แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วินด์เซอร์ รัชกาลที่ 5 หลวงศุภชลาศัย สนามกีฬาแห่งชาติ ทุบ เปลี่ยนชื่อ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วินด์เซอร์ รัชกาลที่ 5 หลวงศุภชลาศัย สนามกีฬาแห่งชาติ ทุบ เปลี่ยนชื่อ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2560

บทบาทของหลวงศุภชลาศัยช่วงปฏิวัติ กับการสร้างสนามกีฬาแห่งชาติ





พระตำหนักวินด์เซอร์ แต่ชาวไทยสมัยนั้นมักจะเรียกว่า “วังใหม่” หรือ “วังกลางทุ่ง” เสียมากกว่า จนกลายเป็นชื่อตำบลวังใหม่ ในเวลาต่อมา


เป็นที่กังขาและสงสัยมานานกว่า 80 ปี ในหมู่ประชาชนในยุคนี้ว่า

ทำไมรัฐบาลของพวกคณะราษฎร อย่าง รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม โดยหลวงศุภชลาศัย ถึงได้สั่งทุบวังประทุมวัน หรืออีกชื่อคือวังวินด์เซอร์ ทิ้งเพื่อสร้างสนามศุภชลาศัยกรีฑาสถานแห่งชาติขึ้นมาแทนได้ ?

ไอ้คนสั่งทุบ พวกมันคิดได้ไงวะ ?

ทั้ง ๆ ที่เมื่อพ.ศ. 2479 ปีที่รัฐบาลจอมพล ป. สั่งรื้อพระราชวังวินด์เซอร์ที่มีเนื้อที่โดยรอบวังประมาณ 1,000 ไร่นั้น ซึ่งโดยรอบวังวินเซอร์ ส่วนใหญ่เป็นทุ่งว่างเปล่าที่สามารถสร้างกรีฑาสถานแห่งชาติที่มีเนื้อที่แค่ 114 ไร่ ได้อย่างสบาย ๆ (ปัจจุบันเหลือ 77 ไร่) โดยไม่ต้องทุบพระราชวังวินเซอร์ทิ้งเลยด้วยซ้ำ ทำให้ต้องเสียงบประมาณสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ และต้องเสียพระราชวังที่สวยงามที่ควรจะอยู่คู่กับประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบัน ช่างน่าเสียดายจริง ๆ

ไอ้คนสั่งทุบ พวกมันคิดได้ไงวะ ?

วังวินเซอร์ รัชกาลที่ 5 ทรงสร้างขึ้นเพื่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามบรมราชกุมารืพระองค์แรกแห่งสยามประเทศ จึงสร้างด้วยวัสดุชั้นดีระดับเดียวหรือใกล้เคียงกับพระที่นั่งอนันตสมาคม แม้พระองค์จะไม่เคยจะเสด็จมาประทับเพราะสิ้นพระชนม์ไปก่อน แต่วังวินด์เซอร์ก็ถือว่ามีคุณค่าทางศิลปะและประวัติศาสตร์ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้พอสมควร

ซึ่งต่อมารัชกาลที่ 6 ทรงพระราชทานวังวินด์เซอร์และที่ดินโดยรอบยกให้เป็นกรรมสิทธิของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งพระตำหนักวินด์เซอร์ ก็ได้กลายเป็นตึกสำหรับการเรียนหลายคณะของจุฬาฯ

หากวังวินด์เซอร์ที่แสนสวยงามยังอยู่มาจนวันนี้ คงจะตั้งตระหง่านอย่างสง่าที่บริเวณแยกปทุมวันให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาและชื่นชม แต่กลับต้องถูกทุบทิ้งลงจากคำสั่งบัดซบของคณะบุคคลที่ชื่อว่า คณะราษฎร เพื่อสร้างสถาปัตยกรรมที่ไม่ได้สวยงามอะไรเลยมาแทนที่

ไอ้คนสั่งทุบ พวกมันคิดได้ไงวะ ?

