วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2558

สมศักดิ์ เจียม เสียหมา เพราะดันโชว์โง่ตัดต่อพระราชดำรัสในหลวง






คือ ผมเองก็ไม่อยากจะเชื่อว่า สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการล้มเจ้า จะหมดมุขจนใช้วิธีการนี้ในการโจมตี

เพราะกลายเป็นว่า หงอกเจียม มุกแป๊ก ตายน้ำตื้น เสียหมา กลายเป็นโชว์โง่เสียเอง

เพราะเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ที่ผ่านมา หงอกเจียม ได้โพสรูปเหตุการณ์หนึงในช่วง 6 ตุลา 2519 แล้วนำมาโยงกับพระราชดำรัสที่ถูกตัดต่อแล้ว ตามนี้



แน่นอนว่า เจตนาของสมศักดิ์เจียม พยายามจะโยงภาพและพระราชดำรัสที่ถูกตัดต่อ ให้บรรดาเหล่าสาวกคิดไปในทางเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 เพราะพวกนี้คิดชั่วเหมือนกัน

แต่เผอิญมีคุณผู้หญิงคนนึงรู้ทันมุกห่วย ๆ ของหงอกเจียม เธอเลยโพสพระราชดำรัสที่ถูกตัดต่อฉบับเต็ม ซึ่งเป็นพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทยเนื่องในวันปีใหม่ปี 2520 ดังนี้







ระโยคเต็ม ๆ ของพระราชดำรัสที่หงอกเจียมนำมาตัดต่อหวังบิดเบือน อยู่ในย่อหน้าที่ 3 ของพระราชดำรัส

"...ในรอบปีที่แล้ว ประชาชนชาวไทยแสดงออกชัดเจนขึ้นว่าต้องการอะไร เมื่อแสดงออกมาเช่นนี้ ก็ทำให้รู้ใจกัน และสามารถช่วยกันทำช่วยกันสร้างในสิ่งที่ต้องการ แม้จะมีอุปสรรคหรือความยากลำบากขัดขวางอยู่ ก็ทำได้ ขอเพียงให้ร่วมมือร่วมใจกันจริง ๆ แต่ทั้งนี้ ควรจะต้องเข้าใจว่า สถานการณ์ของประเทศโดยส่วนรวมยังไม่แจ่มใสนัก..."


ต่อมาหงอกเจียม ได้โพสตอบคุณผู้หญิงคนนี้ว่า





แล้วคุณผู้หญิงคนนี้ก็ถามหงอกเจียมกลับไปว่า




หงอกเจียมยังจะแถกลับ



หงอกเจียมมันถามถึงคำว่า ประชาชนไทย 
(เดี๋ยวผมจะเฉลยให้ว่า หมายถึงอะไร ในท้ายบทความ)


คุณผู้หญิงคนนี้เลยจัดเต็มอย่างถูกค้องตามครรลองธรรม




พอเจอคำถามนี้ไป หงอกเจียมก็หายหัวไป มันก็ไม่กลับมาตอบอีก

เจตนาตัดต่อพระราชดำรัส ไม่ระบุที่มาพระราชดำรัส แล้วนำมาตัดต่อกับรูปที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในพระราชดำรัสเลย นี่คือ เจตนาบิดเบือนโดยแท้


รูปที่คุณผู้หญิงคนนี้โพสเป็นรูปสุดท้าย




-------------------------

เมื่อผมอ่านพระราชดำรัสเนื่องในวันปีใหม่ ในย่อหน้าที่ 3 แล้ว


"...ในรอบปีที่แล้ว ประชาชนชาวไทยแสดงออกชัดเจนขึ้นว่าต้องการอะไร เมื่อแสดงออกมาเช่นนี้ ก็ทำให้รู้ใจกัน และสามารถช่วยกันทำช่วยกันสร้างในสิ่งที่ต้องการ แม้จะมีอุปสรรคหรือความยากลำบากขัดขวางอยู่ ก็ทำได้ ขอเพียงให้ร่วมมือร่วมใจกันจริง ๆ แต่ทั้งนี้ ควรจะต้องเข้าใจว่า สถานการณ์ของประเทศโดยส่วนรวมยังไม่แจ่มใสนัก..." พระราชดำรัสเนื่องในวันปีใหม่ 2520


