วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เหตุผลที่ CP All เตรียมขายหุ้น Makro ให้ประชาชน







เมื่อ ซีพีออลล์ เจ้าของ บริษัท สยามแมคโคร จำกัด มหาชน เตรียมขายหุ้นให้ประชาชนร่วมถือหุ้นเพิ่มขึ้น



เหตุผลที่ว่า ทำไมซีพีออลล์ต้องขายหุ้นแมคโคร

ตอบง่าย ๆ เพราะมันคือ เหตุผลทางธุรกิจ

ก็ในเมื่อซีพีออลล์ได้ซื้อสยามแมคโครมาจนได้ถือหุ้นเกือบจะ 100 % อยู่แล่ว ก็ต้องกระจายความเสี่ยงออกไปให้คนอื่นช่วยถือไว้บ้าง รวมทั้งเพื่อเรียกทุนที่ลงไปจำนวนมากกลับคืนมา และเพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหวจากการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ได้มากขึ้น

และที่มองข้ามไปไม่ได้เลย ก็คือ เมื่อมีประชาชนมาถือหุ้นแมคโครเพิ่มขึ้น ก็เท่ากับจะได้แนวร่วมหรือสมาชิกที่จะเข้าข้างซีพีออลล์ ซึ่งเป็นผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น ได้มากขึ้นด้วย

เพราะภาพลักษณ์ของเซเว่นอีเลฟเว่น ช่วงหลัง ๆ ที่ผ่านมา สะดุดไปไม่น้อย

แต่ถึงจะขายหุ้นแมคโครออกไปบางส่วนแล้ว อำนาจการจัดการบริหารก็ไม่ได้สูญเสียไปแต่อย่างใด เพราะซีพีออลล์ก็ยังถือหุ้นใหญ่ในแมคโครต่อไป

---------------

การที่ซีพีออลล์เจ้าของ 7-11 ถือหุ้นใหญ่แมคโคร ด้วยจะเกิดผลอย่างไร

ในเมื่อซีพีออลล์คือเจ้าของเซเว่นอัเลฟเว่น ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ค้าปลีก แล้วการที่ซีพีออลล์ยังเป็นเจ้าของห้างค้าส่งอย่างแมคโคร ซึ่งเป็นที่พึ่งของโชว์ห่วยอีก

เพราะเซเว่นอีเลฟเว่นจะเปิดเฉพาะจุดที่มีคนเยอะเท่านั้น เช่นปากซอย
ส่วนในซอยบางซอย เซเว่นไม่คุ้มที่จะไปลงทุน จึงเป็นหน้าที่ของโชว์ห่วยเล็กๆ ขาย ซึ่งโชว์ห่วยก็มาเป็นลูกค้าแมคโคร  เท่ากับ ซีพีออลล์ได้กินหมดทั้งต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำของการค้าปลีกในชุมชน

ดังนั้นเท่ากับ ซีพีออลล์จึงมีอำนาจการต่อรองในตลาดสูงมาก คือ คุมได้ทั้งต้นทุนค้าส่งและคุมทั้งต้นทุนค้าปลีกไปในตัว

ดังนั้น เซเว่นและแมคโคร สามารถกำหนดทิศทางราคาสินค้าในตลาดได้อย่างไม่ยากเย็นอะไร

ผลก็คือ สินค้าจะราคาแพงหรือไม่ คนไทยก็จะไม่รู้ว่าสินค้าที่ซื้ออยู่มันแพงหรือมันถูกกันแน่ ทั้ง ๆ ที่ความจริงราคามันแพง

------------------

มเองเคยเป็นลูกค้าเก่าแมคโคร เพราะแม่เคยเปิดมินิมาร์ทเล็ก ๆ เมื่อร่วม ๆ 20 ปีก่อน

ผมเดินทางไปซื้อของแมคโครบ่อยมาก ซื้อคราวละเป็นหมื่น ๆ บาท เพราะสินค้าบางอย่างต้องไปซื้อจากแมคโคร เพราะถ้าจะซื้อจากยี่ปั๋วสินค้าจะไม่หลากหลายเท่าไหร่

สยามแมคโคร เป็นห้างค้าส่งที่ใหญที่สุดของไทย การซื้อของ ลูกค้าก็ต้องใช้บัตรสมาชิก แล้วเวลาซื้อของเสร็จ จ่ายเงินเสร็จ ห้างจะไม่มีถุงใส่สินค้าให้

