วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557

กรณีเงินพระราชทาน 200 ล้าน ตอกย้ำ สนง.ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไม่ใช่ของในหลวง






หลังจากมีเอกสารเรื่องเงินพระราชทานถูกเผยแพร่ ผมก็สองจิตสองใจว่า เรื่องจริงหรือไม่ ?

เพราะ เอกสารดูหลวม ๆ และไม่เป็นทางการ แต่มาคิดว่า ไทยรัฐ สื่อยักษ์ ทำไมกล้าลงเรื่องนี้

ผมเลยเขียนบทความนี้ตั้งแต่มีข่าว แต่ยังไม่ได้เผยแพร่บทความ เพราะรอยืนยันข่าวนี้ว่าจริงหรือไม่ก่อน

ต่อมาปรากฏว่า ตกลงเป็นเรื่องจริง เพราะ รมว.คลังได้ยืนยันออกมาแล้ว แต่ที่ รมว.คลังขอความร่วมมือว่า ไม่ควรเผยแพร่เอกสารฉบับดังกล่าวอีกนั้น

คลิกอ่านเอกสารชี้แจงของกระทรวงการคลัง

เรื่องนี้ผมขอคัดค้าน เพราะต้องยิ่งเผยแพร่สิ ทำไมต้องปกปิด เราควรเผยแพร่ เพื่อความโปร่งใส การแสดงความสุจริตใจย่อมเป็นสิ่งที่ถูกต้องกว่า

เพราะหากเรามองว่า เอกสารนี้ไม่ดี จะยิ่งเป็นการหมิ่นฯ พระองค์มากกว่า ดังนั้นเมื่อเอกสารถูกเผยแพร่ออกไปแล้ว เราก็ควรถือโอกาสอธิบายในสิ่งที่ถูกต้องให้สังคมได้เข้าใจครับ ไม่ใช่ปล่อยให้พวกหนักแผ่นดินเอาไปเล่นจนสังคมต้องเข้าใจผิด ๆ 

แต่จากกรณีเอกสารที่ดูไม่ค่อยเป็นทางการนั้น จึงแสดงว่า เป็นเอกสารขอร้องแบบส่วนพระองค์จริง ๆ

ถ้าจะโทษก็ต้องโทษไทยรัฐที่ลงหน้า 1 ฉบับวันอาทิตย์นั่นแหละ




-----------------------

เริ่มจากข่าวที่ออกบนหน้าสื่อในเช้าวันอาทิตย์ ที่ 14 ธ.ค. 57 ตามนี้


ต่อมามีรายงานเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. ว่า เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. มีหนังสือจากพระตำหนักจิตรลดารโหฐานที่ 48/73 ลงวันที่ 11 ธันวาคม พุทธศักราช 2557 ถึงประธานกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ความว่า

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า พระเจ้า วรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาในสมเด็จ พระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยาม มกุฎราชกุมาร เป็นลายลักษณ์อักษรว่า ขอพระราชทานกราบบังคมทูลลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ ความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว พระราชทานพระบรมราชานุญาต และสมเด็จพระบรม โอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎ ราชกุมาร ขอพระราชทานเงินจำนวน 200,000,000 บาท (สองร้อยล้านบาทถ้วน) เพื่อพระราชทานให้ใช้ในการดำรงชีพและดูแลครอบครัวต่อไป นั้นอนุญาต

โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ



ข่าวแนวหน้า และไทยรัฐรายงาน


การที่ในหลวงทรงขอนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ช่วยจ่ายเงิน 200 ล้านให้ท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์เป็นค่าเลี้ยงชีพนั้น (ตามที่สมเด็จพระบรมฯ ทรงทูลขอมาก่อนหน้านั้น)

นายกรัฐมนตรีผู้เป็นหัวหน้าคณะรัฐบาลซึ่งมีอำนาจในการสั่งการรัฐมนตรีคลัง ซึ่งมีฐานะเป็นประธานคณะกรรมการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์โดยตำแหน่ง ย่อมสามารถดำเนินการได้นะครับ อย่าสับสน

ในหลวงทรงขอ ย้ำว่า ทรงขอ นี่แสดงว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไม่ใช่ของในหลวง ในหลวงจึงต้องขอมาที่รัฐบาลก่อน แล้วรัฐบาลถึงส่งเรื่องไปที่ประธานคณะกรรมการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (รมว.คลัง) เพื่อให้อนุมัติอีกต่อนึง

จึงสรุปเป็นภาษาชาวบ้านว่า ในหลวงท่านทรงขอมาที่รัฐบาลผ่านไปยังประธาน สนง.ทรัพย์สิน ช่วยอนุเคราะห์ให้หน่อย

นี่จึงยืนยันได้ว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จึงไม่ใช่ของในหลวงภูมิพลฯ ตามที่ผมเคยเขียนไว้ในบทความเรื่อง สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไม่ใช่ของในหลวงภูมิพล

เพราะถ้า สนง.ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นของในหลวง ในหลวงก็สามารถสั่งจ่ายได้โดยตรงเลยไงครับ จริงไหม ?

