วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ข้อคิดกรณีจดทะเบียนสมรสคู่รักเพศเดียวกัน,ทำไมเป็นกระเทยไม่ควรบวชพระ







บทความนี้ผมอยากจะบอกไว้ก่อนว่า ผมไม่คิดคัดค้านกระแสที่ชาวรักร่วมเพศได้เรียกร้องสิทธิทางกฎหมายเพื่อความเท่าเทียมกับเพศชายหญิง

เช่น การพยายามเรียกร้องต้องการจดทะเบียนสมรสของคู่รักเพศเดียวกัน ที่มีมาในหลายทศวรรษที่ผ่านมา

จริง ๆ แล้ว ถ้ามองในอีกมุม ชาวรักร่วมเพศกำลังเรียกร้องสิทธิที่มากเกินกว่าที่ธรรมชาติหรือพระเจ้ากำหนดมาด้วยซ้ำ

เพราะธรรมชาติหรือพระเจ้า สร้างคนที่จะสืบเผ่าพันธุ์กันได้คือ ชายกับหญิง เท่านั้น กฎหมายที่ผ่านมา ๆ มาจึงอิงตามกฎของธรรมชาติและหลักศาสนาต่าง ๆ

ซึ่งทุกคนที่เกิดมาบนโลกนี้ เกือบ 100 % ก็ย่อมมีเพศสภาพร่างกายที่มีเพียงชายและหญิงเท่านั้น (ยกเว้นคนที่มีอวัยวะเพศ 2 เพศในคนเดียวกัน)

จะมีเพียงจิตใจเท่านั้น ที่อาจไม่ตรงกับเพศสภาพที่เกิดมา จึงเกิดชาวรักร่วมเพศขึ้นมา




-----------------------

สมมุติถ้าผมเป็นกระเทย ผมจะไม่คิดบวชพระแน่นอน

สมมุติถ้าผมเกิดเป็นกระเทย เป็นเกย์ ผมจะไม่คิดบวชพระแน่นอน

เพราะการตีความเรื่องนี้ยังสุ่มเสี่ยงผิดพลาดได้ เหตุเพราะพุทธศาสนาห้ามพวกบัณเฑาะว์มาบวช

แล้วการตีความเรื่องบัณเฑาะว์ ก็มีการตีความถึง 2 ทางคือ

ฝ่ายแรกจะตีความว่า ห้ามเฉพาะพวกที่มีอวัยวะเพศ 2 เพศในคนเดียวกันเท่านั้นที่ห้ามบวชพระ (กระเทยแท้จากความผิดปกติของอวัยวะเพศ)

ส่วนอีกฝ่ายจะตีความว่า บัณเฑาะว์ หมายถึง ทั้งพวกที่มีอวัยวะเพศ 2 เพศในคนเดียวกัน และพวกที่มีจิตใจไม่ตรงกับเพศสภาพของตัวเอง หรือเป็นพวกรักร่วมเพศ ก็ถือเป็นกระเทย ซึ่งถือว่าเป็นบัณเฑาะว์เช่นกัน จึงไม่ควรมาบวชพระ

และเพราะพุทธศาสนาเราถือเรื่องจิตเป็นนายกายเป็นบ่าว จิตสำคัญกว่ากาย ซึ่งในเมื่อจิตใจไม่ใช่ชายแท้เสียแล้ว ก็ไม่สมควรมาบวชเป็นพระ

ดังนั้น พวกกระเทยที่คิดจะมาบวชในพุทธศาสนาทุกคน ก็จะเข้าข้างการตีความในแบบแรก

แต่ถ้าถามความเห็นผม คือถ้าผมไม่ได้ถามจากพระโอษฐ์พระพุทธเจ้าให้ชัดเจนในเรื่องนี้จะจะ ผมคิดว่า ผู้เป็นกระเทยก็ไม่ควรบวชพระ เพราะเสี่ยงทำบาปได้ (หมายถึงถ้าผมเป็นกระเทย)

เพราะในเมื่อมีการตีความความที่แตกต่างกันเช่นนี้ ทางที่ดีเราก็ไม่ควรเสี่ยงจะดีกว่า

ซึ่งการที่เราจะศึกษาธรรมะ หรือสำเร็จในธรรม ก็สามารถกระทำได้โดยไม่ต้องบวช และสามารถสำเร็จได้ในทุกเพศสภาพอยู่แล้ว

