ผมเขียนเรื่องธรรมกาย ไว้ในหลายบทความในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รวมทั้งเคยเล่าประสบการณ์ไปทำบุญที่วัดพระธรรมกายในสมัยเด็กของผมตั้งแต่อายุ 8 ขวบ ก็ไปหลายครั้งแล้วก็มีเว้นระยะไปหลายปี แล้วก็ได้ไปอีกในช่วงอายุ 15 - 18 ปีในเฟสบุ๊คของผม
แรกเริ่มจุดขายของวัดพระธรรมกายคืออะไร ?
ก็เริ่มจากที่ในอดีต บรรดาวัดทั่วไปจะสกปรก มีหมาวัด หมาจรจัด หมาขี้เรื้อนมากมายในวัด ทำให้วัดไม่เป็นที่น่ามาเยือนของผู้คนจำนวนมาก เพราะไม่ชอบความสกปรกจากหมา แมว ขี้หมา ที่มีเลอะเทอะมากมายในวัด
จากที่วัดควรเป็นสถานที่สัปปายะ คือ สะอาด สบาย น่ารื่นรมย์ สงบ เหมาะแก่การศึกษาธรรม ปฏิบัติธรรม
แต่วัดทั่ว ๆ ไปกลับกลายเป็นสถานที่ ๆ สกปรกไปด้วยมูลหมา แถมหนวกหูไปด้วยเสียงหมาเห่า เสียงสัตว์ต่าง ๆ ที่มีมากมายในวัด ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้คนที่รักความสะอาด รักธรรมชาติ ไม่อยากไปวัด
ผู้ก่อตั้งวัดธรรมกาย รู้จุดตรงนี้ดี จึงสร้างวัดธรรมกายให้ไม่มีสิ่งไม่น่ารื่นรมย์เหล่านั้น ทำวัดให้เป็นสถานที่สะอาด รื่นรมย์สวยงาม ไม่มีหมาวัด ไม่มีขี้หมาสกปรก ทำให้ใคร ๆ ก็อยากมาวัด มาปฏิบัติธรรมกันที่วัดธรรมกายมากขึ้น ๆ
อีกทั้งจุดขายคือ เน้นกลุ่มปัญญาชน เพราะเจ้าอาวาสและรองเจ้าอาวาสเป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงทำให้ผู้คนในยุคนั้นสนใจมากขึ้นว่า นี่ขนาดคนระดับปัญญาชนยังมาบวช มาสร้างวัดเลย ซึ่งเมื่อสัก 40-50 ปีก่อน ถือว่าระดับนิสิตมาบวชตลอดชีวิตจึงเป็นเรื่องน่าสนใจมาก ถือเป็นจุดขายของวัดที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนในยุคนั้นได้
ในตอนเริ่มแรกจนเดี๋ยวนี้ ทางวัดธรรมกายจะมีรถบัสคอยรับส่งคนมาวัดฟรี เพราะวัดยังไม่เป็นที่รู้จัก เลยต้องใช้วิธีขนคนเข้าวัด
ซึ่งตอนเด็ก ๆ ผมและครอบครัวไปวัดธรรมกายก็ด้วยวิธีนั่งรถบัสฟรีนี่แหละครับ โดยรถจะออกจากจุดนัดหมายตอนหกโมงเช้า และกลับมาส่งที่จุดเดิมหรือใครจะลงกลางทางก่อนก็ได้ในช่วงบ่าย 3-4 โมงเย็น
แรกเริ่มที่ผมได้ไปวัดธรรมกายครั้งแรก เพราะมีเพื่อนแม่เขามาชวนแม่ผมไป โดยบอกว่า ไปเที่ยววัดนี้กันไหม ไปฟรี วัดนี้สวย สะอาดมาก

