วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ข้อคิดกรณีจดทะเบียนสมรสคู่รักเพศเดียวกัน,ทำไมเป็นกระเทยไม่ควรบวชพระ







บทความนี้ผมอยากจะบอกไว้ก่อนว่า ผมไม่คิดคัดค้านกระแสที่ชาวรักร่วมเพศได้เรียกร้องสิทธิทางกฎหมายเพื่อความเท่าเทียมกับเพศชายหญิง

เช่น การพยายามเรียกร้องต้องการจดทะเบียนสมรสของคู่รักเพศเดียวกัน ที่มีมาในหลายทศวรรษที่ผ่านมา

จริง ๆ แล้ว ถ้ามองในอีกมุม ชาวรักร่วมเพศกำลังเรียกร้องสิทธิที่มากเกินกว่าที่ธรรมชาติหรือพระเจ้ากำหนดมาด้วยซ้ำ

เพราะธรรมชาติหรือพระเจ้า สร้างคนที่จะสืบเผ่าพันธุ์กันได้คือ ชายกับหญิง เท่านั้น กฎหมายที่ผ่านมา ๆ มาจึงอิงตามกฎของธรรมชาติและหลักศาสนาต่าง ๆ

ซึ่งทุกคนที่เกิดมาบนโลกนี้ เกือบ 100 % ก็ย่อมมีเพศสภาพร่างกายที่มีเพียงชายและหญิงเท่านั้น (ยกเว้นคนที่มีอวัยวะเพศ 2 เพศในคนเดียวกัน)

จะมีเพียงจิตใจเท่านั้น ที่อาจไม่ตรงกับเพศสภาพที่เกิดมา จึงเกิดชาวรักร่วมเพศขึ้นมา




-----------------------

สมมุติถ้าผมเป็นกระเทย ผมจะไม่คิดบวชพระแน่นอน

สมมุติถ้าผมเกิดเป็นกระเทย เป็นเกย์ ผมจะไม่คิดบวชพระแน่นอน

เพราะการตีความเรื่องนี้ยังสุ่มเสี่ยงผิดพลาดได้ เหตุเพราะพุทธศาสนาห้ามพวกบัณเฑาะว์มาบวช

แล้วการตีความเรื่องบัณเฑาะว์ ก็มีการตีความถึง 2 ทางคือ

ฝ่ายแรกจะตีความว่า ห้ามเฉพาะพวกที่มีอวัยวะเพศ 2 เพศในคนเดียวกันเท่านั้นที่ห้ามบวชพระ (กระเทยแท้จากความผิดปกติของอวัยวะเพศ)

ส่วนอีกฝ่ายจะตีความว่า บัณเฑาะว์ หมายถึง ทั้งพวกที่มีอวัยวะเพศ 2 เพศในคนเดียวกัน และพวกที่มีจิตใจไม่ตรงกับเพศสภาพของตัวเอง หรือเป็นพวกรักร่วมเพศ ก็ถือเป็นกระเทย ซึ่งถือว่าเป็นบัณเฑาะว์เช่นกัน จึงไม่ควรมาบวชพระ

และเพราะพุทธศาสนาเราถือเรื่องจิตเป็นนายกายเป็นบ่าว จิตสำคัญกว่ากาย ซึ่งในเมื่อจิตใจไม่ใช่ชายแท้เสียแล้ว ก็ไม่สมควรมาบวชเป็นพระ

ดังนั้น พวกกระเทยที่คิดจะมาบวชในพุทธศาสนาทุกคน ก็จะเข้าข้างการตีความในแบบแรก

แต่ถ้าถามความเห็นผม คือถ้าผมไม่ได้ถามจากพระโอษฐ์พระพุทธเจ้าให้ชัดเจนในเรื่องนี้จะจะ ผมคิดว่า ผู้เป็นกระเทยก็ไม่ควรบวชพระ เพราะเสี่ยงทำบาปได้ (หมายถึงถ้าผมเป็นกระเทย)

เพราะในเมื่อมีการตีความความที่แตกต่างกันเช่นนี้ ทางที่ดีเราก็ไม่ควรเสี่ยงจะดีกว่า

ซึ่งการที่เราจะศึกษาธรรมะ หรือสำเร็จในธรรม ก็สามารถกระทำได้โดยไม่ต้องบวช และสามารถสำเร็จได้ในทุกเพศสภาพอยู่แล้ว

ดังนั้นเพื่อไม่ให้ผิดพลาดจนไปละเมิดคำสั่งของพระพุทธเจ้า เนื่องจากการตีความผิด เราก็ไม่ควรเสี่ยงบวชดีกว่า เราไม่ควรเห็นแก่ตัวมากกว่าเห็นแก่พระพุทธศาสนา

----------------------

กรณีจดทะเบียนสมรสของชาวรักร่วมเพศ

ย้ำว่า ผมเขียนบนสมมุติว่า ถ้าผมเป็นชาวรักร่วมเพศ

คือผมไม่คิดคัดค้านกระแสจดทะเบียนสมรสของชาวรักร่วมเพศ แต่โดยส่วนตัวผมเห็นว่า ทำไมต้องไปจดทะเบียนเหมือนที่หญิงชายที่เป็นสามีภรรยาเขาจดทะเบียนกันด้วย ?

ทำไมในเมื่อมีเพศสภาพเหมือนกัน ทำไมไม่รักกันแบบจดทะเบียนเป็นหุ้นส่วนชีวิต คือหุ้นส่วนชีวิตของกันและกันไม่ดีกว่าเหรอ ? โดยไม่ต้องใช้คำว่า คู่สมรส หรือใช้ทะเบียนสมรส 

แต่สิทธิทางกฎหมายในทะเบียนหุ้นส่วนชีวิต จะเทียบเท่าทะเบียนสมรสทุกประการ

ผมว่า การแต่งงานแบบหญิงชายนั้น เราทุกคนควรจะให้เกียรติว่าเป็นสิ่งที่ธรรมชาติกำหนด เป็นสิ่งที่พระเจ้ามอบให้มา เราไม่ควรไปแตะต้องหรือเลียนแบบกฎธรรมชาติในเรื่องนี้ เพราะการแต่งงานระหว่างหญิงชาย เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงรับรู้และทรงสรรเสริญ เป็นพิธีที่ศักดิ์สิทธิ์ตามหลักศาสนาสากล

ถ้าคิดจะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ก็ไม่ควรไปแตะในสิ่งเก่า ๆ ที่ธรรมชาติและพระเจ้ารังสรรค์ไว้ดีอยู่แล้ว

ซึ่งหากผมเป็นเกย์ หรือ เป็นกระเทย ผมจะไม่เรียกร้องอะไรที่ฝืนหลักศาสนาสากล และโดยที่ผมเกิดเป็นพุทธศาสนิกชน ผมจึงมีความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมด้วย

โดยผมเชื่อว่า ที่ต้องเกิดมาผิดปกติจากหลักธรรมชาติแบบนี้ เพราะผมเคยทำบาปกรรมมามาก จึงพยายามหลีกเลี่ยงอะไรก็ตามที่จะสร้างบาปกรรมให้ตัวเองเพิ่มขึ้น หรือหลีกเลี่ยงอะไรก็ตามที่สร้างความวุ่นวายในสังคม หลีกเลี่ยงอะไรก็ตามที่อาจขัดหลักศาสนาสากล

แม้ผมจะนับถือศาสนาพุทธ แต่ผมก็ให้เกียรติในคำสอนของศาสนาอื่น ๆ เช่นกัน

อย่างศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม ก็มีคำสอนว่าการรักร่วมเพศเป็นสิ่งผิดปกติ และขัดหลักศาสนา

อย่างศาสนาคริสต์ ไม่ได้รังเกียจผู้เป็นกระเทย เกย์ หรือ เพศที่สาม แต่ศาสนาคริสต์จะห้ามการร่วมประเวณีที่ผิดจากธรรมชาติ