และลูกค้าก็ต้องจ่ายเงินสดหรือจ่ายด้วยบัตรเดบิตเท่านั้น

รถเข็นสำหรับขนสินค้าหลัก ๆ ก็จะเป็นรถเข็นแบบในรูป แต่ก็มีรถเข็นขนาดเล็กที่เหมือนห้างทั่วไปสำหรับลูกค้าที่ซื้อของไม่มากเช่นกัน



อนแรกก็สยามแมคโครเป็นของซีพีอยู่แต่แรก แต่ตอนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ซีพีก็ขายหุ้นส่วนใหญ่คืนให้บริษัทแมคโคร ของเนเธอร์แลนด์ไป

ต่อมา ซีพีออลล์ ก็ได้ซื้อสยามแมคโครทั้งหมดคืนจากแมคโคร เนเธอร์แลนด์เป็นวงเงินสูงถึง 1.888 แสนล้านบาท


แม้ตอนนี้ผมจะไม่ได้ไปซื้อของแมคโครเท่าไหร่แล้ว

แต่ผมก็ยังประทับใจการซื้อของในแมคโครมาจนวันนี้ คือมันเป็นอะไรที่ผูกพันธ์

ที่จริงแล้ว ทั้งซีพี เจริญโภคภัณฑ์ หรือจะเป็น ซีพีออลล์ เซเว่น อีเลฟเว่น ผมชอบทั้งหมดนั่นแหละ เพราะผมถือว่า อย่างน้อยก็เป็นบริษัทของคนไทย ดีกว่าเป็นบริษัทของต่างชาติ

เท่ากับซีพี ได้ช่วยซื้อกิจการต่างชาติกลับมาเป็นของคนไทยอีกครั้ง ไม่ตกอยู่ในมือต่างชาติ นี่ผมก็รอว่าเมื่อไหร่ซีพีจะซื้อโลตัสกลับมา ซึ่งถ้าซีพีเป็นเจ้าของโลตัสอีกล่ะก็ คนไทยก็จะถูกหลอกได้ง่ายว่า สินค้าที่ซื้ออยู่ราคามันถูก !!

---------------------

แต่ก็นั่นแหละ เพราะเป็นของคนไทย ก็ต้องติติงได้ วิพากษ์ได้ ด่าได้ ประหนึ่งรักมากชอบมากก็ต้องสั่งสอนได้

ผมจึงอยากให้ซีพี เจริญโภคภัณฑ์ เห็นแก่เงินให้น้อยลง แล้วร่วมสร้างสรรค์สังคมไทยอย่างจริงใจให้มากกว่านี้

ไม่ใช่ไปสนับสนุนให้คนไทยขึ้นเผาป่าเพื่อไปปลูกข้าวโพดบนป่าต้นน้ำ หรือ ปล่อยให้เรือประมงไทยใช้อวนลาก แล้วลากเอาปลาเล็กปลาน้อยมาส่งให้บริษัทยักษ์ใหญ่ผลิตอาหารสัตว์ เป็นต้น



ผมหวังว่า ซีพีจะไม่ใช่กลุ่มทุนที่ไปสนับสนุนกิจการที่ทำลายสิ่งแวดล้อมเหล่านั้นล่ะ

เพราะบริษัทไหนที่ทำแบบนั้นล่ะก็ มันโคตรสารเลวเลยครับ ขอบอก !!



-----------------------

รายการสามัญชนคนไทย ตอน คนไทยกินป่าเป็นอาหาร

เมื่อป่าต้นน้ำทางภาคเหนือของไทยลดลงอย่างมาก เพราะเกษตรกรบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน ป่าต้นน้ำไปปลูกข้าวโพดเพื่อนำไปขายให้โรงงานผลิตอาหารสัตว์ เช่น อาหารไก่

แล้วทำไมถึงทางราชการเอาผิดเกษตรกรที่รุกป่าสงวนไม่ได้ ?

แต่ทำไมนะ เกษตรกรไร่ข้าวโพดปลูกข้าวโพสได้ผลผลิตมากขึ้น ๆ แต่กลับไม่เหลือเงิน ??



