วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2558

โอ๊ค โม้ว่าทักษิณได้รับเชิญร่วมงานศพลีกวนยูแบบส่วนตัว






โอ๊ค พานทองแท้ ลูกชายทักษิณ ยังขี้อวด ขี้โม้เหมือนเดิม

มาคราวนี้โอ๊คเกาะกระแสพิธีศพของรัฐบุรุษลีกวนยู โดยโอ๊คอ้างว่า ทักษิณได้รับเชิญไปงานพิธีไว้อาลัยในงานที่เป็นส่วนตัว สำหรับบุคคลใกล้ชิดเท่านั้น ตามนี้




แต่มีการจับผิดกันว่า  ที่ทักษิณนั่งเซ็นน่ะ ยังมีสมุดวางใกล้ ๆ อยู่อีกเล่ม นั่นแสดงว่า ทักษิณไม่ใช่แขก VIP หรอก เพราะถ้างานที่เชิญแขกวีไอพี เขาจะมีโต๊ะสำหรับเซ็นไว้อาลัยกับสมุดเพียงเล่มเดียวเท่านั้น และจะอยู่ในห้องพิเศษอย่างเป็นสัดส่วน

เช่น โต๊ะสำหรับลงนามไว้อาลัยนายลีกวนยู ที่สถานทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย ใช้ โต๊ะ 1 ตัวกับ หนังสือ 1 เล่ม


หรือที่องค์การสหประชาชาติ ที่นายบันคีมูน ลงนามไว้อาลัยนายลีกวนยู ก็ใช้โต๊ะ 1 ตัว สมุด 1 เล่ม เช่นกัน


แต่ที่ทักษิณไปนั่งเซ็นน่ะ ยังมีสมุดเซ็นวางข้าง ๆ อีกเล่ม  แบบนี้ผิดวิสัยแขก VIP แล้ว แต่น่าจะเป็นโต๊ะที่ให้บุคคลทั่วไปมาเซ็นไว้อาลัยมากกว่า เพราะโต๊ะเดียวจะมีสมุดเซ็นหลายเล่มและมีเก้าอี้หลายตัว

ผู้สันทัดกรณี คาดว่า ทักษิณได้ไปลงนามไว้อาลัยที่ Sri Temasek ในส่วนที่เป็นทำเนียบประธานาธิบดีของสิงคโปร์ (Istana) และสำนักงานนายกรัฐมนตรีจริง ๆ  แต่วันที่ทักษิณไปลงนามเป็นวันที่ 24 มีนาคม ซึ่งเลยงานพิธีสำหรับแขกใกล้ชิดเมื่อวันที่ 23 มีนาคมไปแล้ว

เพราะวันที่ 24 มีนาคม ได้เปิดให้เจ้าหน้าที่จากทั้งในและต่างประเทศ ข้าราชการต่าง ๆ รวมทั้งแขกที่ได้รับเชิญทั่วไป ได้เข้าไปไว้อาลัยในทำเนียบประธานาธิบดีเช่นกัน

ส่วนวันที่ 25-28 มีนาคม จะนำศพของนายลีกวนยูไปตั้งที่รัฐสภา เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าไว้อาลัย


ขวาสุด คือเชิงบันไดที่ตั้งโต๊ะสำหรับลงนามในวันที่ 24 มีนาคม ในศรีเทามาเส็ก ที่ทักษิณนั่งเขียนนั่นแหละ 

สำหรับงานที่เป็นส่วนตัวสำหรับแขกวีไอพีที่ใกล้ชิดจริง ๆ ได้จัดขึ้นในเมื่อวันที่ 23 มีนาคม แขกคนสำคัญอย่างเช่น กษัตริย์บรูไนและพระราชินีบรูไน เสด็จเข้าไปไว้อาลัยถึงหีบบรรจุศพของนายลีกวนยู โดยมีนายลีเซียนลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ซึ่งเป็นลูกชายของนายลีกวนยู คอยรับเสด็จอย่างใกล้ชิด