ผมขอตีความพระราชดำรัสในย่อหน้านี้ว่า  

ประโยคแรก "...ในรอบปีที่แล้ว ประชาชนชาวไทยแสดงออกชัดเจนขึ้นว่าต้องการอะไร เมื่อแสดงออกมาเช่นนี้ ก็ทำให้รู้ใจกัน"

หมายถึง เมื่อในหลวงเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรในถิ่นทุรกันดาร รวมถึงเขตพื้นที่สีแดงที่มีภัยคอมมิวนิสต์รุนแรงในพื้นที่ แต่ประชาชนชาวไทยในพื้นที่สีแดงก็ยังแสดงความจงรักภักดีต่อในหลวงเช่นเดิม เมื่อประชาชนแสดงออกมาเช่นนี้ ก็ทำให้ในหลวงทรงรู้ใจราษฎร


ประโยคที่2 "...และสามารถช่วยกันทำช่วยกันสร้างในสิ่งที่ต้องการ แม้จะมีอุปสรรคหรือความยากลำบากขัดขวางอยู่ ก็ทำได้ ขอเพียงให้ร่วมมือร่วมใจกันจริง ๆ..."

หมายถึง เมื่อในหลวงทรงรู้ใจราษฎรแล้ว ว่าทุกคนยังมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ จึงทรงขอให้ประชาชนทุกคนช่วยกัน ร่วมกันทำในสิ่งที่ต้องการ แม้จะมีอุปสรรคหรือความยากลำบากมาขัดขวาง

ซึ่งคำว่า สิ่งที่ต้องการ ในหลวงทรงหมายถึง ขอให้ประชาชนชาวไทยต้องร่วมกันกำจัดภัยคอมมิวนิสต์นั่นเอง เพียงแต่ว่า สถานการณ์ในเวลานั้นโดยภาพรวม ยังเป็นเรื่องยาก

แล้วถ้าเราอ่านพระราชดำรัสนี้ ตั้งแต่ต้นจนจบ ยิ่งไม่เกี่ยวอะไรกับที่หงอกเจียมพยายามจะตัดต่อพระราชดำรัสเพื่อนำมาโยงกับเหตุการณ์ 6 ตุลา เลย


งเพราะว่า ในปี 2516 มีเหตุการณ์มากมายในช่วงภัยคอมมิวนิสต์กำลังแผ่ขยายเข้ามาในไทย มีการต่อสู้รบกันเองระหว่างคนไทยด้วยกันแต่ต่างกันที่อุดมการณ์ทางการเมือง

ซึ่งในหลวงก็ทรงเสด็จเยี่ยมราษฎรในทุกพื้นที่ โดยไม่หวั่นเกรงภัยใด ๆ

และเพราะ กรุงเทพฯ ไม่ใช่ประเทศไทย ไอ้เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ของไอ้พวกล้มเจ้ามันเป็นแค่เศษเสี้ยวหนึ่งของเหตุการณ์หนึ่งในประเทศไทยเท่านั้น และเป็นเหตุการณ์ที่เอาเรื่อง พระถนอมกลับประเทศมาบังหน้า

แต่แท้ที่จริง พวกคอมมิวนิสต์มันหวังใช้เหตุการณ์นี้ เพื่อปลุกระดม ล้มล้างสถาบันฯ หลังจากที่พวกมันเคยพ่ายแพ้มาแล้วใน 14 ตุลา 2516