แปลง่าย ๆ คือ คุณจะรักเพศเดียวกันก็ได้ แต่อย่าได้ล่วงละเมิดประเวณีต่อกันหรือร่วมประเวณีกัน ก็จะไม่ผิดหลักศาสนาคริสต์ แปลชัด ๆ ก็คือ แค่รักกันที่ใจก็พอ

พระเจ้ากำลังทรงพิสูจน์ความมั่นคงในพระเจ้าของคุณที่เกิดมาเป็นแบบนี้ เพื่อตอบแทนความมั่นคงในพระเจ้าของคุณในชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิมในภพหน้า หรือที่เรียกว่า บททดสอบของพระเจ้า

ส่วนศาสนาอิสลาม เรื่องรักร่วมเพศ เป็นเรื่องต้องห้ามและถือว่าขัดหลักศาสนาอย่างรุนแรง โดยประเทศอิสลามหลายประเทศถือว่า ใครที่มีพฤติกรรมรักร่วมเพศ จะผิดกฎหมายหนักถึงขั้นจำคุกหรือประหารชีวิต

แต่โอเค ยุคนี้สิทธิเสรีภาพมันมาไกลมากแล้ว ก็คงไม่อาจห้ามกระแสเหล่านี้ได้อีก โดยเฉพาะประเทศเสรีประชาธิปไตยทั้งหลาย เรื่องสิทธิเสรีภาพย่อมมาก่อนหลักศาสนา

---------------

รุปนะครับ ผมไม่คัดค้านกระแสการแต่งงานอย่างถูกกฎหมายของชาวรักร่วมเพศ แต่ผมขอไม่สนับสนุนและส่งเสริมเรื่องเหล่านี้ครับ

อย่างในรัสเซีย เรื่องการแต่งงานของชาวรักร่วมเพศยังเป็นสิ่งที่ต้องห้ามและถูกต่อต้านจากคนส่วนใหญ่ในประเทศ

แม้แต่ในฝรั่งเศสที่กฎหมายจดทะเบียนของชาวรักร่วมเพศได้ประกาศใช้แล้ว แต่กระแสของคนที่ต่อต้านก็มีจำนวนใกล้เคียงกับฝ่ายที่สนับสนุน เพราะคนฝรั่งเศสที่เคร่งศาสนายังมีจำนวนมากพอควร

คือ ผมเข้าใจทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายต่อต้าน โดยเฉพาะฝ่ายต่อต้าน เขาก็อยากจะดำรงกฎธรรมชาติที่เป็นหลักการเอาไว้ให้คงอยู่อย่างมั่นคงสืบไป

แต่โดยมากในหลายประเทศ ฝ่ายต่อต้านพวกเขาจะต่อต้านกฎหมายจดทะเบียนสมรสของชาวรักร่วมเพศเท่านั้น แต่พวกเขาไม่ได้ต่อต้านความรักของคู่รักเพศเดียวกัน ไม่ได้กีดกันหรือต่อต้านการใช้ชีวิตร่วมกันของคู่รักเพศเดียวกัน อันนี้ต้องแยกแยะให้ชัดเจนนะครับ


ก่อนจะจบบทความ ผมอยากจะบอกว่า มันมีวิธีคิดแบบนึงคือ กฎหมายต่าง ๆ ที่จะตราขึ้นใหม่ เราต้องลองสมมุติเรื่องสุดโต่งไว้ด้วย เพื่อการพิจารณาผลดีผลเสียที่จะตามมาในอนาคต แต่ต้องขออภัยไว้ก่อนว่า กรณีสุดโต่งอาจดูแรงในความรู้สึกของบางคนได้

อย่างเช่น ถ้าต่อไปอีก 50 ปี คนเกิดรักหมาฉันชู้สาวมีมากขึ้น แล้วก็จะมีการเรียกร้องให้กฎหมายอนุญาตให้คนจดทะเบียนสมรสกับหมาได้ โดยยึดหลักสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมกันมาอ้างเฉกเช่นวันนี้

ก็เขารักหมา อยากได้หมาเป็นผัว อยากได้หมาเป็นเมียนี่นา ก็มันเป็นสิทธิเสรีภาพของเขาเช่นกัน เขาก็อยากแต่งงานกับหมาที่เขารักนี่นา ทำไมต้องมาห้ามเขาด้วย

ที่ผมยกตัวอย่างพอจะมองเห็นภาพไหมครับว่า ถ้าหลักการที่ถูกต้องถูกทำลายไปแล้ว ต่อ ๆ ไปก็จะมีการอ้างสิทธิเสรีภาพแบบแปลก ๆ มากขึ้น ๆ ทุกวัน

ดังนั้นการที่คนคัดค้านกระแสการแต่งงานกันของชาวรักร่วมเพศ ก็เพราะต้องการยึดหลักความถูกต้องให้เป็นหลักการที่ดีต่อไปตราบจนสิ้นโลกโดยไม่ขัดหลักศาสนา

เพราะหากอนุโลมในกรณีจดทะเบียนสมรสของคู่รักเพศเดียวกันแล้ว หลักการที่ถูกต้องตามธรรมขาติและหลักการศาสนาที่สอนไว้ก็จะไม่เหลือให้ยึดถือไว้อีก

ในอนาคต กรณีคนอยากแต่งงานจดทะเบียนสมรสกับหมาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ก็จะต้องมีมาเรียกร้องแน่ ๆ ในวันใดวันหนึ่ง ครับ

เอาเถอะ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทุกสิ่งย่อมไม่เที่ยงแท้ ผมก็เลยขอแค่อธิบายความคิดของคนที่เขาต่อต้าน แต่ผมไม่ต่อต้านหรือคัดค้านแน่นอน

--------

ตัวอย่าง สาวเนเธอร์แลนด์ ที่เคยมีสามีตัวแรกเป็นแมว ต่อมาสามีที่เป็นแมวตายไป ก็จะแต่งงานใหม่กับสุนัขแทน

คลิกที่รูปเพื่ออ่านข่าว





วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เฉลย ข้าวสารตรา ลายจุด ทำผิดกฎหมายฉลากตรงไหน ?







ากกรณีที่ บก.ลายจุด หรือ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ได้ผลิตข้าวสารหอมปทุม ขนาด 5 กก. ขายในราคา 200 บาทนั้น

ต่อมา บก.ลายจุด ได้โพสเฟสบุ๊คว่า ข้าวสารตราลายจุดได้ถูกแจ้งข้อหาว่า ไม่ระบุวันผลิตและวันหมดอายุ



ซึ่งจริง ๆ แล้ว ผมว่า ที่ข้าวสารตราลายจุดโดนเรื่องทำผิดกฎหมายฉลากผิด ไม่น่าจะใช่เรื่องระบุวันหมดอายุบนฉลากสินค้าหรอกครับ

แต่น่าจะเป็นความผิดเกี่ยวกับที่ ข้าวสารตราลายจุด ไม่ระบุบนสลากดังต่อไปนี้ต่างหาก ก็คือ

ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ฉบับที่ 4 พ.ศ.2543 เรื่อง ให้ข้าวสารบรรจุถุงเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก ในข้อ 3 

(1) ชื่อประเภทหรือชนิดของข้าวสารบรรจุถุง

หมายถึง ถ้าข้าวสารบรรจุถุงมาจากข้าวหลายชนิดผสมกัน ก็ต้องระบุเปอร์เซนต์ของข้าวแต่ละชนิดให้ชัดเจน ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลากฯ ฉบับที่ 5 เรื่องให้ข้าวสารบรรจุถุงเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก 

แต่เมื่อข้าวสารตราลายจุดยืนยันว่า เป็นข้าวหอมปทุมล้วน 100 % จึงไม่ต้องระบุเปอร์เซนต์ชนิดข้าวก็ได้ แม้ไม่ผิดกฏหมาย แต่ต้องถือว่า ข้อมูลไม่ค่อยชัดเจนเท่าที่ควร 

เพราะข้าวสารบรรจุขนาด 5 กก. ในท้องตล่ดทั่วไป ก็จะระบุเปอร์เซนต์ข้าวกันทั้งนั้น

ซึ่งหากตรวจพบว่า ข้าวสารตราลายจุดไม่ใช่ข้าวหอมปทุมล้วน 100 % แต่มีส่วนผสมข้าวอื่นปนก็จะมีความผิดแน่นอน 