คงไม่มีใครเขาคัดค้านการสร้างกรีฑาสถานแห่งชาติและสนามกีฬาแห่งชาติหรอกครับ แต่คนเขาสงสัยกันว่าที่ว่างแถวนั้นมีมากมายเหลือเฟือ ดันไม่คิดไปสร้างสนามกีฬา ดันเจาะจงจะต้องมาทุบวังวินเซอร์ทิ้งซะนี่

แบบนี้เขาเรียกพวกคนพาลสันดานหยาบเท่านั้นที่คิดได้ แม้แต่นิสิตจุฬาฯ ในสมัยนั้นก็ร่วมคัดค้านแต่ก็ไม่เป็นผล

รูปสนามศุภชลาศัยในยุคแรกหลัง พ.ศ. 2500  ดูเหมือนจะมีอัฒจันทร์ไม่ครบทุกฝั่ง ดูไม่สวยงามอะไรเลย เฉกเช่นทุบปราสาทมาทำสนามฟุตบอล !


พื้นที่ให้เช่าของจุฬาฯ ปัจจุบันประกอบด้วย
- พื้นที่เขตพาณิชย์ บริเวณสยามแสควร์ และบริเวณก่อสร้างห้างสรรพสินค้าใหญ่  รวมพื้นที่ 385 ไร่
- พื้นที่ให้ราชการยืมและเช่าใช้ ส่วนนี้มีการใช้พื้นที่ไปทั้งสิ้น 131 ไร่

----------------------

หลวงศุภชลาศัย คือผู้ส่งหนังสือคณะราษฎรข่มขู่รัชกาลที่ 7 ทูลเชิญเสด็จนิวัติพระนคร

วันที่ 24 มิถุนายน 2475 เมื่อการปฏิวัติสำเร็จลงเรียบร้อยแล้ว คณะราษฎรมีคำสั่งให้นาวาตรีหลวงศุภชลาศัย (ยศในขณะนั้น) ซึ่งเป็น 1 ในคณะราษฎร นำเรือรบหลวงสุโขทัยออกจากบางนาเดินทางไปพระราชวังไกลกังวล หัวหิน โดยด่วน เพื่ออัญเชิญพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จนิวัติคืนสู่พระนคร

รูปเรือรบหลวงสุโขทัย


ต่อไปนี้เป็นคำบอกเล่าภารกิจของนาวาเอกหลวงศุภชลาศัยที่เขียนไว้ในหนังสือ " ประชาธิปไตย ๔๒ ปี " ที่ได้เล่าถึงเหตุการณ์ในวันปฏิวัติครั้งนั้นด้วยความภาคภูมิใจ !? (ภูมิใจพ่องสิ)  ดังนี้

หลังจาก ร.ล. สุโขทัย จอดทอดสมอที่หัวหิน ทหารเรือประจำเรือโบตได้เข้าประจำที่พร้อมแล้ว เพื่อกรรเชียงนำทีมของเราไปถึงชายหาดเบื้องหน้านั้น และก่อนที่ข้าพเจ้าและคณะจะก้าวลงไป ข้าพเจ้าได้เรียกประชุมนายทหาร ประกาศสั่งการไว้ว่า

 " ณ เบื้องหน้าที่ชายหาดหน้าพระราชวังนั้น ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าว่าจะมีเหตุการณ์อันใดเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้าและทีมที่ไป ดังนั้นในทันทีที่ข้าพเจ้าหากเป็นอันตรายด้วยการถูกยิง ถูกจับ หรือถูกอะไรก็ตาม อันมิใช่เป็นการปรากฏการณ์ของผู้ที่จะนำสาส์นของผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารและการอัญเชิญเสด็จนิวัติแล้ว ข้าพเจ้าจะโยนหมวกขึ้นสู่เบื้องบนเป็นสัญญาณ ดังนั้นต้นปืนจะต้องส่องกล้องจับตาดูข้าพเจ้าตลอดเวลา หากได้เห็นหมวกของข้าพเจ้าถูกโยนขึ้นเบื้องสูงเหนือศีรษะแล้ว ให้ต้นปืนสั่งการแก่ปืนใหญ่ทุกกระบอกในเรือให้หันเข้าซัลโวพระราชวังไกลกังวลทันที