----------------
เอาเป็นว่า ตอนเด็ก ๆ ผมเองก็ไม่ได้รู้เรื่องราวธรรมะอะไรมาก สนใจแค่ว่าทำสมาธิแล้วดี ทำสมาธิแล้วจะฉลาดเรียนเก่ง ก็ผู้ใหญ่เขาสอนกันมาแบบนั้น
ต่อมาพอโตขึ้น ก็ได้ยินคำสอนจากวัดธรรมกายมากขึ้นในเรื่องการทำบุญ ที่มักเน้นเรื่องอานิสงส์ผลบุญว่า ทำบุญแบบนี้แล้วจะได้อานิสงส์มากเท่านั้นเท่านี้ ทำบุญแบบนี้แล้วจะได้อานุภาพบุญมากเท่านั้นเท่านั้น
ซึ่งเรื่องทำบุญเพื่อหวังอานิสงส์ มันเป็นเพียงเปลือกของพุทธศาสนา ที่ไม่ควรไปเน้นให้มากเกินไป แต่ธรรมกายเขาเน้นเรื่องนี้เป็นหลักการตลาดเลยครับ
ผมเลยขอเรียกวัดธรรมกายว่า ลัทธิขายบุญ คือ มุ่งเน้นทำการตลาดด้วยการทำบุญและการบริจาคเพื่อหวังผลตอบแทนจากผลบุญ
ทั้งที่เจตนาของการทำบุญทำทาน คือการลดความโลภในใจลง แต่วัดธรรมกายสอนทำบุญแล้วเน้นเรืองอานิสสงส์ จึงเสมือนส่งเสริมความโลภให้มากขึ้น
วัดธรรมกายนี่เขาสอนให้ทำบุญแม้กระทั่ง มีกระปุกบุญให้เด็ก ๆ หรือใครสนใจที่จะหยอดเงินใส่กระปุก ก็จะซื้อกระปุกจากวัดธรรมกายไปค่อย ๆ หยอด พอกระปุกเต็มก็เอามาทำบุญกับวัดอีก โดยกระปุกของวัดธรรมกายจะเป็นกระปุกทรงดวงแก้ว

แถมวัดธรรมกายเขาจะมีหนังสือพิมพ์ของวัดส่งมาที่บ้านผมทุกเดือน จะมีบอกบุญใหม่ ๆ ทุกเดือนตลอดปี
จบกฐิน ก็มีผ้าป่า จบผ้าป่า เดี๋ยวก็มีบวชพระแสนรูป เดี๋ยวก็สร้างโน่นสร้างนี่ มีให้ทำบุญตลอดปีไม่รู้จบ
-----------------
คำสอนสมาธิของธรรมกาย
ก็ท่อง สัมมาอะระหัง ตั้งจิตไว้ที่ศูนย์กลายกายฐานที่ 7 เพื่อให้เห็นพระภายในที่เรียกว่า ธรรมกาย ซึ่งมาจากวิชชาธรรมกายที่หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ เป็นผู้ค้นพบ
หรือบางทีให้กำหนดดวงแก้วใสไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7
และมีแม่ชีจันทร์ ขนนกยูง เป็นศิษย์คนสำคัญวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อสด ที่มาเป็นอาจารย์สอนพระธัมมชโยและพระเผด็จ ทัตตชีโว อีกทอด โดยเจ้าอาวาสและรองเจ้าอาวาสมักจะสอนสาวกว่า แม่ชีจันทร์เป็นผู้เชี่ยวชาญวิชชาธรรมกายมากที่สุด
เพราะแม่ชีจันทร์ เก่งวิชชาธรรมกายมาก ขนาดถอดกายทิพย์หรือธรรมกาย เพื่อไปถวายข้าวแด่พระพุทธเจ้าที่แดนนิพพานที่สวยสว่างดั่งแก้ว
ซึ่งที่ถูกต้องนิพพานไม่ได้มีสภาวะเป็นสถานที่ดั่งที่วัดธรรมกายสอน แต่ความจริง นิพพานคือสภาวะธรรม
นี่ยังไม่รวมเรื่องแม่ชีจันทร์ ช่วยปัดระเบิดที่ฝ่ายสัมพันธมิตรเอามาทิ้งระเบิดกรุงเทพฯ ให้ระเบิดจำนวนมากตกแม่น้ำเจ้าพระยาไป
วัดธรรมกายโดยเจ้าอาวาส พยายามโปรโมทแม่ชีจันทร์ว่า เป็นเลิศด้านวิชชาธรรมกายที่สุด ขนาดยกคำของหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ มาอ้างว่า "ลูกจันทร์ หนึ่งไม่มีสอง"