คลิกอ่าน ตรรกะโง่เลวของสมศักดิ์เจียม กรณีเจ้าสัวซีพีกับในหลวง




วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

พระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ เมื่อวันที่ 10 พ.ค.58






สัจธรรมแห่งสังสารวัฏ ก็คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สรรพสิ่งทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป

บทความนี้ที่จริงผมไม่อยากจะเขียน เพราะผมเชื่อว่า คนไทยผู้มีปัญญาทางธรรมย่อมเข้าใจความเป็นไปของสภาวะธรรมเช่นนี้กันดีอยู่แล้ว

แต่ที่ต้องเขียนเพราะอยากให้เราคนไทยเข้าใจถูกต้อง และให้มองทุกอย่างเป็นสัจธรรม (เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อในข้อเขียนของผู้ไม่หวังดีต่อชาติบ้านเมือง นั่นคืออดีตอาจารย์ธรรมศาสตร์หัวหงอกฟันหลอ ที่หนีไปอยู่ฝรั่งเศสแล้ว)

เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2558 คณะแพทย์ที่ถวายการรักษาในหลวงและสมเด็จพระนางเจ้าฯ มีความเห็นว่า พระอาการของทั้งสองพระองค์ดีขึ้นมาก จึงถวายคำแนะนำแก่ทั้งสองพระองค์เพื่อเสด็จแปรพระราชฐานกลับไปพักผ่อนพระวรกายต่อที่พระราชวังไกลกังวลได้

จนเมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2558 ในหลวงและสมเด็จพระนางเจ้าฯ ก็ได้เสด็จออกจากโรงพยาบาลศิริราช เพื่อไปพ้กผ่อนพระวรกายที่พระราชวังไกลกังวล โดยมีพสกนิกรมาเฝ้าตลอดเส้นทางที่เสด็จกลับ

สื่อทุกสื่อได้มีการเสนอข่าวการเสด็จกลับพระราชวังไกลกังวลของทั้งสองพระองค์ ซึ่งทุกสื่อ ประชาชนทุกคนล้วนแต่ดีใจและปลื้มปิติที่ทั้งสองพระองค์ทรงมีพระพลามัยแข็งแรงขึ้น

และสื่อหนังสือพิมพ์หลายสื่อ ก็ได้ลงพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้า ซึ่งคนไทยไม่ได้เห็นพระพักตร์ของสมเด็จพระนางเจ้าชัด ๆ มานานแล้ว

หลายคนเกิดความแปลกใจว่า สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงมีพระพักตร์ที่เปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย


พระฉายาลักษณ์จากเว็บข่าว astv

ผมขออธิบายว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระองค์ได้ประชวรมาตั้งแต่ปี 2555 ด้วยพระอาการทางสมอง คือ เส้นพระโลหิตในสมองตีบ และทรงพระประชวรต่อเนื่องมานาน

ซึ่งหากใครที่เคยมีญาติที่ป่วยด้วยโรคทางสมอง ก็คงจะทราบดีว่า โรคทางสมองนั้นจะมีผลต่อหน้าตาของผู้ป่วยให้มีความเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมได้มาก





และเมื่อปี 2557 สมเด็จพระนางเจ้า ฯ ก็ได้รับการถวายการผ่าตัดรักษาต้อกระจกที่พระเนตรซ้าย



เมื่อพระชนมายุที่มากขึ้นถึง 83 พรรษา ประกอบกับพระอาการประชวร ย่อมมีผลทำให้สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงมีพระพักตร์ที่เปลี่ยนแปลงไป

ซึ่งผมจะอธิบายมากกว่านี้ก็คงไม่เหมาะ เพราะอาจเป็นการมิบังควรต่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ และอาจล่วงความเป็นส่วนพระองค์ได้ครับ

----------------

สมเด็จพระนางเจ้า ฯ เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎรในอดีต จะทรงแต่งฉลองพระองค์ให้สวยงาม เพื่อให้ราษฎรที่อุตส่าห์มารอเข้าเฝ้ารับเสด็จได้เห็นพระราชินีของพวกเขาด้วยความประทับใจ

เช่นที่เคยมีนักข่าวได้ทูลถามเรื่องนี่

นักข่าวทูลถาม "มักมีคนไม่เข้าใจว่า ในการเสด็จฯ ไปไหน เหตุใดต้องทรงแต่งพระองค์งาม แล้วยังโปรดให้ข้าราชบริพารแต่งตัวสวย ๆ ด้วย"