(2) วิธีการใช้ หรือวิธีการหุงต้ม  หมายถึง ระบุวิธีหุงว่าใช้ข้าวปริมาณเท่าไหร่ ต่ออัตราส่วนน้ำเท่าไหร่ ซึ่งข้าวสารลายจุดไม่มีระบุในเรื่องนี้



หมายเหตุ กฎหมายควบคุมฉลากข้าวสารบรรจุถุง ยังไม่ครอบคลุมข้าวสารตักแบ่งขายตามตลาดจากกระสอบ กฎหมายควบคุมเฉพาะข้าวสารบรรจุถุงสำเร็จรูปเท่านั้น

ส่วนอ้างอิงตามมาตรา 30 และมาตรา 31 นั้น โดยเฉพาะในมาตรา 30 ไม่จำเป็นต้องเป็นเฉพาะสินค้าที่ผลิตจากโรงงานเท่านั้น ครับ  (อ่านเนื้อหามาตรา 30 และ มาตรา 31 ได้ในบทความทางด้านล่าง)

กล่าวโดยสรุปก็คือ ข้าวสารบรรจุถึงเป็นสินค้าถูกควบคุมฉลาก ทั้งผลิตจากโรงงานหรือไม่ได้ผลิตจากโรงงานก็ตาม ดังนั้นข้าวสารบรรจุถุงของผลิตภัณฑ์โอทอปใด ๆ ที่ยังไม่ระบุฉลากให้ถูกต้อง โดยเฉพาะวิธีการหุง ก็ควรระบุให้ถูกต้องนะครับ ซึ่งไม่ได้ยากอะไรที่จะระบุไว้ ส่วนประเภทและชนิดข้าว ส่วนใหญ่ก็มีระบุกันอยู่แล้ว

สารคดีสั้นคุ้มครองผู้บริโภค ตอน ข้าวสารเป็นสินค้าควบคุมฉลาก



ตัวอย่าง ข้าวสารบรรจุถุงยี่ห้อ ข้าวคำฉันท์ เป็นแบบสินค้าระดับครัวเรือน ที่มีฉลากถูกต้องตามกฎหมาย อย่างที่เห็นชัดเจนบนฉลาก เช่น ระบุวิธีการหุง

คลิกที่รูปเพื่อขยาย



ส่วนหน้าฉลากถุงข้าวสารลายจุด มีเพียงเท่าที่เห็น คือ

ชื่อยี่ห้อ ชื่อชนิดข้าว และเบอร์โทรติดต่อเท่านั้น

ซึ่งโดยทั่วไป ข้าวสารบรรจุถุงจะต้องระบุสถานที่ผลิตชัดเจน

คลิกที่รูปนี้เพื่อขยาย!! (คุณผู้อ่านช่วยหาราคาข้าวบนถุงข้าวให้ผมด้วยว่ามีหรือไม่)


หรือว่า ระบุอยู่ด้านหลังถุงข้าว

แต่พอดูด้านหลังของข้าวสารตราลายจุด ก็เห็นถุงขาว ๆ โล้น ๆ ไม่มีระบุข้อความอะไร ตามรูปนี้



ดังนั้น เมื่อข้าวสารลายจุดไม่ระบุสถานที่ผลิตให้ชัดเจน ก็จะผิดกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 31 ในข้อ 2(ข.) และ ผิดตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลากฯ พ.ศ. 2541 ในข้อ 2 (4) อีกกระทงด้วย


พระราชบัญญัติ คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522

มาตรา 30 ให้สินค้าที่ผลิตเพื่อขายโดยโรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานและสินค้าที่สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย เป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

ความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับกับสินค้าที่คณะกรรมการว่าด้วยฉลากกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ในกรณีที่ปรากฏว่ามีสินค้าที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพ ร่างกายหรือจิตใจ เนื่องในการใช้สินค้าหรือโดยสภาพของสินค้านั้น หรือมีสินค้าที่ประชาชนทั่วไปใช้เป็นประจำ ซึ่งการกำหนดฉลากของสินค้านั้นจะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคในการที่จะทราบข้อเท็จจริงในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้านั้น แต่สินค้าดังกล่าวไม่เป็นสินค้าที่ควบคุมฉลากตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการว่าด้วยฉลากมีอำนาจกำหนดให้สินค้านั้นเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลากได้ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา


มาตรา 31 ฉลากของสินค้าที่ควบคุมฉลาก จะต้องมีลักษณะ ดังต่อไปนี้

(1) ใช้ข้อความที่ตรงต่อความจริงและไม่มีข้อความที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้า

(2) ต้องระบุข้อความดังต่อไปนี้

(ก)ชื่อหรือเครื่องหมายการค้าของผู้ผลิตหรือของผู้นำเข้าเพื่อขายแล้วแต่กรณี

(ข) สถานที่ผลิตหรือสถานที่ประกอบธุรกิจนำเข้า แล้วแต่กรณี

(ค) ระบุข้อความที่แสดงให้เข้าใจได้ว่าสินค้านั้นคืออะไร ในกรณีที่เป็นสินค้านำเข้าให้ระบุชื่อประเทศที่ผลิตด้วย

(3) ต้องระบุข้อความอันจำเป็น ได้แก่ ราคา ปริมาณ วิธีใช้ ข้อแนะนำ คำเตือน วัน เดือน ปีที่หมดอายุ ในกรณีเป็นสินค้าที่หมดอายุได้หรือกรณีอื่น เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค

ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการว่าด้วยฉลากกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งเป็นผู้ผลิตเพื่อขายหรือผู้สั่งหรือผู้นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขายซึ่งสินค้าที่ควบคุมฉลาก แล้วแต่กรณี เป็นผู้จัดทำฉลากก่อนขาย และฉลากนั้นต้องมีข้อความดังกล่าวในวรรคหนึ่ง ในการนี้ ข้อความตามวรรคหนึ่ง (2) และ (3) ต้องจัดทำตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการว่าด้วยฉลากกำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา”


---------------------

วันหมดอายุ ไม่ได้บังคับว่าต้องระบุบนฉลากข้าวสารบรรจุถุง

ส่วนกรณีวันหมดอายุนั้น ก็คงไม่ถึงกับบังคับ เพราะเท่าที่ดูจาก มาตรา 31 พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค ข้อ 3 ก็ให้ระบุวันหมดอายุเฉพาะกรณีที่สินค้ามีวันหมดอายุเท่านั้น

แต่กรณีข้าวสารนั้น จะไม่มีวันหมดอายุที่แน่นอน ดังนั้น จึงไม่ถือว่าบังคับว่า ข้าวสารบรรจุถุงจะต้องระบุวันหมดอายุที่หน้าฉลากด้วย

เท่าที่ผมไปเดินสังเกตฉลากบนข้าวสารบรรจุถุงยี่ห้อต่าง ๆ ที่ขายอยู่ในห้างหลาย ๆ ยี่ห้อ ก็ไม่มีการระบุวันหมดอายุ เช่นกัน

แต่ !! ทุกยี่ห้อจะระบุวันผลิตไว้ทุกยี่ห้อ เพราะเมื่อไม่มีวันหมดอายุ ก็จะระบุวันผลิตเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภค ตาม ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ฯ

ดังนั้นถ้าฉลากไม่ระบุวันหมดอายุไว้ก็ไม่น่าจะเป็นอะไร แต่ต้องระบุวันผลิตแทน ตาม ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก เรื่องลักษณะของฉลากสินค้าที่ควบคุมฉลาก พ.ศ. 2541 ในข้อ 2 (9)





ดังนั้น ในบทความนี้ ผมขอสรุปในชั้นแรกว่า ที่ข้าวสารตราลายจุด ได้กระทำผิดเรื่องกฎหมายฉลากนั้น จึงมีเพียง 5 ประเด็นเท่านั้นคือ 