http://imgur.com/vnEJ4OJ
ถ้าตามที่วัดธรรมกายสอน คือ ผู้สำเร็จวิชชาธรรมกาย หมายถึง ได้สำเร็จนิพพาน นั้น
ผมขอบอกว่า วัดธรรมกายและแม่ชีจันทร์ กำลังโกหก เพราะผู้ที่เป็นพระอรหันต์แล้ว ไม่สามารถอยู่ในเพศฆราวาสได้เกิน 7 วัน ที่จริงถ้าเป็นฆราวาสแล้วสำเร็จเป็นอรหันต์ในชาตินี้ รุ่งขึ้นก็ตายแล้วครับ
ดังนั้นการที่วัดธรรมกายพยายามอุปโลกแม่ชีจันทร์ราวกับเป็นพระอรหันต์ ก็คือ โกหกคำโต
(หมายเหตุ แม่ชี กับ ฆราวาส สถานะเท่ากัน เพราะฆราวาสก็ถือศีล 8 เหมือนแม่ชีได้)
-----------------
เป็นไงครับ ที่ผมเขียนมาทั้งหมด ผมเขียนจากความทรงจำในวัยเด็กของผมทั้งสิ้น
หากผิดถูกอะไรไปบ้างก็ขออภัย เพราะมันก็นานกว่า 20 ปีมาแล้ว
ย้ำอีกครั้งนะครับ นิพพานไม่ใช่สถานที่ที่สวยงามดั่งแก้วเหมือนที่วัดธรรมกายพยายามล่อลวง
และแม่ชีจันทร์ก็ไม่ใช่พระอรหันต์ เพราะถ้าแม่ชีจันทร์สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็ต้องตายไปนานแล้ว ไม่อยู่จนอายุยืนกว่า 80 ปีหรอกครับ

http://imgur.com/D0n66fb
--------------
บทความนี้ผมไม่อยากเขียนเยิ่นเย้อ แต่เอาเป็นว่า ผมเคยเป็นคนที่เลื่อมใสในสำนักธรรมกายอย่างมากคนนึง
ถ้าสังเกตดี ๆ จะมีพ่อค้าแม่ค้านักธุรกิจเชื้อสายจีนจำนวนมากไปทำบุญกับวัดธรรมกาย เพราะคำสอนของเจ้าอาวาสวัดธรรมกายจะถูกจริตกับผู้ที่ทำมาค้าขายอย่างมาก
นั่นคือทำบุญเยอะ ๆ สั่งสมบุญบารมีมาก ๆ จะทำให้การค้าเจริญรุ่งเรือง ซึ่งคนจีนจะชอบทำบุญแนวนี้กันมาก คือ ชอบทำบุญเพื่อหวังค้าขายดี ร่ำรวยขึ้น
ทีนี้จะมีมหาเศรษฐี นักธุรกิจชื่อดังหลายคนไปทำบุญกับธรรมกาย ซึ่งมหาเศรษฐีพวกนี้เหมือนสาวกคนสำคัญที่มีโอกาสได้พูดคุยกับเจ้าอาวาสอย่างใกล้ชิด

ทีนี้จะมีคำพูดที่มักบอกต่อ ๆ กัน สอนต่อ ๆ กันในหมู่สาวกกันว่า
"เห็นไหมเจ้าสัวคนนี้มาทำบุญกับวัดธรรมกาย เขาถึงยิ่งรวยขึ้น"
ด้วยคำพูดเหล่านี้แหละครับ ที่เป็นเหมือนสื่อโฆษณาชวนเชื่อชั้นดีที่ทำให้ผู้คนที่ทำบุญแบบหวังผล อยากจะมาทำบุญที่วัดธรรมกายเยอะ ๆ เพื่อหวังจะได้รวยเหมือนเจ้าสัวหลาย ๆ คนที่มาทำบุญที่นี่
หลักการตลาดของวัดธรรมกายคือ พยายามหาคนดัง คนรวย คนมีความรู้ที่ศรัทธาวัดธรรมกายมาเป็นจุดขายเพื่อโฆษณาชวนเชื่อผู้คนให้มาศรัทธาวัดธรรมกายมากขึ้น
ตอนเด็ก ๆ ผมเองก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรมาก ก็ยังหลงติดในบุญเช่นกัน ก็อยากทำบุญเพื่อหวังว่าบุญจะมาส่งเสริมให้ชีวิตเราประสบความสำเร็จทุกอย่าง จะได้ร่ำรวยเหมือนเขาเหล่านั้นบ้าง
ถาม ทำไมเราถึงรู้ว่าเจ้าสัวคนนั้น เจ้าสัวคนนี้มาทำบุญกับวัดธรรมกาย แต่ประเทศไทยยังมีเจ้าสัวอีกมากมายนับไม่ถ้วน ที่เราไม่รู้ว่า ท่านไปทำบุญที่ไหน ?
ตัวอย่างการสอนเน้นบุญและอานิสสงส์ของพระนพดล สิริวํโส หัวหน้ากองปฏิบัติธรรม ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักเผยแผ่วัดพระธรรมกาย