ดังนั้นเพื่อไม่ให้ผิดพลาดจนไปละเมิดคำสั่งของพระพุทธเจ้า เนื่องจากการตีความผิด เราก็ไม่ควรเสี่ยงบวชดีกว่า เราไม่ควรเห็นแก่ตัวมากกว่าเห็นแก่พระพุทธศาสนา

----------------------

กรณีจดทะเบียนสมรสของชาวรักร่วมเพศ

ย้ำว่า ผมเขียนบนสมมุติว่า ถ้าผมเป็นชาวรักร่วมเพศ

คือผมไม่คิดคัดค้านกระแสจดทะเบียนสมรสของชาวรักร่วมเพศ แต่โดยส่วนตัวผมเห็นว่า ทำไมต้องไปจดทะเบียนเหมือนที่หญิงชายที่เป็นสามีภรรยาเขาจดทะเบียนกันด้วย ?

ทำไมในเมื่อมีเพศสภาพเหมือนกัน ทำไมไม่รักกันแบบจดทะเบียนเป็นหุ้นส่วนชีวิต คือหุ้นส่วนชีวิตของกันและกันไม่ดีกว่าเหรอ ? โดยไม่ต้องใช้คำว่า คู่สมรส หรือใช้ทะเบียนสมรส 

แต่สิทธิทางกฎหมายในทะเบียนหุ้นส่วนชีวิต จะเทียบเท่าทะเบียนสมรสทุกประการ

ผมว่า การแต่งงานแบบหญิงชายนั้น เราทุกคนควรจะให้เกียรติว่าเป็นสิ่งที่ธรรมชาติกำหนด เป็นสิ่งที่พระเจ้ามอบให้มา เราไม่ควรไปแตะต้องหรือเลียนแบบกฎธรรมชาติในเรื่องนี้ เพราะการแต่งงานระหว่างหญิงชาย เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงรับรู้และทรงสรรเสริญ เป็นพิธีที่ศักดิ์สิทธิ์ตามหลักศาสนาสากล

ถ้าคิดจะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ก็ไม่ควรไปแตะในสิ่งเก่า ๆ ที่ธรรมชาติและพระเจ้ารังสรรค์ไว้ดีอยู่แล้ว

ซึ่งหากผมเป็นเกย์ หรือ เป็นกระเทย ผมจะไม่เรียกร้องอะไรที่ฝืนหลักศาสนาสากล และโดยที่ผมเกิดเป็นพุทธศาสนิกชน ผมจึงมีความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมด้วย

โดยผมเชื่อว่า ที่ต้องเกิดมาผิดปกติจากหลักธรรมชาติแบบนี้ เพราะผมเคยทำบาปกรรมมามาก จึงพยายามหลีกเลี่ยงอะไรก็ตามที่จะสร้างบาปกรรมให้ตัวเองเพิ่มขึ้น หรือหลีกเลี่ยงอะไรก็ตามที่สร้างความวุ่นวายในสังคม หลีกเลี่ยงอะไรก็ตามที่อาจขัดหลักศาสนาสากล

แม้ผมจะนับถือศาสนาพุทธ แต่ผมก็ให้เกียรติในคำสอนของศาสนาอื่น ๆ เช่นกัน

อย่างศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม ก็มีคำสอนว่าการรักร่วมเพศเป็นสิ่งผิดปกติ และขัดหลักศาสนา

อย่างศาสนาคริสต์ ไม่ได้รังเกียจผู้เป็นกระเทย เกย์ หรือ เพศที่สาม แต่ศาสนาคริสต์จะห้ามการร่วมประเวณีที่ผิดจากธรรมชาติ

แปลง่าย ๆ คือ คุณจะรักเพศเดียวกันก็ได้ แต่อย่าได้ล่วงละเมิดประเวณีต่อกันหรือร่วมประเวณีกัน ก็จะไม่ผิดหลักศาสนาคริสต์ แปลชัด ๆ ก็คือ แค่รักกันที่ใจก็พอ

พระเจ้ากำลังทรงพิสูจน์ความมั่นคงในพระเจ้าของคุณที่เกิดมาเป็นแบบนี้ เพื่อตอบแทนความมั่นคงในพระเจ้าของคุณในชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิมในภพหน้า หรือที่เรียกว่า บททดสอบของพระเจ้า