คือผมอยากให้เราแยกแยะระหว่าง ผู้ที่ต่อต้านเผด็จการจริง ๆ กับ พวกที่อาศัยเหตุการณ์ต่อต้านเผด็จการ แต่เพื่อหวังผลอื่น คือให้คอมมิวนิสต์ขยายอิทธิพลมากขึ้น เรียกว่า แฝงตัวมาเป็นมือที่ 3 เพื่อเข้ามาปลุกปั่นให้เหตุการณ์รุนแรงขึ้น หวังให้มีคนตายมาก ๆ เพื่อใช้โจมตีสถาบันฯ ที่เรารัก

-----------------------

พวกล้มเจ้าในไทย เป็นพวกเอาแต่ได้ เห็นแก่ตัวที่สุด

ไอ้พวกล้มเจ้า เป็นพวกแพ้แล้วพาล และไม่ยอมรับกติกา

ในเมื่อพวกมึงคิดล้มเจ้า ก็ต้องรู้ไว้ก่อนว่า โทษฐานล้มล้างสถาบันฯ คือ ตาย หากพวกมึงกระทำการไม่สำเร็จ

ในภัยคอมมิวนิสต์เมื่อ 40 กว่าปีก่อน ไอ้พวกล้มเจ้าแฝงมาในแนวคิดคอมมิวนิสต์
ถ้าพวกมึงเกิดตาย ก็ต้องยอมรับว่า พวกมึงเข้ามาเส้นทางนี้เอง อย่าโทษใคร ถ้าสู้แล้วแพ้ก็คือแพ้

ถ้าใครคิดล้มจ้า ก็จำไว้เลยว่า ทหารมีสิทธิปกป้องสถาบันฯ ด้วยอาวุธ

แต่พอพวกล้มเจ้าแม่งตาย แม่งเสือกโทษสถาบันฯ กล่าวหาว่าสถาบันฯ ผิด ทั้ง ๆ ที่สถาบันฯ ไม่เกี่ยว

เพราะผู้ที่เกี่ยว คือ ทหารผู้ปกป้องราชบัลลังค์

ทั้ง ๆ ที่ ในหลักการต่อสู้ เมื่อแพ้ก็ต้องยอมรับว่าแพ้ ในเมื่อพวกมึงคิดล้มเจ้า ก็ต้องยอมรับความจริงว่า พวกมึงก็มีสิทธิตาย !!!

เปรียบเสมือนกลุ่มต่อต้านระบอบโชกุน -ได้ลอบสังหารไทโรอี ซึ่งเป็นผู้ปกป้องระบอบโชกุน

ก่อนไทโรอีตาย เขาทำใจยอมรับความจริงว่า มันเป็นเส้นทางที่เขาเลือก ซึ่งมีโอกาสตายจากการลอบสังหารได้ทุกเวลา ก่อนเขาจะสิ้นใจ เขาได้ปลงได้โดยไม่คิดอาฆาตแค้นใคร ด้วยหน้าตาที่สงบลง เพราะต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตน สุดแต่ว่า ใครจะชนะ ?

พวกล้มเจ้ามีหน้าที่ล้มเจ้าตามอุดมการณ์เลว ๆ ของพวกมัน

ทหารก็มีหน้าที่ปกป้องราชบัลลังค์ตามหน้าที่ของทหาร

ฉะนั้น ถ้ามีใครตายจากการทำหน้าที่ของตน ก็ไม่ต้องไปโทษใคร

แต่ไอ้พวกล้มเจ้าในไทย มันอยากล้มเจ้า อยากล้มสถาบันฯ อยากเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่มันบอก ทหารห้ามฆ่าพวกมันนะ (ถุย !!!! ๆๆๆๆๆๆๆๆ)

แล้วพอพวกล้มเจ้ามันตาย มันก็แถว่า ทหารฆ่าประชาชน ผู้บริสุทธิ์ (ถุยๆๆๆๆๆ)


คลิกอ่าน ทำไมทหารต้องฆ่าประชาชนที่โดนพวกล้มเจ้าหลอกให้มาตาย





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น