นี่เป็นก้าวแรกเมื่อข้าพเจ้าและคณะได้เหยียบขึ้นถึงทรายเม็ดแรกของชายหาดเบื้องหน้าพระราชวังนั้นแล้ว ในระยะที่สองคือ เมื่อข้าพเจ้าผ่านเขตอันตรายเข้าไปเฝ้าถึงองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้โดยสวัสดิภาพแล้ว หากเวลาได้ผ่านเลย ๑๒ น. ไปแล้วแม้เพียงวินาทีเดียว ข้าพเจ้ายังไม่นั่งเรือโบตกลับมาถึงเรือ ให้ปืนใหญ่หัวเรือระดมยิงสถานีหนองแกทิศใต้พระราชวัง และให้ปืนท้ายทลายชะอำด้านเหนือและปืนกราบอีกสองกระบอก ให้ซัลโวตัวพระราชวังไกลกังวลอย่างเต็มเหวี่ยง มิพักต้องคำนึงถึงข้าพเจ้าและคณะแต่ประการใด คำสั่งอันนี้ของข้าพเจ้าเป็นคำสั่งเด็ดขาด อาณัติสัญญาณก็ดี เวลาก็ดี ต้นปืนจะต้องปฏิบัติตามนี้โดยเคร่งครัด"


เฮ่อ.. คิดได้นะ ถ้าตนเองยังไม่กลับมาแม้เพียงแค่วินาทีเดียว ก็สั่งให้ทหารระดมยิงใส่พระราชวังไกลกังวลแบบไม่ยั้งทันที

เอาเถอะ กระทำการปฏิวัติมันต้องเหี้ยมไว้ก่อน แต่ผลที่ตามมาจนถึงรุ่นลูกหลานเขาจะระดมด่าพวกท่านเอง

ส่วนหนังสือข่มขู่รัชกาลที่ 7 ของคณะราษฎร ที่หลวงศุภชลาศัยนำไปทูลเกล้าฯ ถวายแก่รัชกาลที่ 7  เพื่อทูลเชิญเสด็จนิวัติพระนคร มีเนื้อหาบัดซบดังนี้

“พระที่นั่งอนันตสมาคม
วันที่ 24 มิถุนายน พุทธศักราช 2475
ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม
ด้วยคณะราษฎร ข้าราชการ ทหาร พลเรือน ได้ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินไว้ได้แล้ว และได้เชิญสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ มีสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมนครสวรรค์วรพินิต เป็นต้น ไว้เป็นประกัน

ถ้าหากคณะราษฎรนี้ถูกทำร้ายด้วยประการใด ๆ ก็จะต้องทำร้ายเจ้านายที่คุมไว้เป็นการตอบแทน

คณะราษฎรไม่ประสงค์จะแย่งชิงราชสมบัติแต่อย่างใด ความประสงค์อันใหญ่ยิ่งก็เพื่อที่จะมีธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จึงขอเชิญใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทกลับคืนสู่พระนคร ทรงเป็นกษัตริย์ต่อไปโดยอยู่ใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน ซึ่งคณะราษฎรได้สร้างขึ้น ถ้าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทตอบปฏิเสธก็ดี หรือไม่ตอบภายใน 1 ชั่วนาฬิกา นับแต่ได้รับหนังสือนี้ก็ดี คณะราษฎรก็จะได้ประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน โดยเลือกเจ้านายพระองค์อื่นที่เห็นสมควรขึ้นเป็นกษัตริย์
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม

พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา
พ.อ.พระยาทรงสุรเดช
พ.อ.พระยาฤทธิ์อัคเนย์”