ส่วนศาสนาอิสลาม เรื่องรักร่วมเพศ เป็นเรื่องต้องห้ามและถือว่าขัดหลักศาสนาอย่างรุนแรง โดยประเทศอิสลามหลายประเทศถือว่า ใครที่มีพฤติกรรมรักร่วมเพศ จะผิดกฎหมายหนักถึงขั้นจำคุกหรือประหารชีวิต

แต่โอเค ยุคนี้สิทธิเสรีภาพมันมาไกลมากแล้ว ก็คงไม่อาจห้ามกระแสเหล่านี้ได้อีก โดยเฉพาะประเทศเสรีประชาธิปไตยทั้งหลาย เรื่องสิทธิเสรีภาพย่อมมาก่อนหลักศาสนา

---------------

รุปนะครับ ผมไม่คัดค้านกระแสการแต่งงานอย่างถูกกฎหมายของชาวรักร่วมเพศ แต่ผมขอไม่สนับสนุนและส่งเสริมเรื่องเหล่านี้ครับ

อย่างในรัสเซีย เรื่องการแต่งงานของชาวรักร่วมเพศยังเป็นสิ่งที่ต้องห้ามและถูกต่อต้านจากคนส่วนใหญ่ในประเทศ

แม้แต่ในฝรั่งเศสที่กฎหมายจดทะเบียนของชาวรักร่วมเพศได้ประกาศใช้แล้ว แต่กระแสของคนที่ต่อต้านก็มีจำนวนใกล้เคียงกับฝ่ายที่สนับสนุน เพราะคนฝรั่งเศสที่เคร่งศาสนายังมีจำนวนมากพอควร

คือ ผมเข้าใจทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายต่อต้าน โดยเฉพาะฝ่ายต่อต้าน เขาก็อยากจะดำรงกฎธรรมชาติที่เป็นหลักการเอาไว้ให้คงอยู่อย่างมั่นคงสืบไป

แต่โดยมากในหลายประเทศ ฝ่ายต่อต้านพวกเขาจะต่อต้านกฎหมายจดทะเบียนสมรสของชาวรักร่วมเพศเท่านั้น แต่พวกเขาไม่ได้ต่อต้านความรักของคู่รักเพศเดียวกัน ไม่ได้กีดกันหรือต่อต้านการใช้ชีวิตร่วมกันของคู่รักเพศเดียวกัน อันนี้ต้องแยกแยะให้ชัดเจนนะครับ


ก่อนจะจบบทความ ผมอยากจะบอกว่า มันมีวิธีคิดแบบนึงคือ กฎหมายต่าง ๆ ที่จะตราขึ้นใหม่ เราต้องลองสมมุติเรื่องสุดโต่งไว้ด้วย เพื่อการพิจารณาผลดีผลเสียที่จะตามมาในอนาคต แต่ต้องขออภัยไว้ก่อนว่า กรณีสุดโต่งอาจดูแรงในความรู้สึกของบางคนได้

อย่างเช่น ถ้าต่อไปอีก 50 ปี คนเกิดรักหมาฉันชู้สาวมีมากขึ้น แล้วก็จะมีการเรียกร้องให้กฎหมายอนุญาตให้คนจดทะเบียนสมรสกับหมาได้ โดยยึดหลักสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมกันมาอ้างเฉกเช่นวันนี้

ก็เขารักหมา อยากได้หมาเป็นผัว อยากได้หมาเป็นเมียนี่นา ก็มันเป็นสิทธิเสรีภาพของเขาเช่นกัน เขาก็อยากแต่งงานกับหมาที่เขารักนี่นา ทำไมต้องมาห้ามเขาด้วย

ที่ผมยกตัวอย่างพอจะมองเห็นภาพไหมครับว่า ถ้าหลักการที่ถูกต้องถูกทำลายไปแล้ว ต่อ ๆ ไปก็จะมีการอ้างสิทธิเสรีภาพแบบแปลก ๆ มากขึ้น ๆ ทุกวัน

ดังนั้นการที่คนคัดค้านกระแสการแต่งงานกันของชาวรักร่วมเพศ ก็เพราะต้องการยึดหลักความถูกต้องให้เป็นหลักการที่ดีต่อไปตราบจนสิ้นโลกโดยไม่ขัดหลักศาสนา