1. วิธีการใช้หรือหุงต้มข้าว ตามพ.ร.บ.คุุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ข้อ 3 และตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2543) เรื่องให้ข้าวสารบรรจุถุงเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก ข้อ 3 (2)

ซึ่งข้าวสารบรรจุ 5 กก. ในท้องตลาดจะระบุเรื่องวิธีหุงข้าวทั้งนั้น ถ้ายี่ห้อไหนไม่ระบุ ก็ถือว่า ผิดกฎหมาย


2. ไม่ระบุสถานที่ผลิตให้ชัดเจน ตาม พ.ร.บ.คุุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ข้อ 2(ข) และ ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก เรื่องลักษณะของฉลากสินค้าที่ควบคุมฉลาก พ.ศ. 2541 ข้อ 2 (4)

เช่น ถ้าผลิตที่บ้าน ก็ให้ระบุเลขที่บ้าน แต่ข้าวสารตราลายจุด บ้านอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ เลขที่บ้านก็ไม่มี ผลิตในจังหวัดไหนก็ไม่บอก

เพราะข้าวสารบรรจุ 5 กก. ในท้องตลาดทุกยี่ห้อเท่าที่ผมไปสังเกตมา เขาจะระบุสถานที่ผลิตและบรรจุถุงชัดเจนว่า ตั้งอยู่แห่งหนตำบลใด เลขที่เท่าไหร่ จังหวัดอะไรชัดเจนครับ


3. ราคาขายปลีกบนฉลากหน้าถุง ตามพ.ร.บ.คุุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ข้อ 3 และตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก เรื่องลักษณะของฉลากสินค้าที่ควบคุมฉลาก พ.ศ. 2541 ในข้อ 2(10)

เพราะผมก็ยังหาราคาขายหน้าถุงข้าวสารตราลายจุดไม่เจอเช่นกัน เพราะถ้าไม่มีระบุราคาไว้บนฉลากสินค้า ก็ผิดกฎหมายแน่นอน เว้นแต่ตอนวางจำหน่ายมาติดป้ายราคาที่ถุงภายหลัง ก็อนุโลม แต่เท่าที่เห็นหลายรูป เมื่อข้าวสารไปถึงมือผู้บริโภค หรือไปวางขายในร้านค้า ก็ไม่เห็นมีราคาติดหน้าถุงแต่อย่างใด

ซึ่งโดยปกติข้าวสารบรรจุถุงขนาด 5 กก. แทบทุกยี่ห้อในท้องตลาด จะพิมพ์ราคาขายติดที่ถุงไว้ทั้งสิ้น ส่วนจะขายจริงราคาเท่าไหร่ ก็ขึ้นอยู่กับทางห้างร้านที่จัดจำหน่ายกำหนด



แต่เท่าที่รู้ ข้าวสารตราลายจุดประกาศขายในราคาถุงละ 200 บาท/5 กก.

ผมก็อดนึกสงสัยไม่ได้ว่า ในเมื่อตั้งใจจะขายราคาถุงละ 200 บาทป กะอีแค่พิมพ์ราคาเพิ่มบนฉลาก มันยากนักเหรอ ? หรือว่า มีอะไรหมกเม็ด ??


4. ไม่ระบุวันเดือนปีที่ผลิต หรือ วันหมดอายุ อย่างใดอย่างหนึ่ง 

หมายเหตุ ในประเด็นวันเดือนปีที่ผลิต หรือ วันหมดอายุบนฉลากนั้น ผมยังตีความกฎหมายได้ไม่กระจ่างนักว่า เป็นการบังคับว่าต้องระบุบนฉลากหรือไม่ เพราะตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก เรื่องลักษณะของฉลากสินค้าที่ควบคุมฉลาก พ.ศ. 2541 ในท้ายประโยคของข้อ 2 (9) ได้ใช้คำว่า (ถ้ามี) อยู่ท้ายประโยค ตามนี้

ข้อ2 (9)วันเดือนปีที่ผลิต หรือวันเดือนปีที่หมดอายุการใช้ หรือวันเดือนปีที่ควรใช้ก่อน วันเดือนปีที่ระบุนั้น เพื่อให้เข้าใจในประโยชน์ของคุณภาพหรือคุณสมบัติของสินค้านั้น (ถ้ามี)

เพราะคำว่า ถ้ามี น่าจะหมายถึง ถ้ามีก็ควรระบุไว้ แต่ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องระบุ

ดังนั้นในข้อ 2 (9) จึงไม่ใช่การบังคับว่าต้องระบุไว้  ทำให้ ข้าวสารตราลายจุด จึงไม่น่าผิดกฎหมายในกรณีไม่ระบุ วันเดิอนปีที่ผลิต หรือ วันหมดอายุ บนฉลาก

แต่ในความผิดข้ออื่น ๆ ที่ผมสรุปไว้ใน 2 ข้อแรก ข้าวสารตราลายจุด น่าจะผิดกฎหมายเต็ม ๆ ครับ นั่นคือ
1.ไม่มีวิธีการหุง และ 
2.ไม่ระบุสถานที่ผลิตและบรรจุข้าวให้ชัดเจน


ดูตัวอย่างฉลากข้าวสารที่ถูกต้องตามกฎหมาย




ตัวอย่าง 





ตัวอย่าง



------------------

ล่าสุด ผมได้เถียงกับ บก.ลายจุด ในเรื่องนี้ โดย บก.ลายจุดอ้างว่า ตำรวจแจ้งข้อหาข้าวสารตราลายจุด ด้วยกฎหมาย พ.ร.บ. อาหาร พ.ศ. 2522 กรณีไม่มีงันผลิตและวันหมดอายุ

ซึ่งผมขอบอกว่า ตำรวจก็มั่วที่แจ้งข้อหานี้ครับ เพราะผลิตภัณฑ์ที่ถูกควบคุมด้วย พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 นั้นต้องเป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่มีเครื่องหมาย อย. กำกับ

แต่ ณ.วันนี้ ข้าวสารบรรจุถุงยังไม่ถูกบังคับว่าต้องมีเครื่องหมาย อย. มากำกับ

ถาม ทำไมข้าวสารบรรจุถุงถึงไม่ต้องมีเครื่องหมาย “อย.” ?

“คนทั่วไปเข้าใจว่าอะไรก็ตามที่สามารถใส่ปากเคี้ยวกลืนได้ จะต้องมีเครื่องหมาย อย. กรณีนี้ใช้ได้กับอาหารที่ปรุงสุกพร้อมบริโภคได้ทันที แต่ข้าวสาร ถึงจะเป็นอาหารแต่ยังบริโภคทันทีไม่ได้ เลยไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมี อย.” น.สพ.ศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) อธิบายถึงเหตุผล ทำไมข้าวไทยถึงไม่มี อย. (ที่มาไทยรัฐ)

แต่ในอนาคตอันใกล้ ข้าวสารบรรจุถุงจะต้องขึ้นทะเบียนเครื่องหมาย อย. 

นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า "เพื่อความมั่นใจของประชาชน ตนได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สุ่มตัวอย่างข้าวบรรจุถุงสำเร็จที่วางขายในท้องตลาดจำนวน 54 ตัวอย่าง ไปตรวจสอบคุณภาพ ทั้งปัญหาความชื้น สารเคมีตกค้าง สารเคมีฆ่ามอด ความไม่สะอาด โดยกำหนดให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันศุกร์ที่ 28 มิ.ย.นี้ หลังจากนั้นจะมีการสุ่มตรวจคุณภาพของข้าวบรรจุถุงอย่างสม่ำเสมอ นื่องจากปัจจุบันระเบียบเดิมไม่ครอบคลุมข้าว เพราะถูกมองว่าเป็นอาหารธรรมดาของคนไทย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีความมั่นใจในสินค้าทุกอย่างที่นำมาขายในท้องตลาดมีคุณภาพอยู่แล้ว

ในสมัยนายวิทยา บุรณศิริ เป็น รมว.สธ. มีนโยบายจัดทำหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหารแปรรูปที่บรรจุในภาชนะพร้อมจำหน่าย หรือมาตรฐานการผลิตที่ดีขั้นพื้นฐาน (Primary GMP) โดยให้ระยะเวลาในการเปลี่ยนแปลง 3 ปี คือบังคับให้ต้องเข้าสู่มาตรฐานภายในปี 2558 แต่ใครพร้อมก็ทำได้เลย ซึ่งจะพยายามเร่งในเรื่องดังกล่าว"
(จากข่าว จ่อบังคับข้าวถุงต้องมี อย.)