แต่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิเสธที่จะเสด็จกลับพระนครโดยเรือรบหลวงสุโขทัยด้วยเหตุผล “เพราะจะทำให้ดูเหมือนว่าถูกเขาจับไป” ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ต้องรักษาไว้ให้ “เป็นการสมพระเกียรติยศ” ในฐานะพระมหากษัตริย์

โดยวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๔๗๕ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับถึงพระนครโดยรถไฟขบวนพิเศษ

-------------------



ในปี พ.ศ. 2478 นาวาโท หลวงศุภชลาศัย อธิบดีกรมพลศึกษาในขณะนั้น มีดำริที่จะก่อสร้างกรีฑาสถานแห่งชาติขึ้น และได้พิจารณาที่ดินทำสัญญาเช่า ณ ตำบลวังใหม่จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยรื้อถอนพระตำหนักวินด์เซอร์ รวมถึงสิ่งปลูกสร้างโดยรอบออก

ซึ่งการก่อสร้างกรีฑาสถานแห่งชาติเสร็จสิ้นและได้ย้ายสถานทำการของโรงเรียนพลศึกษากลางและกรมพลศึกษามายังสถานที่ปัจจุบัน เมื่อ พ.ศ. 2481

มีพวกร่านบางคนโชว์โง่บอกว่า ชื่อ สนามศุภชลาศัยฯ เป็นแค่ชื่อเล่นเท่านั้น ไม่ใช่ชื่อจริงหรือชื่ออย่างเป็นทางการของสนามกีฬาแห่งชาติ ทั้ง ๆ ที่ความจริง ชื่อ สนามศุภชลาศัยกรีฑาสถานแห่งชาติ คิอชื่ออย่างเป็นทางการนานแล้วครับ

เพราะเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 กรมพลศึกษา(ในสมัยที่หลวงศุภชลาศัย ยังเป็นใหญ่ในรัฐบาล) ได้ทำการเปลี่ยนชื่อสนามกรีฑาสถานแห่งชาติ เป็น "สนามศุภชลาศัยกรีฑาสถานแห่งชาติ" เพื่อเป็นเกียรติแก่หลวงศุภชลาศัย ปัจจุบันนิยมเรียกสั้นๆ เพียงว่า สนามศุภชลาศัย หรือสนามกีฬาแห่งชาติ

รูปด้านหน้าสนามศุภชลาศัย จะมีชื่อ ศุภชลาศัย ติดอยู่



----------------------


สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร

รัชกาลที่ 5 ทรงสร้างพระตำหนักวินด์เซอร์ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร  ที่บริเวณแยกปทุมวันเพื่อให้ใกล้กับวังสระปทุมของสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี ผู้เป็นสมเด็จพระชนนี (หรือสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า)

ด้วยความอาลัยของแม่ที่ต้องสูญเสียพระโอรสไป ดังนั้นวังวินด์เซอร์ก็เปรียบเสมือนเป็นอนุสรณ์ของพระโอรส เมื่อแม่มองไปไกล ๆ ได้เห็นหลังคาวังก็ทำให้คลายความคิดถึงลงได้บ้าง

แต่เมื่อรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม ยืนยันจะทุบวังวินด์เซอร์ให้ได้เช่นนั้น สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าก็ทรงทำได้เพียงประทับอยู่ที่เฉลียงวังสระปทุม ฟังเสียงคนทุบวังลูกอยู่ทุกวัน ด้วยหัวอกคนเป็นแม่ พระองค์ถึงกับทรงตรัสกับนางข้าหลวงผู้ใกล้ชิดว่า

“ได้ยินเสียงเขาทุบวังลูกฉันทีไร มันเหมือนกับกำลังทุบใจฉันอย่างนั้น” น้ำเสียงของพระองค์สั่นน้ำพระเนตรคลอด้วยความอัดอั้นตันใจ เล่ากันว่าถ้าไม่จำเป็นพระองค์จะไม่เสด็จผ่านไปทางที่ดินผืนนั้นเลย