เพราะหากอนุโลมในกรณีจดทะเบียนสมรสของคู่รักเพศเดียวกันแล้ว หลักการที่ถูกต้องตามธรรมขาติและหลักการศาสนาที่สอนไว้ก็จะไม่เหลือให้ยึดถือไว้อีก

ในอนาคต กรณีคนอยากแต่งงานจดทะเบียนสมรสกับหมาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ก็จะต้องมีมาเรียกร้องแน่ ๆ ในวันใดวันหนึ่ง ครับ

เอาเถอะ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทุกสิ่งย่อมไม่เที่ยงแท้ ผมก็เลยขอแค่อธิบายความคิดของคนที่เขาต่อต้าน แต่ผมไม่ต่อต้านหรือคัดค้านแน่นอน

--------

ตัวอย่าง สาวเนเธอร์แลนด์ ที่เคยมีสามีตัวแรกเป็นแมว ต่อมาสามีที่เป็นแมวตายไป ก็จะแต่งงานใหม่กับสุนัขแทน

คลิกที่รูปเพื่ออ่านข่าว





1 ความคิดเห็น:

  1. การเรียกร้องในช่วงสมัยก่อน ก็จะมีคนที่สนับสนุน ต่อต้าน และออกความคิดเห็นแตกต่างนาๆกันไปครับ แล้วแน่นอนว่า ก็จะแต่มีคนหลายบุคคลในสังคมซึ่งกังวลกับปัญหาการเรียกร้องอย่างไม่สิ้นสุดหรือปัญหาที่จะตามมา ซึ่งผมก็ไม่เห็นว่า จากที่เรียกร้อง เช่นในต่างประเทศ คนสองคนต่างศาสนาแต่งงานไม่ได้ ผิวสีต่างแต่งงานไม่ได้ เพราะพระเจ้าสร้างนั่นนู่นนี่ บลา บลา ผมก็ไม่เห็นว่าจะมีปัญหาอะไรมากมายเกินเลยหลังจากนั้น ถ้าคุณเอกห่วงเรื่องที่ว่า ถ้ามีการเรียกร้องแล้วจะทำให้ "หลักการศาสนาที่สอนไว้จะไม่เหลือให้ยึดถืออีก" แน่นอนครับว่า ทุกสิ่งอย่าง อย่างที่คุณเอกได้บอกไว้ในประโยคท้าย ว่าทุกสิ่งย่อมไม่เที่ยงแท้ เช่นกันครับ หลักศาสนาก็เช่นกัน ไม่เที่ยงแท้ครับ ถ้าจะยึดไว้ตลอดไม่ได้ครับ คำบัญญัติเหล่านี้เขียนมาเป็นพันๆปี ย่อมเสื่อมลงไปตามกาลเวลาจนไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้ ถ้าจะยึดตามหลักทุกฝีก้าว โลกก็คงจะไม่ก้าวไปข้างหน้าหรอกครับ ไม่แน่ว่า อีก 50 ปี อย่างที่คุณเอกอธิบายเกี่ยวกับคนอาจจะมีความสัมพันธ์กับสัตว์ เช่นหมาเป็นต้น อาจจะเป็นเรื่องปกติสำหรับคนสมัยนั้นก็ได้ อีกอย่าง ถ้าจะยึดว่าตามหลักแล้ว มันไม่ธรรมชาติ ทุกอย่างในโลกนี้เดี๋ยวนี้มีอะไรรอบตัวบ้างครับแต่เป็นธรรมชาติ ผมไม่เชื่อว่าทีวี คอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่บ้าน ไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ไม่ได้โตจากต้นไม้ เป็นสิ่งที่ไม่ธรรมชาติทั้งสิ้น ดังนั้นหลักการที่คุณเอกยกขึ้นมา ว่าการที่จะมีการเรียกร้องการแต่งงาน เกินเลยที่ธรรมชาติสร้างมา ผมคิดว่าไม่พอครับ คนสองคนจำเป็นต้องอยู่เพื่อสืบพันธุ์ซะเมื่อไหร่

    ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ เขียนต่อไปนะครับ จะรออ่าน

    ตอบลบ