่างแน่นอน จักต้องเสด็จออกบรรพชา และได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างมิต้องสงสัย”

ทำให้ต่อมาพระเจ้าสุทโธทนะ ก็ได้รับสั่งให้มีเวรยามมากมายเพื่อสกัดกั้นไม่ให้เจ้าชายสิทธัตถะ เสด็จออกจากพระราชวังไปบวช

แต่ถึงกระนั้นเจ้าชายสิทธัตถะก็สามารถเสด็จออกจากพระราชวังไปจนได้

จะเรียกว่า หนีไปบวชโดยไม่มาพูดร่ำลาก็ได้ แต่เคยทรงขออนุญาตในเรื่องการแสวงหาหนทางหลุดพ้นจากการเกิดไว้แล้ว

จะเรียกว่า เคยทำบาปนิดนึงที่ทำให้พ่อแม่เสียใจที่ตนเองไปบวชก็ได้

แต่การบวชนั้นกลับเป็นกุศลที่ยิ่งใหญ่กว่า คือการที่พระพุทธเจ้ากลับนำหนทางพ้นทุกข์นั้นมาสอนให้พ่อแม่ได้พ้นทุกข์ตาม ครับ

การช่วยให้พ่อแม่หลุดพ้นจากวัฏสงสาร คือ การตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ที่ดีที่สุด

เจ้าชายสิทธัตถะ จึงเป็นผู้มีความกตัญญูต่อพระราชบิดาและพระราชมารดาเลี้ยง อย่างที่สุดครับ

เช่น พระพุทธเจ้ายังทรงเสด็จไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อโปรดพุทธมารดาด้วยเช่นกัน


รูปวาด สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จแสดงธรรมเทศนาโปรดพุทธบิดา พระเจ้าสุทโธทนะ ซึ่งทรงพระประชวรอย่างหนัก โดยแต่เดิมพระองค์ทรงเป็นพระอนาคามีอยู่แล้ว ก็ได้สำเร็จอรหันต์ก่อนจะสวรรคต


คลิกอ่าน เจ้าชายสิทธัตถะทรงทิ้งเมียทิ้งลูกผิดหรือไม่






ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น