สำหรับผม ใหม่เมืองเอก มองว่า การที่รัฐบาลจอมพล ป. แทนที่จะสร้างสนามกีฬาแห่งชาติในบริเวณทุ่งว่างใกล้เคียงได้ แต่กลับไม่ทำเช่นนั้น ผมว่า คงเป็นเจตนาเลวโดยเฉพาะครับ เหมือนตั้งใจกลั่นแกล้ง แถมยังทูลเชิญรัชกาลที่ 8 ให้เสด็จไปเปิดสนามกีฬาแห่งชาตินี้อีกด้วยนะ (เหมือนใช้อำนาจทูลเชิญเพื่อเย้ยหยัน)

"ทั้งทุบ ทั้งรังแก ทั้งเย้ยหยัน" ความเลวในเรื่องนี้ผมขอยกให้เป็นผลงานของจอมพล ป. กับหลวงศุภชลาศัย รับไว้ก็แล้วกัน

----------------------

มีพวกร่านบางคน มันถามว่า ทีทุบวังเพชรบูรณ์ สร้างห้างสรรพสินค้า หรือทุบวังบูรพาภิรมย์ เพื่อสร้างห้างและโรงหนังล่ะ ทำไมไม่โวยกัน ?

ขอตอบว่า วังเหล่านั้น มันเป็นกรรมสิทธิส่วนบุคคลของลูกหลานเจ้าของวังนั้น ๆ ซึ่งเขาย่อมมีสิทธิจะเก็บรักษาไว้หรือไม่ มันก็เรื่องของเขา

แต่กรณีวังวินด์เซอร์ นั้นซึ่งเป็นทั้งสถาปัตยกรรมที่ทรงคุณค่าของชาติ ได้เป็นสถาบันการศึกษาของรัฐไปแล้ว กลับทุบให้เสียของ เพราะรัฐบาลในขณะนั้นดันคิดไม่เป็น หรือเจตนาจะคิดกลั่นแกล้งมิทราบได้ แทนที่จะไปสร้างสนามกีฬาตรงจุดอื่นที่ยังมีที่ดินว่างเยอะแยะ แต่ดันไม่ไปสร้าง

เสมือนเจตนาจะทำร้ายน้ำพระทัยของสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าโดยเฉพาะ ด้วยอำนาจบาตรใหญ่ของพวกบ้าอำนาจยังไงอย่างนั้นจริง ๆ

เห็นพวกร่านมันถามว่า ไหน ๆ มีรูปไหมว่า ตอน พ.ศ.2479 เป็นทุ่งโล่งมีที่ว่างจะสร้างสนามกีฬา

ตอบง่ายมาก ตอนนั้นสยามสแคว์ก็ยังไม่มี มาบุญครองเซ็นเตอร์ก็ยังไม่มี ลองย้อนกลับไปอ่านช่วงต้นของบทความมีข้อมูลบอกว่า เฉพาะที่ดินจุฬาฯ ที่ให้เอกชนเช่าที่มีเนื้อที่ตั้ง 300 กว่าไร่เห็นไหม !?

ที่ดินที่ให้เอกชนเช่าพวกนั้นทางจุฬา ฯ ให้เช่าหลังมีสนามศุภฯ แล้วทั้งนั้น คิดสิคิด!!

---------

เห็นเขาว่า ตอนนี้เว็บ Change.org เขากำลังรณรงค์เปลี่ยนชื่อ สนามศุภชลาศัย ให้มาเป็นชื่อของเจ้าของที่ดินดั้งเดิมแทน คือชื่อ สนามมหาวชิรุณหิศ

ใครจะเห็นด้วยหรือไม่อย่างไร ก็เอาที่สบายใจแล้วกันครับ

สำหรับผมยังไม่ขอออกความเห็นใด ๆ เพราะมันควรเป็นวิจารณญาณส่วนบุคคลของแต่ละท่านเอง

คลิกอ่าน พลโทประยูร ภมรมนตรี เนรคุณทูลกระหม่อมบริพัตร หรือไม่