ซึ่งแขกวีไอพีที่ได้รับเกียรติไปไว้อาลัยเป็นการส่วนตัวนั้น ไม่ต้องมานั่งเซ็นอะไรหรอกครับ เพราะจะได้เดินไปไว้อาลัยถึงหีบบรรจุศพของนายลีกวนยูแบบใกล้ชิดได้เลย ในวันที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา








นี่ครับบรรยากาศโดยรวมของงานพิธีศพแบบเป็นส่วนตัว เฉพาะแขกวีไอพี ซึ่งแขกจะทำความเคารพรูปก่อน แล้วเดินไปไว้อาลัยที่หีบศพซึ่งวางด้านหลังรูป



หรืออย่างท่านนี้ มหาเศรษฐีฮ่องกง นายลีกาชิง ก็ได้เข้าร่วมไว้อาลัยจนถึงหีบบรรจุศพของนายลีกวนยู แบบใกล้ชิดเลยครับ เอามือแตะโลงเลยเห็นไหม



ส่วนมหาเศรษฐีทักษิณน่ะเหรอ ไม่ได้เข้าไปงานส่วนตัวแบบนี้หรอกครับและ ไม่มีรูปข่าวเลย

คลิกดู ภาพข่าววันที่ 23 มีนาคม ซึ่งเป็นงานไว้อาลัยลีกวนยูแบบไพรเวทที่มีแต่แขกVIP ที่ใกล้ชิดจริง ๆ ได้ที่นี่

สรุปคือ ทักษิณได้ไปลงนามในทำเนียบรัฐบาลจริง แต่ไปในวันที่ 24 มีนาคม ซึ่งไม่ใช่วันที่มีงานสำหรับแขกวีไอพี แขกใกล้ชิด และญาติสนิท ในวันที่ 23 มีนาคม ที่ได้จัดไปก่อนแล้วครับ

ดังนั้น โอ๊คพูดความจริงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น  คือ อวยพ่อจนเว่อร์เกินความจริง

ถามว่า ทำไมทักษิณถึงได้รับเชิญ(แบบแขกทั่วไป) ไปงานนี้

คำตอบก็คือ ทักษิณเคยเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย แถมเคยขายสัมปทานชาติให้สิงคโปร์อีกด้วย อีกทั้งตอนนี้ทักษิณก็มีบ้านพักในสิงคโปร์

ที่สิงคโปร์เจริญได้มากทุกวันนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะนักการเมืองเลว ๆ ของไทยนี่แหละครับ ที่ประเคนผลประโยชน์ทั้งทางตรงทางอ้อมให้รัฐบาลสิงคโปร์และนักธุรกิจสิงคโปร์มาหลายสิบปี

คลิกอ่าน ฮากลิ้ง โอ๊ค พานทองแท้ อวยพรทักษิณในวันเกิดครบ 65 ปี




วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2558

ดราม่าเล็ก ๆ สาวกน้อยใจคุณตันแจกไอโฟนให้แต่คนรวยช่วงเชงเม้ง







แม้ช่วงนี้ คุณตัน กำลังจัดรายการแจกรถเบนซ์ 50 คัน 50 วันอยู่นี้นั้น

แต่ก็ยังไม่วายยังมีเกมแจกไอโฟน 6 ให้กับแฟนเพจของคุณตันอีกด้วย โดยกติกาโพสรูปเครื่องดื่มของคุณตันในรูปแบบต่าง ๆ  แล้วส่งไปที่อินสตาแกรมของคุณตัน

ถ้าคุณตันชอบรูปไหน ก็จะแจกไอโฟน 6 ให้เจ้าของรูปนั้น โดยประกาศทางเพจตัน ภาสกรนที

อย่างช่วงนี้เข้าสู่เทศกาลเชงเม้งของคนไทยเชื้อสายจีน ดังนั้นรูปที่ได้รางวัลก็เลยเป็นรูปนี้


http://imgur.com/1VBIR8E,R9LOnew,7DTTouK,vKv0efQ,ZOcXtON,TLq0oUG,md60qkD,dw2enYh,avXd5cq#0