http://imgur.com/2xrGjFW
แต่เมื่อผมโตขึ้น ศึกษาธรรมะมากขึ้นจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ ผมเริ่มรู้มากขึ้นว่า ธรรมกายไม่ใช่หนทางที่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา
หลักของพระพุทธศาสนาจะต้อง สมถะ เรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ ปล่อยวางไม่ยึดติดวัตถุ แม้กระทั่งบุญก็ไม่ควรยึดติดให้มาก
เช่น ทำบุญบวขพระแสนรูป ตักบาตรพระล้านรูป แล้วอ้างว่า เป็นบุญใหญ่ เพราะจำนวนพระบวชยิ่งมีมาก ยิ่้งได้บุญมาก
ศาสนาพุทธของเราไม่สอนให้เน้นปริมาณนะครับ แต่เน้นเรื่องของเจตนาของใจสำคัญที่สุด เช่น ทำบุญล้านบาท หรือทำบุญแค่ 1 บาท ก็ได้บุญไม่ต่างกันถ้าใจเรามีเจตนาทำกุศลไม่ต่างกัน
แต่หลักการของธรรมกาย สอนยิ่งทำบุญยิ่งมากยิ่งดี ดูได้จากคลิปนี้ครับ ไหว้พระพุทธรูปล้านองค์ที่ตั้งล้อมรอบมหาธรรมกายเจดีย์ได้บุญมากกว่าไหว้พระพุทธรูปองค์เดียว แบบนี้มันไม่ใช่หลักการที่ถูกต้องแล้วครับ
(หมายเหตุ เรื่องการทำบุญมากได้มากนั้นมีส่วนจริงอยู่ แต่ไม่ใช่แบบธัมมชโยสอน แต่ไว้ต้องแตกประเด็นขยายความกันอีกบทความครับ)
ผมเริ่มถอยห่างจากวัดธรรมกายเพราะเน้นเรื่องทำบุญยิ่งมากยิ่งดี ยิ่งสร้างใหญ่โตอลังการยิ่งดี เช่น วัดขยายใหญ่โตไปเรื่อย เดี๋ยวสร้างโน่นสร้างนี่ที่อลังการหรูหราใหญ่โตมากมาย
โดยจะอาศัยหลักการที่สอนว่า การถวายสิ่งประณีตให้สงฆ์ หรือการถวายเพื่อเป็นพุทธบูชา จะได้อานิสสงส์ผลบุญเยอะ จึงทำให้ผู้คนจึงพยายามบริจาคเงินเยอะ ๆ เพื่อจะได้มาซึ่งสิ่งประณีต หรือสิ่งสวยงาม หรือสิ่งยิ่งใหญ่เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา
(และหลักการเรื่องต้องถวายของประณีตให้สงฆ์นี่แหละ ที่ทำให้เณรคำรวย!!)