ถ้าตำรวจฟ้อง ข้าวสารลายจุด ในข้อหาความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 ตำรวจก็พลาดแล้วครับ (ยกเว้นกรณีเดียว ให้อ่านเพิ่มเติมด้านล่างบทความ)

เพราะข้าวสารตราลายจุด ไม่ได้ผิดตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522

แต่ข้าวสารตราลายจุดผิดเกี่ยวกับ ข้าวสารบรรจุถุงเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก ครับ

แต่ บก.ลายจุด ก็ยังจะแถกับผมอีกว่า เขาไม่ได้ผลิตข้าวสารจากโรงงานที่มีขนาด 7 คนขึ้นไป  (ทั้งที่ มาตรา 30 ไม่จำเป็นต้องเป็นเฉพาะสินค้าโรงงานเท่านั้น) ดังนั้นข้าวสารลายจุดจึงไม่ต้องทำตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค และประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ที่กำหนดให้ "ข้าวสารบรรจุถุงเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก"

ทั้ง ๆ ที่ความจริง ใน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ความหมายของคำว่า "ผู้ประกอบธุรกิจ" ไม่จำเป็นต้องเป็นเฉพาะผู้ประกอบการโรงงาน เท่านั้น และข้าวสารบรรจุถุง เป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก ไม่ว่าจะผลิตจากโรงงานหรือไม่ก็ตาม

เพราะแค่เพียงคุณเป็นผู้ขาย ผู้ผลิตเพื่อขาย ก็เข้าข่ายอยู่ใน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 แล้วครับ





ให้ตาย เอากับเขาสิ !!


------------------------

เพิ่มเติม

จะมีกรณีเดียว ที่ข้าวสารตราลายจุด ผิด พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 ก็คือ กฎหมายบังคับให้ข้าวสารบรรจุถุง ต้องมี อย. ได้ประกาศใช้แล้ว 

ดยจะอนุโลมให้ข้าวสารบรรจุถุง ยี่ห้อเก่าที่ผลิตขายมาก่อน 1 มกราคม 2557 (หรือ อาจเป็น 1 ม.ค.58) ยังไม่มีความผิด ส่วนข้าวสารบรรจุถุง ยี่ห้อที่เพิ่งเกิดใหม่ในปี 2558 ต้องมี อย. แล้วเท่านั้น

ซึ่งกรณีนี้ ผมเองยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนในประเด็นนี้  แต่ตอนนี้ก็มีผลิตภัณฑ์ข้าวสารบรรจุถุงระดับผลิตภัณฑ์ชุมชน หลายยี่ห้อก็มี เครื่องหมาย อย. กันแล้ว



ล่าสุด บก.ลายจุด ได้ไปออกรายการ The face หรือรายการ เผชิญหน้า

บก.ลายจุด ได้ให้สัมภาษณ์ว่า สถานที่บรรจุข้าวตราลายจุด เป็นบ้านพรรคพวกเพื่อนฝูงย่านปทุมธานี แต่ไม่สามารถบอกสถานที่สีข้าวได้ เพราะตอนไปจ้างสี ทางโรงสีไม่รู้ว่า เป็นข้าวของบก.ลายจุด และการบรรจุข้าวลงถุง ก็นั่งบรรจุข้าวและชั่วน้ำหนักกันอยู่แค่ 2 คนเท่านั้น โดยใช้เครื่องซีลราคา 5 พันบาท

สรุปคือ สถานที่ผลิตและสถานที่บรรจุข้าวสารลายจุด บก.ลายจุด ก็ยังไม่ยอมเปิดเผยเพื่อความโปร่งใส

ตัวอย่างสถานที่จัดจำหน่ายข้าวสารลายจุด ที่ซอยลาดพร้าว 1





คลิกอ่าน บทความด้าานล่างทั้ง 4 บทความ รับรองรู้ทันข้าวสารลายจุด ทันที

ตอนที่ 1 จับผิด บก.ลายจุด ขายข้าวสาร ต่างจากโครงการจำนำข้าวยิ่งลักษณ์อย่างไร

ตอนที่ 2 โทษ ม.44 โยนความผิดให้ทหาร คือทางลงของข้าวลายจุด

ตอนที่ 3 บทสรุปอันหลอกลวงของ ข้าวสารตราลายจุด โครงการ 1

ตอนที่ 4 เมื่อข้าวสารลายจุดอาจค้ากำไรเกินควร เสื้อแดงระวังจะโดนหลอก





วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ทำไมกรุงเทพฯ ฝนตกน้ำท่วมง่ายจังวะ






ขอเกริ่นหน่อยนะ

ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่า ผมเป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ทั้งชีวิตในกรุงเทพฯ ผมเจอกับปัญหาน้ำท่วม รถติดหนัก โรงเรียนของผมเคยประกาศหยุดเพราะน้ำท่วมนับครั้งไม่ถ้วน

ผมเจอเรื่องน้ำท่วมกรุงเทพฯ จนจำไม่ได้ว่า เจอมามากแค่ไหน เพราะมันเยอะเหลือเกิน

ยิ่งตอนที่หมู่บ้านของผม ซึ่งเป็นหมู่บ้านเก่าแก่อายุเกือบ 40 ปี โดยเฉพาะตอนที่ถนนเก่าของหมู่บ้านยังไม่ได้ยกให้เป็นของ กทม. มาดูแล ผมเจอน้ำท่วมบ่อยมาก เพราะถนนหมู่บ้านต่ำกว่าถนนหลักที่รายรอบหมู่บ้าน ทุกครั้งที่ฝนตกน้ำจากถนนหลักจะไหลมาที่หมู่บ้านของผมก่อนเลย เหมือนหมู่บ้านของผมเป็นเสมือนแก้มลิงประจำซอยเลยครับ

แค่ฝนตกพอประมาณ หมู่บ้านผมก็ท่วมก่อนใครแล้ว แถมท่วมทีนึงอย่างน้อย ๆ ไม่ต่ำกว่า 6 ชม. กว่าน้ำท่วมจะยุบลงหมด เพราะต้องอาศัยเครื่องสูบน้ำออกจากหมู่บ้านเท่านั้น

ดังนั้น หัวอกของคนต้องเจอน้ำท่วมเป็นประจำ ผมได้สัมผัสมาหลายสิบปีในหมู่บ้านของตัวเอง คือ ที่อื่นเขาน้ำไม่ท่วม แต่บ้านผมดันท่วม !!

แม้ตอนนี้หมู่บ้านของผม กทม.จะมาทำถนนใหม่ให้สูงขึ้นแล้ว แต่วันดีดืนดี หากฝนตกแบบไม่ลืมหูลืมตาหนักนานนับชั่วโมง แม้ถนนหมู่บ้านจะสูงขึ้นกว่าเดิมร่วม 50 ซม. แถมเปลี่ยนท่อระบายน้ำให้ใหญ่ขึ้นแล้ว มันก็ต้องมีน้ำท่วมได้เช่นกัน เพราะเรื่องฟ้าฝนไม่มีอะไรที่แน่นอน

ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เวลาเจอน้ำท่วมหนักใน กทม. ยิ่งเวลาเร่งด่วน เช่น ยามจะไปทำงานตอนเช้า ขอบอกว่า ผมก็บ่น ผมก็ด่าเหมือนทุกคนครับ แต่ผมด่าฟ้าฝนที่ไม่เห็นใจเลย จะตกหนักทั้งที ดันมาตกในเวลานี้ได้ รู้ไหมคนเขาเดือดร้อนนะ จะไปทำงาน จะไปเรียนมันลำบากมากรู้ไหม