สมเด็จพระนางเจ้า ทรงตรัสตอบว่า "อันนี้จริง ฉันเป็นคนที่แก้ไม่หาย พระท่านบอกว่า ยังติดอยู่กับความสวยความงาม แต่ว่าความจริงแล้วเป็นอย่างนั้น ชอบสวยงาม แล้วอีกประการหนึ่ง ชาวบ้านนี่นาน ๆ เขาจะเห็นเราสักทีหนึ่ง โดยมากชั่วชีวิตเขาก็เห็นไม่กี่ครั้งเลย คิดว่าพยายามแต่งตัวให้ดี ให้เขาเห็นให้เขาจำ"

ถ้าหากเราย้อนกลับไปในอดีตเมื่อ 50 - 60 กว่าปีที่แล้ว การเสด็จพระราชดำเนินไปยังถิ่นทุรกันดารนั้น ไม่ใช่เรื่องสะดวกสบายอย่างเช่นทุกวันนี้

เพราะสมัย 60 กว่าปีที่แล้ว ทั้ง ๆ ที่อากาศก็ร้อนมาก รถพระที่นั่งก็ยังไม่มีแอร์คอนดิชัน ถนนหนทางหลายแห่งที่เสด็จไปก็เป็นถนนลูกรัง ฝุ่นคละคลุ้ง ทั้งสิ้น

บางเส้นทางถนนลูกรังขรุขระมาก จนทำให้รถยนต์พระที่นั่งต้องเสียกลางทางอยู่หลายหน จนทั้งสองพระองค์ต้องลงมายืนรอการซ่อมรถยนต์พระที่นั่งบนถนนลูกรังเป็นเวลานาน


รถยนต์พระที่นั่งท่อไอเสียหลุด ในหลวงและสมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงลงมายืนรอข้างทางระหว่างรอซ่อมรถ บนเส้นทางสายพิษณุโลก-สุโขทัย ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนภาคเหนือ พ.ศ.2501


เมื่อรถพระที่นั่งวิ่งผ่านถนนลูกรัง สมเด็จพระนางเจ้าฯ ก็ทรงต้องทนร้อน จะทรงรับสั่งให้ปิดกระจกรถลง เพราะไม่ต้องการฝุ่นถนนลูกรังเข้ามาในรถ จนมาเลอะเทอะฉลองพระองค์ เพื่อไม่ให้ราษฎรต้องมาเห็นพระองค์สวมฉลองพระองค์ที่สกปรกเลอะเทอะจากฝุ่นถนน แถมถิ่นทุรกันดารบางท้องที่ พระองค์จะต้องลงเสด็จพระราชดำเนินไปอีกไกลกว่าจะไปถึงที่หมาย

คุณผู้อ่านพอนึกภาพออกไหมครับว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยกว่าที่ราษฏรในอดีตจะได้เห็นสมเด็จบรมพระราชินีนาถในฉลองพระองค์ที่งดงาม

ก็ขนาดเรา ๆ ท่าน ๆ ลองนั่งรถไปต่างจังหวัดโดยไม่เปิดแอร์ฯ สัก 4-5 ชม.ในวันนี้ เราจะเหนื่อยขนาดไหน ??

ทรงไม่ถือพระองค์ ทรงใกล้ชิดราษฎรของพระองค์









คลิป เหตุผลที่พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งแก่สมเด็จพระนางเจ้า ว่า อย่ายืนค้ำหัวประชาชน




แม้ในวันนี้ทั้งสองพระองค์จะไม่ได้มีพระพลานามัยแข็งแรงเหมือนในอดีต แต่ผมกลับยิ่งรักและยิ่งจงรักภักดีต่อในหลวงและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถมากยิ่งขึ้น

ขอทั้งสองพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน สาธุ


ชาวบ้านคนนี้กำลังทอดแหหาปลา ในหลวงเสด็จมาพอดี

-----------------

ล่าสุด เมื่อวันพุธ ที่ 12 สิงหาคม 2558 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นการส่วนพระองค์ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช





-----------------------

พระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ในวีนที่ 14 ตุลาคม 2559 ทรงร่วมในพระราชพิธีเคลื่อนย้ายพระบรมศพในหลวง รัชกาลที่ 9





ทรงพระสิริโฉมงดงามในใจเราคนไทยตลอดไป

ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร พระคู่หมั้น

คลิกอ่าน ลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ กว่ารัชกาลที่ 8 จะได้ทรงครองราชย์


วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

กนง. ดีใจแบบโง่ ๆ เมื่อเงินบาทอ่อนที่สุดในรอบ 5 ปี






ข่าวเศรษฐกิจในเช้าวันที่ 7 พ.ค. 2558 ทุกสื่อต่างรายงานว่า ค่าเงินบาทอ่อนที่สุดในรอบ 5 ปี โดยอยู่ที่ 33.30 บาท/ดอลล่าห์สหรัฐ หลังจากที่ กนง.ประกาศดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 1.5%

ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินบาทอ่อน อาจไม่ใช่ปัจจัยจากการประกาศลดดอกเบี้ยนโยบายลง ของ กนง. ก็ได้

แต่สื่อทุกสื่อรายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจต่างลงความเห็นไปในแนวทางเดียวกันว่า ที่ค่าเงินบาทอ่อนลงที่สุดในรอบ 5 ปีนั้น เป็นเพราะการลดดอกเบี้ยนโยบายติดต่อกันถึง 2 ครั้งในรอบ 2 เดือนของ กนง.

คือ สติปัญญาผู้บริหารการเงินและบริหารเศรษฐกิจไทย สมองมันคงคิดได้แค่นี้จริง ๆ คือหวังให้เงินบาทอ่อนเพื่อหวังว่า จะช่วยให้การส่งออกไทยจะดีขึ้น

แต่พวกโง่เหล่านี้มันเคยคิดหรือไม่ว่า ถ้าเงินบาทยิ่งอ่อนมากเท่าไหร่ ก็เท่ากับไทยเราต้องใช้เงินซื้อน้ำมันดิบมากขึ้นเท่านั้น

หลังจากที่สื่อนำเสนอข่าวพวกโง่ดีใจที่ค่าเงินบาทอ่อนที่สุดในรอบ 5 ปี ผมก็คิดว่า สงสัยต้องรีบเติมน้ำมันไว้ก่อนดีกว่า เพราะสงสัย ปตท. ต้องประกาศขึ้นราคาน้ำมันสำเร็จรูปเร็ว ๆ นี้แน่นอน

แล้วมันก็เป็นจริงตามที่ผมคาด

ปตท. รีบประกาศขึ้นราคาน้ำมันแบบเงียบ ๆ อีกลิตรละ 50 สต. ทุกชนิดทันที มีผลในวันที่ 8 พ.ค. 58 

คือ ปตท. แอบขึ้นแบบไม่ให้กระโตกกระตาก เพราะราคาน้ำมันดิบของโลกก็ไม่ได้ผันผวนอะไรมากนักในช่วงนี้ แค่ราคาสลับขึ้น ๆ ลง ๆ วันละไม่ถึงเหรียญมาหลายวันแล้ว แปลง่าย ๆ คือ ราคาน้ำมันดิบโลกในช่วงนี้ยังทรง ๆ อยู่



เป็นไงครับ กนง. มันปล้นดอกเบี้ยเงินออมคนแก่และคนออมเงินทั้งประเทศในธนาคารแล้ว แถมยังทำให้คนไทยทั้งประเทศต้องเติมน้ำมันแพงขึ้นลิตรละ 50 สต.อีก

แบบนี้เท่ากับ กนง. เหมือนจะฉลาดที่แก้ปัญหาเงินบาทแข็งได้ แต่กลับเสียค่าโง่ ทำให้คนไทยทั้งประเทศต้องซื้อน้ำมันแพงขึ้น

เมื่อน้ำมันแพงขึ้น ต้นทุนการผลิตสินค้าและการขนส่งย่อมมีต้นทุนสูงขึ้นไปด้วยจริงไหม ?

ก็ไม่รู้ว่า ที่ กนง. ทำไปนั้น มันจะช่วยทำให้สินค้าไทยส่งออกได้ดีขึ้นสักแค่ไหน เพราะเงินบาทอ่อนก็หวังว่า สินค้าไทยจะถูกลง ไปแข่งขันในตลาดโลกได้ง่ายขึ้น

แต่เมื่อต้นทุนน้ำมันแพงขึ้น ถ้านำมาหักกลบลบหนี้กันแล้วจะคุ้มไหม ก็ไม่มีใครมาคำนวณให้ประชาชนเห็น

แต่ที่แน่ ๆ ประเทศไทยใช้น้ำมันสำเร็จรูปวันละ 100 ล้านลิตร ก็เท่ากับ คนไทยต้องจ่ายแพงขึ้นวันละ 50 ล้านบาท อีกทั้ง ปตท.ก็ต้องจ่ายเงินนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศแพงขึ้น

แล้วมันจะคุ้มมูลค่าการส่งออกที่จะได้จริงหรือเปล่า ???