ถ้าสนง.ทรัพย์สินเป็นของในหลวงจริงตามที่มีคนพยายามกล่าวหา ในหลวงก็คงไม่ต้องทรงขออนุญาตผ่านไปยังพลเอกประยุทธ แล้วนายกฯ ถึงส่งเรื่องไปที่ รมว.คลัง ในฐานะประธานสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ลงนามอนุมัติอีกทอดให้ยุ่งยากหรอกจริงไหม

----------------

ถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น 

สมมุติ ว่า ถ้าสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นของในหลวงจริง ในหลวงก็เพียงแค่สั่งไปยังผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ให้จ่ายเงินนี้โดยตรงเลยก็ได้ ไม่ต้องสั่งผ่านนายกรัฐมนตรีให้ยุ่งยากจนเป็นข่าว

สรุปง่าย ๆ คือ ในเมื่อในหลวงทรงขอมา แล้วเราคนไทยจะไม่ให้พระองค์ได้อย่างไร จริงไหมครับ


แล้วถ้าย้อนไปถามบรรพบุรุษผู้จงรักภักดีสถาบันกษัตริย์ ผู้ร่วมสร้างแผ่นดินนี้มาพร้อมกับพระมหากษัตริย์ ผมมั่นใจว่าบรรพบุรษไทยผู้จงรักภักดีสถาบันฯ ของผมย่อมยินดีถวายให้

เงินแค่ 200 ล้านบาทเพื่อให้ท่านผู้หญิงได้ดำรงชีพต่อไป ผมว่าน้อยเกินไปด้วยซ้ำ!!

สำหรับคนไทยจงรักภักดีอย่างผม ที่ถือว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินแผ่นดินนี้ด้วยคนนึง ผมยินดีถวายให้พระองค์ครับ

พวกหนักแผ่นดิน อกตัญญูแผ่นดิน กรุณาอย่ายุ่ง

--------------

เพิ่มเติม ขออธิบายตามข้อกฎหมาย

เนื่องจากเงินที่ในหลวงจะสามารถได้จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ทุกปีนั้น ได้ถูกกำหนดอยู่ใน มาตรา 6 พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์  ซึ่งจะเป็นเงินที่ต้องเหลือจากการหักค่าใช้จ่ายผูกพันตามมาตรา 6 แล้ว

ซึ่งหากยังมีเงินเหลือตามมาตรา 6 แล้ว ถึงจะนำถวายให้ในหลวง ใช้จ่ายตามพระราชอัธยาศัยต่อไป (แต่ถ้าปีใดเงินไม่เหลือก็จะไม่มีเงินถวายให้ แต่โดยปกติก็จะมีเงินเหลือทุกปี เพราะสำนักงานทรัพย์สิน ฯ บริหารจัดการดีมีกำไร มีเงินเหลือทุกปี)


ดูความในมาตรา 6 พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

มาตรา 6* รายได้จากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่กล่าวใน มาตรา 5 วรรคสองนั้น จะจ่ายได้ก็แต่เฉพาะในประเภทรายจ่ายที่ต้อง จ่ายตามข้อผูกพัน รายจ่ายที่จ่ายเป็นเงินเดือน บำเหน็จ บำนาญ เงินรางวัล เงินค่าใช้สอย เงินการจร เงินลงทุน และรายจ่ายในการพระราชกุศล เหล่านี้เฉพาะที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้วเท่านั้น

รายได้ซึ่งได้หักรายจ่ายตามความในวรรคก่อนแล้ว จะจำหน่าย ใช้สอยได้ก็แต่โดยพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่าในกรณีใด ๆ หรือโดยคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เฉพาะในกรณีที่เกี่ยวกับการ พระราชกุศลอันเป็นการสาธารณะหรือในทางศาสนาหรือราชประเพณี บรรดาที่เป็นพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์เท่านั้น


---------------

ตัวอย่างเช่น เงินที่มีผู้ทูลเกล้าถวายให้ในหลวงทุกกรณี จะต้องถือว่าเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ตามมาตรา 5 พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

ซึ่งเงินส่วนนี้ก็จะไปถูกฝากและถูกบริหารโดยสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไปก่อน

แล้วพอใช้จ่ายเงินตามภาระผูกพันธ์ตามมาตรา 6 แล้ว หากยังเหลือเงินอีกเท่าไหร่ก็จะทูลเกล้าถวายเพื่อใช้สอยตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่ากรณีใด ๆ (ก็จะกลายเป็นพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ต่อไป)


ล่าสุด คำตอบ นายกฯ ประยุทธ์ อธิบายว่า

นายกฯ ประยุทธ์ ตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่า ทรัพย์ในสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีหลายส่วน 



ถ้าฟังจากคำแถลงของท่านนายกฯ นั่นจึงแสดงว่า เงิน 200 ล้านบาท นี้จึงเป็นทรัพย์สินในส่วนของทรัพย์สินส่วนพระองค์ ที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จะต้องทูลเกล้าถวายในแต่ละปีตามมาตรา 6  อยู่แล้ว เพียงแต่ในหลวงทรงขอเบิกก่อนล่วงหน้า เพื่อให้ รมว.คลัง อนุมัติเท่านั้นเอง

คลิกอ่าน สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไม่ใช่ของในหลวงภูมิพล

คลิกอ่าน งบประมาณเพื่อเทิดทูน พิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ ปี 2558 สูงเกินไปหรือไม่ ?


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น