ผมก็บ่นไปเรื่อยเปื่อยเพื่อระบายความเครียด แต่ผมกลับไม่เคยบ่นด่าผู้ว่า ฯ กทม. เลยสักครั้ง ไม่ว่าจะยุคผู้ว่าสมัยใดคนใดก็ตาม ทั้ง ๆ ที่ผมไม่ชอบผู้ว่า ฯ กทม. ตั้งหลายคน

เพราะผมคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด จึงเข้าใจสภาพทางกายภาพของกรุงเทพฯ พอควร  ผมก็คิดเหมือนกับที่ผู้ว่า ฯ หม่อมเอ๋อ ที่แกโกรธจนพูดประชดว่า "ถ้าไม่อยากน้ำท่วมก็ย้ายไปอยู่บนดอยสิ" จนผู้คนเขาด่าผู้ว่าฯ หม่อมเอ๋อ กันทั้งเมือง ที่พูดประชดไปแบบนั้น

ซึ่งถ้าเราคิดจะไปอยู่บนดอยจริง ๆ ก็ต้องไปเจอปัญหาดินถล่ม ไฟไหม้ป่า หมอกควันพิษอยู่ดี  เรียกว่า หนีเสือปะจระเข้ ชัด ๆ เพราะถ้าสันดานคนไทยยังแย่ลงๆ เหมือนทุกวันแบบนี้ หนีไปอยู่ที่ไหนก็ไม่พ้นเจอปัญหาห่วยแตกเช่นกัน


ยิ่งถ้าเราเป็นคนทำงาน เป็นคนรู้ข้อจำกัดของปัญหา รู้ว่า คนที่มาทำงานมาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ จิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวมต่ำ

ขนาดผมไม่ได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. ผมยังโกรธเลยครับ เมื่อผมเห็นไอ้คนที่สูบบุหรี่เสร็จปุ๊บ ก็โยนก้นบุหรี่ลงพื้นถนนสาธารณะทันที หรือเห็นพวกแม่ค้าพ่อค้าหาบเร่พอเลิกขาย ก็เทน้ำสกปรก น้ำไขมันลงท่อระบายน้ำทันที แม้แต่เด็กนักเรียน เดินเข้าเซเว่นปุ๊บ เดินออกมาแล้วแกะห่อขนม ก็ทิ้งถุงก๊อปแก๊บลงฟุตบาททันที เพราะขี้เกียจเดินกลับไปทิ้งที่ถังขยะหน้าเซเว่น

แล้วคนที่ทำงานในเรื่องรับมือน้ำท่วมโดยตรง เขาจะรู้สึกยังไง เหนื่อยก็เหนื่อย ถึงเหนื่อยให้ตาย แต่ถ้าคนในกรุงเทพฯ ไม่ร่วมมือรักษาความสะอาด ช่วยทิ้งขยะให้เป็นที่เป็นทาง ถึงทำให้ตายก็ไม่มีทางแก้ปัญหาน้ำท่วมได้หรอกครับ

เพราะอุโมงค์ระบายน้ำยักษ์ เครื่องดักขยะหน้าเครื่องระบายน้ำ เขาออกแบบและถูกสร้างมาจากประเทศที่ผู้คนมีจิตใจที่เจริญแล้ว รู้จักรักษาความสะอาด ไม่ทิ้งขยะลงคูคลองได้ใช้สอย

แต่ประเทศที่มีผู้คนด้อยจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมเป็นส่วนใหญ่ ดันเสือกไปซื้อเทคโนโลยีดี ๆ จากประเทศที่เจริญแล้วเขามาใช้ มันก็ย่อมไม่ได้ผล และได้ประสิทธิภาพดีเท่าที่ควรหรอกครับ

แปลง่าย ๆ คือ อุโมงค์ระบายน้ำ เครื่องดักขยะ มันคือเทคโนโลยีที่ผลิตจากประเทศที่เจริญแล้ว ไม่ใช่ผลิตที่ประเทศที่มีคนเห็นแก่ตัว ไร้ระเบียบวินัยเต็มบ้านเต็มเมืองเข้าใจไหมครับ ?

เครื่องดักขยะของประทศที่เจริญแล้ว เขามีไว้ดักเก็บขยะตามธรรมชาติ เช่นใบไม้ กิ่งไม้ขนาดเล็ก ที่ไหลมาตามคลอง เป็นต้น

เครื่องดักขยะของฝรั่ง เขาไม่ได้มีไว้ดักเก็บถุงพลาสติกหลายแสนใบต่อวัน กล่องโฟมหลายแสนใบต่อวัน ขยะ108-1009 ที่นอนทั้งหลัง โซฟาทั้งตัว โอ่งทั้งใบ ชักโครกทั้งอัน ตู้ทั้งใบ หรือแม้แต่ถุงปูนซีเมนต์ใช้ไม่หมด พวกมันก็ทิ้งลงคลอง !!



----------------

คุณรู้หรือไม่ กรุงเทพฯ มีพื้นที่ส่วนใหญ่ต่ำกว่าแม่น้ำเจ้าพระยา ?



พื้นที่ใน กทม. ที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ด้านตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา

ระดับต่ำกว่า 0 เมตร หรือเท่ากับระดับน้ำทะเลพอดี คือ เขตคลองสามวา
ระดับ 0 - 0.5 เมตร เขตบางกะปิ สวนหลวง พระโขนง บางนา ประเวศ ลาดกระบัง
ระดับ 0.5 - 1.0 เมตร เขตจตุจักร บึงกุ่ม มีนบุรี หนองจอก
ระดับ 1 - 1.5 เมตร เขตดินแดง
ระดับ 1.5 - 2.5 เมตร เขตสายไหม หลักสี่ วังทองหลาง ลาดพร้าว บางเขน คันนายาว
ระดับ 2.5 - 3.5 เมตร เขตบางซื่อ วัฒนา คลองเตย บางคอแหลม ยานนาวา

พื้นที่ใน กทม. ที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ด้านตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา

ระดับ 0 - 0.5 เมตร เขตหนองแขม
ระดับ 0.5 - 1.0 เมตร เขตบางแค ภาษีเจริญ บางกอกใหญ่ บางกอกน้อย ตลิ่งชัน ธนบุรี
ระดับ 1 - 2 เมตร เขตทวีวัฒนา บางบอน บางขุนเทียน ราษฎร์บูรณะ
ระดับ 1.5 - 2.5 เมตร เขตทุ่งครุ

คลิกที่รูปเพื่อขยาย!!! แผนที่คาดการณ์อีก 30 ปี กรุงเทพฯ จมน้ำ


ทั้งนี้ ระดับน้ำทะเลนั้นเป็นตัวแปรสำคัญในการคำนวณระดับความสูงของน้ำท่วม เพราะในแต่ละปีพื้นที่ในกรุงเทพฯ จะมีการทรุดตัวลงเรื่อย ๆ ประกอบกับเมื่อมีน้ำฝนมากขึ้น และน้ำทะเลหนุนสูง ทำให้กรุงเทพฯ มีโอกาสเสี่ยงสูง ที่จะประสบปัญหาน้ำท่วมใหญ่

จากรูปเห็นไหมครับ ว่า แม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นทางระบายน้ำทางหลักของกรุงเทพฯ เพื่อออกทะเลนั้น แม่น้ำเจ้าพระยาอยู่สูงกว่าพื้นที่กรุงเทพฯ ด้วยซ้ำ

ดังนั้นวิธีการเดียวที่จะระบายน้ำออกจากกรุงเทพฯ ได้ ก็คือ ต้องใช้เครื่องสูบน้ำเพื่อสูบน้ำออกจากกรุงเทพฯ ไปลงแม่น้ำเจ้าพระยาเท่านั้น

แปลว่า ถ้าไม่มีการสูบน้ำออกจากกรุงเทพฯ เลย น้ำก็จะขังอยู่ในกรุงเทพฯ อีกนาน จนกว่าจะระเหยไปเองจนหมด (ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้)

ในเมื่อลักษณะทางกายภาพของกรุงเทพฯ เป็นแบบนี้แล้ว ถ้าทุกคนไม่ร่วมมือกันเพื่อกรุงเทพฯ ของเรา ก็ย่อมต้องเจอปัญหาน้ำท่วมหนักตลอดชาติ

แล้วระบบระบายน้ำของ กทม. ก็มีขีดจำกัดที่ฝนตกปริมาณ 60 มม. เท่านั้น หมายถึง ถ้าฝนตกไม่เกิน 60 มม. น้ำก็แทบจะไม่ท่วมเลยหรือท่วมรอการระบายไม่เกิน 10 ซม. สำหรับบนถนนสายหลัก !!