ผมจะรอดูว่า ส่งออกไทยมันจะดีขึ้นสักแค่ไหน เพราะ กนง. ปล้นทั้งดอกเบี้ยเงินออมของคนไทยทั้งประเทศ ปล้นทั้งค่าใช้จ่ายจากค่าน้ำมันที่แพงขึ้นของคนไทย เพื่อหวังช่วยผู้ส่งออก

คือถ้าส่งออกไทยเกิดไม่ดีขึ้นตามคาด แต่คนแก่ต้องได้ดอกเบี้ยเงินออมน้อยลง คนไทยจ่ายราคาน้ำมันแพงขึ้น

บาปกรรมตรงนี้ ก็ให้ไปตกกับพวก กนง. แล้ว เพราะเสือกฉลาดในเรื่องโง่ ๆ

---------------------

ที่ค่าเงินบาทอ่อนลงมาก เพราะเหตุผลนี้ต่างหาก

ผลที่ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงจริง ๆ ก็คือ มาตรการผ่อนคลายเงินทุนไหลออกเพิ่มขึ้นของ ธปท.

คือทำให้เงินในประเทศที่อยากจะนำไปลงทุนนอกประเทศ หรือใครก็ตามที่ต้องการนำเงินออกนอกประเทศ จะทำได้มากขึ้น เช่น นักลงทุนต่างชาติที่ได้กำไรจากตลาดหุ้นไทย ก็สามารถนำกำไรออกนอกประเทศไทยได้จำนวนมากขึ้น

หรือเช่น คนไทยที่อยากจะยักย้ายถ่ายเงินออกนอกประเทศ ไม่ว่าเพื่อเหตุผลอะไรก็ตาม ก็ทำได้มากขึ้น เช่น คนโกงอยากยักย้ายถ่ายเทเงินจากการโกงออกนอกประเทศก็ทำได้ง่ายขึ้นมากขึ้นเช่นกัน

คลิปรายละเอียดมาตรการผ่อนคลายเงินทุนไหลออก


เมื่อเงินบาทไหลออกนอกประเทศมาก ก็ต้องนำไปแลกเป็นสกุลเงินต่างชาติมากด้วย ก็เลยเป็นผลให้ค่าเงินบาทอ่อนลง

แต่มันจะเป็นเฉพาะในช่วงต้นระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้นรึเปล่า ก็ต้องจับตาดูต่อไป เพราะเมื่อปริมาณเงินที่จะไหลออกเริ่มน้อยลง ค่าเงินบาทก็อาจจะกลับมาแข็งเพิ่มขึ้นเช่นเดิม

ความจริงมาตรการลดดอกเบี้ยนโยบายไม่ควรใช้ด้วยซ้ำ เพราะตั้งแต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์มาถึงรัฐบาล คสช. ก็ลดดอกเบี้ยแบบนี้มาหลายหน ก็ช่วยอะไรไม่ได้ แต่กลับทำให้คนไทยยิ่งไม่อยากออมเงินมากยิ่งขึ้น

--------------

อัพเดทข่าว เมื่อ ธ.พาณิชย์ไม่ยอมลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงตามนโยบาย กนง.

21 พ.ค. 58 นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) จึงต้องออกมาเรียกร้อง ให้ธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยลง เพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจและเพื่อส่งผ่านนโยบายการเงิน หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้ไปแล้ว 2 ครั้ง

แต่ปรากฏว่าธนาคารพาณิชย์ไม่ได้สนองตอบหรือที่เรียกว่าส่งผ่านนโยบายการเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากนัก ทำให้นโยบายของกนง.ไม่ส่งผลเท่าที่ควร ท่ามกลางสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของโลกยังไม่ฟื้นตัว

**

เป็นไงครับ เห็นรึยังว่า ธนาคารพาณิชย์ของไทยเห็นแก่ตัวขนาดไหน ทีดอกเบี้ยเงินฝากลดได้ลดเอา แต่ดอกเบี้ยเงินกู้แทบไม่กระดิกลดลงตาม


คลิกอ่าน ผู้บริหารเศรษฐกิจไทยมันโง่ กับวิธีแก่เงินบาทแข็ง