แต่ทีนี้ก็มีคนไม่ค่อยเห็นด้วยกับคุณตันเท่าไหร่ จนเกิดอารมณ์น้อยใจ ที่ช่วงนี้คุณตันแจกไอโฟนให้กับคนรวยมากกว่าแจกให้คนจน เช่น คนที่มีฮวงซุ้ยหรือสุสานตระกูลได้ก็แปลว่า ไม่ใช่คนจนแน่นอน หรือชอบแจกไอโฟนให้คนที่ถ่ายรูปกับรถเบนซ์ ตามนี้






บางคนเล่นมุขแรง ถึงขนาดจะให้ปู่ย่าไปตายบ้าง เผื่อจะได้ไอโฟนเหมือนกับเขาบ้าง (อกตัญญูแช่งญาติผู้ใหญ่เสียแล้ว อบายมุขชาเขียวนี่เขาแรงจริงๆ)




แต่ก็มีคุณรู้ทันกลยุทธ์เชงเม้งของคุณตัน ตามนี้





แต่บางคนออกแนวบ่นทำนองว่า เธอทุ่มเทให้อิชิตันเกินครึ่งของเงินเดือนของเธอเลยนะ





บางคนก็ใช้มุขทวงบุญคุณว่า ตนเองกับแม่ซื้ออิชิตันและส่งรหัสมา 2 ปีแล้ว อยากได้ไอโฟนให้แม่บ้าง




ที่จริงกิจกรรมถ่ายรูปส่งไปให้คุณตันพิจารณาว่าจะแจกไอโฟน 6 ให้ใครนั้น

มีบางคนใช้มุขแบบเอาความน่าสงสารของคนเจ็บป่วยมาอ้างว่า คุณตันควรแจกให้คนแบบนี้เถอะ อะไรทำนองนี้

ผมไม่วิจารณ์เพราะเชื่อว่า คุณผู้อ่านของผมคงได้ข้อคิดอะไรดี ๆ จากตัวอย่างที่ผมนำมาให้ดูนี้แน่นอน

สุดท้ายขอฝากการ์ตูนประชดพวกอยากได้เบนซ์ อยากได้ไอโฟนจากคุณตัน จากเพจพูดไม่คิด ตามนี้ครับ




คลิกอ่าน วิกฤติหวยชาเขียว ที่หน่วยงานสุขภาพของรัฐละเลย




วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2558

ผมไม่เคยแดก เย็นเย็น แต่ผมจะลองดื่ม จับใจ






หน้าร้อนตลาดเครื่องดื่มย่อมแข่งขันกันรุนแรงเป็นธรรมดา และผมเองเป็นคนชอบดื่มน้ำหวานเป็นชีวิตจิตใจ อย่างเมื่อ 20 ก่อนผมเคยดื่มแต่น้ำอัดลมแทนน้ำเปล่าเลยด้วยซ้ำ แต่ก็เลิกดื่มน้ำอัดลมแทนน้ำเปล่ามา 13 ปีพอดี

แม้ตอนนี้ผมจะกลับมาดื่มน้ำเปล่าเป็นหลักแล้ว แต่ก็มีเสริมพวกน้ำหวานบ้าง โดยผมมักดื่มพวกน้ำผลไม้กล่อง

แต่พักหลัง ๆ มานี้ ผมหันมาเน้นน้ำหวานที่ผสมสารอาหารเพื่อสุขภาพซะเป็นส่วนใหญ่แทน เช่น

ยี่ห้อแมนซั่ม เสริมวิตามินซี อี คอลลาเจน และซิงค์

ยี่ห้อบีอิ้ง ก็มีให้เลือกหลากหลาย เช่น โคเอมไซน์คิวเทน ใยอาหาร คอลลาเจน อื่น ๆ

ยี่ห้อเก็กหล่อ สมุนไพรเย็น 10 ชนิด (จับเลี้ยง)

ยี่ห้อเซปเป้บิวตี้ดริงค์ ก็มีคุณลักษณะพื้นฐานคล้ายยี่ห้อบีอิ้ง แต่เซปเป้แพงกว่า บีดิ้ง
ซึ่งพักนี้ผมชักไม่ค่อยอุดหนุนเซปเป้เท่าไหร่แล้ว เพราะแพงแถมให้สารประโยชน์ที่มีน้อยกว่าบีอิ้ง