ส่วนพื้นที่ ๆ ต่ำกว่าถนนสายหลัก ก็อาจท่วมได้มากกว่า เพราะอยู่ต่ำกว่าถนนสายหลัก

แล้วเมื่อเช้ามืดของวันที่ 8 มิ.ย. 2558 ที่ฝนตกหนักมาก จนน้ำท่วมหนักในหลายเขตของ กทม. โดยเฉพาะบางเขตที่ในอดีตถมคลองเพื่อสร้างถนน จึงต้องเจอปัญหาน้ำท่วมขังอย่างหนักนั้น

คุณรู้ไหม ฝนคืนนั้นหนักขนาดไหน ?

ฝนตกสูงสุดที่เขตคลองเตย มากถึง 141 มม. ส่วนที่จุดอื่น ๆ ก็ไม่ต่ำกว่า 100 มม. ทั้งสิ้น



ก็อย่างที่บอก ขีดจำกัดการระบายน้ำของ กทม. อยู่ที่ 60 มม. เท่านั้น ซึ่งยังต้องพัฒนาระบบระบาย กทม. ต่อไปอีก เท่าที่ผมเคยจำได้ อุโมงค์ยักษ์ในปัจจุบันยังรองรับปริมาณน้ำแค่ 20 % ของพื้นที่กรุงเทพฯ เท่านั้น (ยังต้องลงทุนอีกเยอะ แต่งบประมาณแต่ละปีมีจำกัดครับ เข้าใจไหม)

แล้วนี่มันฝนตกหนักขนาด 140 มม. ซึ่งถือว่า คือฝนตกหนักสุด ๆ หรือโคตรหนักเลย ก็ต้องน้ำท่วมเป็นธรรมดา

แล้วการก่อสร้างบ้านเรือนอาคารต่าง ๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีการก่อสร้างขวางทางน้ำก็มาก แอบบุกรุกถมคูคลองให้เล็กลงก็มาก บ้านเรือนที่อยู่อาศัยก็เพิ่มขึ้นมาก ถนนหนทางก็มีเพิ่มขึ้นมาก บ้านเรือนก็รุกล้ำคูคลองก็มากขึ้น นักการเมืองในอดีตสั่งถมคลองเพื่อขยายถนนก็หลายแห่ง เช่นคลองสาทร เป็นต้น

ที่สำคัญคนที่เข้ามาทำงาน มาเรียน มาหากินในกรุงเทพฯ ก็เพิ่มขึ้นมาก ขยะในคลองจึงไม่เคยลดลง เพราะสันดานเลว ๆ ของคนเห็นแก่ตัวไม่เคยลดลง

ต่อให้ กทม. พัฒนาระบบระบายน้ำดีขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไร ก็เอาชนะสันดานคนเห็นแก่ตัวจำนวนมากไม่ได้หรอกครับ

แต่ในฐานะที่ผมเป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด ถ้าฝนตกมากถึง 140 มม. แล้วน้ำลดลงโดยใช้เวลาแบบวันที่ 8 มิ.ย. 58 ที่ผ่านมา ผมถือว่า ดีขึ้นกว่าในอดีตเยอะ ซึ่งจะดีกว่านี้อีกเยอะถ้าคนไทยทิ้งขยะให้เป็นที่เป็นทาง

แต่เหตุน้ำท่วมคราวนี้มันซวยตรงที่ ปริมาณรถใน กทม. เพิ่มมากขึ้น รถก็ติดมากขึ้นอยู่แล้ว แถมดันมีน้ำท่วมตอนชั่วโมงเร่งรีบอีก  จึงทำให้อารมณ์โกรธและหงุดหงิดของผู้คนที่ต้องใช้ชีวิตเร่งรีบในเวลานั้น อารมณ์รุนแรงเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 2 เท่า

ประกอบกับยุคโซเชียลเน็ตเวิร์ค ที่ทำให้ผู้คนยุคนี้ขยันแชร์ ขยันบ่น เพราะความอดทนต่ำกว่าคนในอดีต จึงทำให้ปฏิกิริยาความไม่พอใจต่อผู้ว่า ฯ กทม. จึงเพิ่มขึ้นตามความเร็วของยุคดิจิตอล 3จี 4 จี

ผมเข้าใจนะว่า ตอนนี้ผู้ว่า ฯ กทม. ยังมีอีกหน้าที่นึงก็คือ เป็นกระโถนรองรับอารมณ์ของคนใน กทม.  ซึ่งไม่ใช่มีแต่คนกรุงเทพฯ โดยกำเนิดเท่านั้น เพราะยังมีคน ตจว.ที่มาทำงาน มาเรียน หรือย้ายถิ่นฐานมาหากินใน กทม. ซึ่งมีมากกว่าคนกรุงเทพฯ แท้ ๆ ด้วยซ้ำ

ส่วนคนกรุงเทพฯ  โดยกำเนิดแท้ ๆ เหมือนผม ถึงแม้เขาจะบ่น แต่จะไม่รุนแรงเท่าไหร่นัก เพราะมันคือสิ่งที่เขาอยู่มาตั้งแต่เกิดแล้ว และเขาเข้าใจสภาพทางกายภาพกรุงเทพฯ ดีพอประมาณ ว่าถ้าเกิดเหตุฝนตกขนาดนี้ ผลต่อมาจะเป็นอย่างไร

หมายถึง คนกรุงเทพ ฯ แท้ ๆ จะเข้าใจสภาพปัญหามากกว่าเลยไม่โกรธมากเกินไป แต่คนต่างจังหวัดเขาไม่รู้ เขาก็ย่อมบ่นมากกว่าเป็นธรรมดา ซึ่งถ้าจะแปลความในอีกแง่ก็คือ คนที่ระดมด่าผู้ว่าฯ กทม. นั้น ส่วนใหญ่อาจไม่ได้มีสิทธิเลือกตั้งใน กทม. !!!

แล้วถ้าจะมองให้ลึกลงไปอีก คนที่ระดมด่าผู้ว่า ฯ กทม. ในกระแสโซเชียลเน็ตเวิร์ค เผลอ ๆ ไม่ใช่คนที่อาศัยหรือมาทำงาน หรือมาเรียนใน กทม. เลยด้วยซ้ำ

คือเจตนาด่าเพราะเกลียดพรรคนี้ ด่าเพื่อต้องการให้คนของพรรคนี้แพ้ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. สมัยหน้าเท่านั้น

ส่วนท่อระบายน้ำใน กทม. ก็ต้องปฏิรูปทั้งระบบ เพราะขนาดท่อส่วนใหญ่ยังเล็ก ไม่สามารถระบายน้ำไปที่อุโมงค์ยักษ์ได้ทันเวลา แต่จะแก้ก็ลำบาก เพราะการไฟฟ้านครหลวง การประปานครหลวง กับ กทม. ไม่ค่อยสามัคคีทำงานร่วมกันเท่าที่ควร

คือ ใครใคร่ขุดก็ขุด ใครใคร่กลบก็กลบ เป็นแบบนี้มานานแล้วนะ (เพราะงบประมาณได้มาไม่พร้อมกัน)

ยิ่งถ้ามีขยะมาอุดตันในท่อระบายน้ำที่ขนาดเล็กอยู่แล้ว เช่น ถุงพลาสติก กล่องโฟม ด้วยก็ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะจะทำให้ความสามารถในการระบายน้ำที่ฝนตก 60 มม. ลดลงตามไปด้วย คือ ความสามารถระบายน้ำจะรับมือฝน 60 มม.ไม่ได้ตามเป้า

ฉะนั้น ผมน่ะโกรธพวกที่ทิ้งขยะลงคูคลอง ทิ้งขยะลงท่อระบายน้ำ ยิ่งกว่าโกรธผู้ว่า ฯ กทม. อีกครับ เพราะเจ้าหน้าที่ กทม. ทุกคนไม่มีใครอยากโดนประชาชนด่าหรอก แต่มันเกินขีดความสามารถจะแก้ได้จริง ๆ กับเรื่อง สันดานคนเห็นแก่ตัวใน กทม.