พอวัดธรรมกายเริ่มบอกบุญว่าจะสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ ผมเริ่มมองเห็นว่า นี่ไม่ใช่หนทางที่ผมต้องการแล้ว ผมเริ่มไม่มีความสุขที่จะทำบุญกับวัดนี้
แต่ตอนนั้นผมยังเด็ก ยังไม่ถึงกับรู้อะไรมากนักหรอกครับ แค่ความรู้สึกในใจผมเริ่มรู้สึกว่า นี่ไม่ใช่แนวทางที่ผมแสวงหา
ผมเลยบอกกับพ่อแม่ของผมว่า "พอเถอะเรา พอเถอะพ่อ พอเถอะแม่ ผมว่า นี่ไม่ใช่แนวทางที่ครอบครัวเราต้องการแล้ว เราเลิกมาทำบุญวัดนี้กันเถอะ"
แล้วหลังจากนั้นอีกเป็น 10 ปีที่ผมเริ่มศึกษาหลักธรรมะมากขึ้น ผมยิ่งแน่ใจว่า มีคำสอนของธรรมกายหลายอย่างไม่ใช่แนวทางพุทธศาสนาที่ถูกต้องอย่างแน่นอน
ที่จริงมีหลายเหตุการณ์ที่ทำให้ผมเริ่มรู้สึกมาเรื่อย ๆ ว่า เริ่มไม่ชอบแนวทางของวัดธรรมกาย แต่ขอจบเพียงเท่านี้ดีกว่า เพราะเรื่องแบบนี้ต้องเจอกับตัวเองจึงจะเข้าใจ
สำหรับความคิดของผมในปัจจุบัน "การทำบุญยิ่งอยากได้บุญมากยิ่งได้บุญน้อย จงทำความดีเพราะอยากทำ แล้วปล่อยให้มันเป็นไปตามสภาวะแห่งธรรม"
แต่ผู้คนในวัดรวมทั้งผู้มาทำบุญ ก็ล้วนเป็นคนดีนะครับ แต่เขาเป็นคนดีในแบบทีมีจุดบกพร่อง ก็คือ ไม่รู้ว่า เจ้าอาวาสวัดธรรมกายคือ สมีปาราชิกแล้วนั่นเอง
"พระพุทธเจ้าทรงละทิ้งราชสมบัติละทิ้งปราสาทราชวัง เพื่อทรงผนวช และอยู่อย่างสมถะในป่าหรือในวัดที่ยากจน
ในขณะที่ธัมมชโย บวชเพื่อแสวงหาทรัพย์สมบัติ และสร้างวัดให้เสมือนปราสาทราชวัง"
----------------------
รูปนี้ผมขอให้ชื่อว่า อย่าคิดเอาแต่ได้เองฝ่ายเดียว เป็นรูปที่วัดธรรมกายใช้สนับสนุนขบวนการเดินอวดเท่บนกลีบดาวเรือง

http://imgur.com/n9x2H5H
ส่วนรูปนี้ขอให้ชื่อว่า พระธุดงค์แท้

http://imgur.com/hy8qIaP
หมายเหตุ จริง ๆ แล้ว เจ้าของรูปนี้ก็ไม่ควรถวายปัจจัยแก่พระธุดงค์โดยตรงนะครับ แต่เอาเถอะ ก็พอมีเรื่องอนุโลมได้พอสมควรสำหรับในยุคปัจจุบันคือ เมื่อพระนั้นกลับวัดไปแล้ว หากไม่ได้นำเงินไปเพื่อซื้อค่าโดยสารหรือสิ่งจำเป็นบางอย่างในขณะธุดงค์จนหมด เงินหรือปัจจัยที่ได้รับมา ที่ยังเหลือก็ไม่ควรถือเป็นของตน ควรนำไปถวายวัดที่ตนเองพำนักหรือขึ้นอยู่แทน เพราะถ้าไม่ถือว่าเงินเป็นของตน ก็ไม่อาบัติครับ อีกทั้งเพราะเจ้าของรูปก็ใส่เงินลงย่ามทันที พระธุดงค์ไม่ได้รับเงินโดยตรงจากมือ
-------------------
เรื่องเล่าท้ายบทความ
ยายคนนึงไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่อยากไปวัดที่สะอาดน่าปฏิบัติธรรม จึงได้ไปวัดพระธรรมกาย แกทำบุญเท่าที่แกมีสม่ำเสมอมาหลายปี
ครั้งนึงงานบุญใหญ่ ยายรีบไปถึงวัดแต่เช้ามืดเพื่อหวังจะได้ไปนั่งใกล้ๆ ด้านหน้าพิธีเพื่อขอใกล้ชิดหลวงพ่อบ้าง
แต่แล้ว กลับโดนเจ้าหน้าที่วัด ขอให้ยายย้ายที่นั่งไปด้านหลังกว่า เพียงเพื่อจะให้สาวกมหาเศรษฐีใหญ่คนนึงและครอบครัวที่พึ่งมาถึงงานพิธีได้เข้าต้อนรับหลวงพ่ออย่างใกล้ชิด !!
คลิกอ่าน หลักการรับเงินบริจาคของหลวงพ่อชา สุภัทโธ วัดหนองฟ่าพง
คลิกอ่าน อย่าบำรุงพระจนเกินความพอดีของการเป็นภิกษุ
คลิกอ่าน กองกำลังออนไลน์ธรรมกาย กับเหตุผลที่หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ละทิ้งวิชชาธรรมกาย