ต่อมาก็ น้ำหวานน้ำสมุนไพรของตราดอยคำ (ของในหลวง) เช่น  น้ำสมุนไพรเจียมกู้หลานผสมดอกคำฝอย หรือ น้ำเก๊กฮวยผสมดอกคาโมมายด์ และอื่น ๆ

คลิกที่รูปเพื่อไปชมผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสมุนไพรต่าง ๆ ตราดอยคำ


หรือ น้ำเก็กฮวย น้ำกระเจี๊ยบตรามาลี เป็นต้น

โดยผมจะนำน้ำยี่ห้อต่าง ๆ เหล่านั้นเทใส่แก้ว ผสมปนเปกันไปเรื่อย เพราะอยากได้สารที่มีประโยชน์ผสมรวมกันหลายอย่าง แล้วแต่สะดวก

แต่ผมไม่เคยอุดหนุนชาเขียวแช่เย็นทั้งของโออิชิ หรืออิชิตัน เลยแม้แต่ขวดเดียวในชีวิต

สาเหตุแรกที่ผมไม่กินชาเขียว เพราะรู้ว่า ชาเขียวที่บรรจุขวดแช่เย็น มันแพงเว่อร์เกินไป แถมไร้ประโยชน์ต่อร่างกายที่ชอบอวดอ้างว่า ชาเขียวป้องกันมะเร็ง ทั้ง ๆ ที่ชาเขียวที่ป้องกันมะเร็งต้องเป็นชาเขียวชงใหม่ ๆ ร้อน ๆ เท่านั้น

อีกทั้งผมเกลียดกลยุทธ์อบายมุขนำการตลาดของเสี่ยตันด้วย ใครจะเถียงผมว่านี่เขาเรียก ส่งชิงโชค  แสดงว่า คุณแยกแยะระหว่างการเขียนชื่อใส่ใต้ฝาแล้วส่งฝาไปชิงโชค กับ การซื้อรหัสที่อยู่ใต้ฝาเพื่อลุ้นโชควันต่อวัน ไม่ออก

แต่ช่างเถอะ ก็ประเทศล้าหลัง(แต่ประชาชนหลงตัวเอง)ที่ยังไม่มีกฎหมายห้ามการตลาดแนวอบายมุขแบบนี้ ผมจะไปโทษคุณตันคนเดียวก็คงไม่ได้

ซึ่งน้ำดื่มยี่ห้อต่าง ๆ ข้างต้นบางยี่ห้อก็เคยมีส่งชิงโชค หรือส่งรหัสใต้ฝาบ้าง แต่เราต้องไม่ลืมว่า น้ำดื่มยี่ห้อข้างต้นนั้น ไม่มีสารคาเฟอินซึ่งอาจอันตรายต่อเด็กหรือผู้บริโภคหากดื่มจำนวนมาก ๆ และที่ผ่านมา ก็เห็นแค่ทำการแจกรางวัลเล็กน้อยก็ไม่ถึงกับขั้นมอมเมา


แม้แต่เดิมผมจะเคยชอบกินชาเขียวแช่เย็นมาก คือผมเคยกินแต่ยี่ห้อ ยูนิฟกรีนที เจ้าแรกที่บุกเบิกตลาดชาเขียวแช่เย็นในไทย ซึ่งตอนนี้ยูนิฟกรีนที ก็ยังมีขายอยู่ในบางห้าง แถมราคาถูกกว่าชาเขียวโออิชิและชาเขียวอิชิตันอีกด้วย

แต่ที่ผมยังอุดหนุนเป็นประจำของยี่ห้อยูนิฟ ก็คือ ชาบาเล่ย์ กล่องละ 10 บาท ขอบอก ชอบมาก !! (ผมซื้อร้านขายส่งตกกล่องละ 8 บาท)