ลักการระบายน้ำใน กทม. คือ น้ำไหลลงท่อระบายน้ำข้างถนน แล้วก็จะระบายลงคลองใน กทม.  แล้วจากคลอง ก็จะไหลไปที่เครื่องสูบขนาดใหญ่เพื่อถ่ายลงอุโมงค์ยักษ์ แล้วจากอุโมงค์ยักษ์ ถึงจะลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา

แต่ถ้าท่อระบายน้ำตามถนนอุดตันเพราะขยะพลาสติก ฯลฯ น้ำก็จะระบายออกจากถนนได้ยากลำบาก อันเป็นเหตุให้ถนนมีน้ำท่วมขังยาวนานขึ้น

แล้วเมื่อมีขยะไปติดที่เครื่องดักขยะในคลอง ก็จะระบายน้ำลงอุโมงค์ยักษ์ได้ยาก

จำนวนขยะในคลองของกทม. เมื่อปี 2557 อยู่ที่ 4 แสนตัน

แต่ในปี 2558 เพียงแค่ครึ่งปีเท่านั้น กลับมีขยะที่ กทม. เก็บได้จากในคลองของกรุงเทพฯ มากถึง 3 แสนตันแล้วครับ ขอบอก!!

แสดงว่า สันดานคนใน กทม. เสื่อมลง ๆ

ผมขออนุญาตนำรูปแค่บางรูป จากรูปจำนวนมากมายเกี่ยวกับขยะในคลองของกรุงเทพฯ จากทวิตเตอร์ของคุณสรรเสริญ เรืองฤทธิ์ วิศวกรไฟฟ้า(สื่อสาร) ศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร Bangkok Flood Control Center, 02248 5115 ตลอด 24 ชั่วโมง 08 1258 1960 HS7XPE Line id : sunsernr มาลงประกอบสัก 2 รูปครับ (รวมรูปด้านบน)

เพราะผมคงนำรูปขยะมาลงทั้งหมดไม่ไหว เพราะรูปขยะในคลองของ กทม. มันเยอะมหาศาล เยอะมโหฬารจริง ๆ ยิ่งเยอะเท่าไหร่ก็แสดงให้เห็นถึงความเห็นแก่ตัวของคนมากเท่านั้น

ใครอยากเห็นว่า จำนวนขยะในแต่ละคลองที่ปิดกั้นเครื่องระบายมันมากมากขนาดไหนในแต่ละวัน แนะนำไปดูที่ทวิตเตอร์ของคุณสรรเสริญ ได้เลยครับ แล้วคุณจะอึ้ง !! คลิกที่นี่


ในรูปนี้คุณเห็นโอ่ง เห็นซากที่นอน ไหมครับ ??
เครื่องสูบน้ำ 1 ตัวจะสามารถระบายน้ำได้ 30 ลบ.ม./วินาที แต่เมื่อเครื่องสูบน้ำขัดข้องเพราะมีขยะมาติด ก็ต้องยกขึ้นมาซ่อมครั้งละไม่ต่ำกว่า 3-5 ชม. ก็ลองคำนวณดูเถิดว่า ต้องหยุดการระบายน้ำไปมากแค่ไหน


ถ้าใครอยากด่าผู้ว่า ฯ หม่อมเอ๋อ ก็ด่าไปเถอะครับ เพราะยังไงคนเป็นผู้ว่าฯ กทม. ก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้

แต่ถ้าถึงขั้นมีคนเสนอไล่ผู้ว่าฯ ออกด้วย ม.44

ขอถามว่า แล้วคุณจะให้ใครมาแทนผู้ว่าฯ หม่อมเอ๋อ แล้วเขาจะทำน้ำไม่ให้ท่วม กทม. ได้ 100 % ได้หรือไม่

แล้วถ้าเกิดคน ๆ นั้นมาทำงานแทนหม่อมเอ๋อ แล้วน้ำยังเกิดท่วมแบบเดิมหรือหนักกว่าเดิมอีกล่ะ คุณจะยอมให้ผมกระทืบคุณไหม ?

ถ้าคุณยอมรับข้อเสนอของผมนี้ได้ ผมก็จะยอมสนับสนุนให้คุณไล่ ผู้ว่าฯ สุขุมพันธ์ออกไปได้เลย

เพราะ "คนไทยส่วนใหญ่เป็นจำพวกชอบโทษคนอื่น ก่อนโทษตัวเองเสมอ เช่นที่ประชาธิปไตยล้มเหลว ก็โทษรัฐธรรมนูญ แทนที่จะโทษตัวเองที่ไปสนับสนุนนักการเมืองเลว ๆ ให้มีอำนาจปกครองบ้านเมือง"

จริงไหม ? 

ล่าสุดมีข่าวว่า กทม. จะเพิ่มอัตราโทษผู้ที่ทิ้งขยะปฏิกูลลงคูคลองสาธารณะ จากเดิม ปรับ 2 พันบาท เป็น 5 พันบาทหรือมากกว่านั้นถ้าเจอการกระทำผิดซ้ำอีก ซึ่งผมเกรงว่า อาจจะไม่ได้ผล

ต้องเจอป้ายแบบนี้ครับ เขาว่าได้ผลมาแล้วที่เขตบางกะปิ 555


ภาพข่าวจากไทยรัฐ

"สิน นิติธาดากุล" อดีต ผอ.เขตบางกะปิ และปัจจุบันเป็น ผอ.เขตลาดกระบัง เจ้าของไอเดียป้ายแช่งคนทิ้งขยะ เล่าว่า

"ผมติดป้าย ใช้กฎหมายขู่ว่า มีกฎว่าจะปรับเงิน 2,000 บาท ผู้คนที่ทิ้งขยะกลับไม่กลัว แต่พอมาติดป้าย ใช้วิธีสาปแช่งแบบคนโบราณ กลับประสบความสำเร็จ สิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนสะท้อนว่าคนในประเทศเรามีความกลัวบาปมากกว่ากฎหมาย" ผอ.นักพัฒนา กล่าว

-------------------------

13 มิถุนายน 2558 จ่าพิชิตแอดมินเพจดราม่าแอดดิก ชงเรื่องให้ลูกเพจด่าผู้ว่า ฯ กทม. อีกเรื่องจนได้


-----------------------

ผู้ว่าฯ กทม. อย่างเก่งก็อยู่ไม่เกิน 2 สมัย เราไม่พอใจเราก็เปลี่ยนคนใหม่ได้

แต่ตัวเราเองล่ะ ถ้าต้องอาศัยในกรุงเทพฯ อีกหลายสิบปี หรือไปจนตลอดชีวิต เราจะเปลี่ยนแปลงนิสัยของเราเพื่อช่วยให้กรุงเทพมหานครของเราดีขึ้นได้หรือไม่ ?

ขอฝากไว้แค่นี้ครับ



ตัวอย่างเหตุการณ์ล่าสุด ในช่วงเช้ามืดของวันที่ 14 มิ.ย. 58 ฝนตกหนักที่สมุทรสาคร ทำให้เกิดน้ำท่วมขัง แต่น้ำระบายออกจากถนนได้ยาก เพราะมีขยะพลาสติกและกล่องโฟมอุดตันท่อระบายน้ำจำนวนมาก (เรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์ สรยุทธ รายงาน)

-------------------

17 มิ.ย. 2558 จิตสำนึกชุมชนคนกรุงฯ ที่ไม่รับผิดชอบย่านบ้านตัวเอง





คลิกอ่าน กทม.ท่วมหนักเมื่อ 21มิ.ย.59 เพราะกรมอุตุนิยมห่วยแตก