ของดีของอร่อยมีคุณภาพดีจริง ก็ขายดีได้ โดยไม่ต้องเอารางวัลมาล่อ

แต่เมื่อวานนี้เห็นเครื่องดื่มชนิดใหม่ที่บริษัทช้าง หรือไทยเบฟฯ เจ้าของโออิชิกำลังปล่อยออกสู่ตลาดเครื่องดื่ม นั่นคือ จับใจ เครื่องดื่มสมุนไพรแท้จาก จับเลี้ยง หรือสมุนไพรฤทธิ์เย็น 10 ชนิดในขวดเดียวกัน ได้แก่ "เจียวกู้หลาน" "ใบหม่อน" "ดอกสายน้ำผึ้ง" "ชะเอมเทศ" "รากบัว" "มะตูม" "หล่อฮังก้วย" "ดอกคำฝอย" "เฉาก๊วย" และ "เก๊กฮวย"

"จับใจ" เครื่องดื่มจับเลี้ยง หรือสมุนไพรเย็น 10 ชนิด ปริมาณ 400 ซีซี ในราคาแค่ขวดละ 10 บาทเท่านั้น



โอวโนว ถูกที่สุดในตลาดน้ำสมุนไพรตอนนี้เลย "จับใจ คือสมุนไพรจับเลี้ยง ผสมชาดำ" 

เพราะขนาดยี่ห้อ เก็กหล่อ ที่มีสมุนไพร 10 ชนิดเหมือนกัน แต่กลับขายราคาแพงกว่า เพราะขายขวดละ 18 บาท แถมปริมาณก็น้อยกว่า คือ 330 ซีซีเท่านั้นเอง เพียงแต่ว่า เก็กหล่อ คือ จับเลี้ยง ที่ไม่มีชาและคาเฟอีนผสมเลย


เก๊กหล่อ ผลิตโดยบริษัทรีสเพค ซึ่งผู้บริหารบริษัทเดิมเป็นอดีตลูกหม้อของไทยเบฟฯ และเซปเป้ฯ

--------------------



เมื่อเอาเครื่องดื่ม จับใจ ของไทยเบฟ มาเปรียบเทียบกับเครื่องดื่ม เย็นเย็น ของเสี่ยตัน

ผมว่า จับใจ คุณภาพ ปริมาณ และคุณประโยชน์ดีกว่าเย็นเย็น ทุกด้าน  เพราะเย็นเย็น มีส่วนผสมส่วนใหญ่คือชาเขียว (ประมาณ 50%) ส่วนรสชาติไม่ได้เอามาเปรียบเทียบ เพราะผมไม่เคยอุดหนุนผลิตภัณฑ์ของเสี่ยตัน

จับใจ ขายขวดละราคา 10 บาท ในขนาด 400 ซีซี ซึ่งผมว่า เป็นราคาที่ไม่แพง และเขาคงมีกำไรไม่น้อยอยู่แล้วที่จะขายในราคานี้

ไม่เหมือนยี่ห้อ เย็นเย็น ของเสี่ยตัน ที่ต้องขายแพงกว่า คือขวดละ 16 บาท (ราคาในเซเว่น) เพราะต้องเอากำไรส่วนหนึ่งไปเน้นออกรางวัลส่งเสริมอบายมุขหลอกพวกสาวกด้วย

ไว้เจอ จับใจ ที่ร้านที่ผมซื้อประจำเมื่อไหร่ ผมต้องซื้อมาลองชิมแน่นอน แล้วหากอร่อย และมีคุณภาพดี ก็คงอุดหนุนประจำต่อไป


สรุป คือถ้าใครนิยมอบายมุขมากกว่าประโยชน์ ก็ต้องไปซื้อเครื่องดื่มที่ไม่ค่อยมีประโยชน์ต่อสุขภาพเท่าไหร่แต่ราคาแพงเว่อร์ เพราะต้องเอากำไรไปซื้อรางวัลมาล่อแมงเม่า !!

ส่วนใครอยากได้ประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ไม่สนใจรางวัลที่เขาล่อ ก็ไปซื้อเครื่องดื่มยี่ห้อต่าง ๆ ที่ผมแนะนำไปข้างต้นทั้งหมดได้เลย

แต่ที่แน่ ๆ จนถึงวันนี้ ผมไม่เคยแดกเย็นเย็น และอิชิตัน 5555

ณเดชน์ ดื่มจับใจ

จับใจขายแค่ขวดละ 10 บาท ก็ยังจ้างณเดชน์เป็นพรีเซนเตอร์ได้

ถ้าณเดชน์ดื่ม จับใจ แล้วน้องญาญ่า ล่ะ ดื่มอะไร ?

ก็ลิปตันไอซ์ทีไงล่ะ แถมราคาใหม่ 10 บาทด้วยนะ


คลิกอ่าน ถ้าได้รถเบนซ์จากอิชิตัน ต้องจ่ายภาษีทั้งหมดกี่บาท




วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2558

แนะวิธีเก็บภาษีบ้านและที่อยู่อาศัยแบบไม่ขูดรีดประชาชน







เกริ่นยาวหน่อยนะ

ประเด็นร้อนของสังคมไทยในช่วงหลายวันนี้คือ เรื่อง รัฐบาล คสช. โดยนายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง จะปฏิรูปการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใหม่ ซึ่งประเด็นที่ถูกวิจารณ์และคัดค้านมากที่สุดคือ หมวดภาษีบ้านและที่อยู่อาศัย ซึ่งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า แพงเกินไป

ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่า ทำไมรัฐบาล คสช. ถึงพยายามหาทางจัดเก็บภาษีต่าง ๆ มากขึ้น ?

คำตอบคือ เพราะรัฐบาลมีภาระหนี้สินที่รัฐบาลก่อน ๆ สร้างไว้หลายอย่าง เช่น ในโครงการจำนำข้าวที่ขาดทุนกว่า 5 แสนล้านบาท และยังไม่จบสิ้น เพราะทุกวันนี้รัฐบาลยังต้องจ่ายค่าเช่าโกดังเก็บข้าวตกเดือนละ 2 พันล้านบาท

เพราะขนาดรัฐบาล คสช. ได้ออกพันธบัตรสุขกันเถิดเรา ดอกเบี้ยสูง ในวงเงิน 1 แสนล้านบาท ไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เพื่อนำไปใช้หนี้ในโครงการจำนำข้าว แต่ปรากฎว่า ขายพันธบัตรสุขกันเถิดเราได้เพียง 5 หมื่นล้านบาทเท่านั้น เพราะประชาชนจำนวนมากฉลาดพอ จึงไม่ต้องการซื้อพันธบัตรนี้เอาไปใช้หนี้แทนยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ในเมื่อรัฐบาลไทยมีภาระหนี้จำนวนมากที่ต้องจ่ายตามกำหนด แถมรัฐบาลยังต้องมีโครงการสาธารณูปโภคอีกมากมายที่ต้องเร่งทำ

รัฐบาลก็จำเป็นต้องหาเงินให้มากขึ้น แต่ที่ผ่าน ๆ มารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะไม่ค่อยกล้าแตะเรื่องขึ้นภาษี เท่าไหร่ เพราะกลัวจะเสียคะแนนนิยม เห็นมีแต่จะลดภาษีเพื่อเอาใจนายทุนพวกเดียวกัน

เช่น รัฐบาลยิ่งลักษณ์เคยลดภาษีนิติบุคคล อ้างเพื่อกระตุ้นการลงทุน แต่ที่ไหนได้ มันคือนโยบายผลประโยชน์ทับซ้อนที่พวกพ้องของตน กิจการของตนก็พลอยได้ผลประโยชน์ไปด้วย

แต่รัฐบาล คสช. อ้างว่า รัฐบาลนี้ไม่ต้องการคะแนนเสียง เพราะไม่ใช่รัฐบาลของพรรคการเมือง จึงขอลงมาปฏิรูปเรื่องภาษี แต่ก็ไม่วายโดนด่า โดยเฉพาะการจัดเก็บภาษีบ้านและที่อยู่อาศัย

เพราะที่ผ่านมา บ้านและที่อยู่อาศัยจะได้รับการยกเว้นการจัดเก็บภาษีมาตลอด ตามมาตรา 10 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475

มาตรา 10 โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆ ซึ่งเจ้าของอยู่เองหรือให้ผู้แทนอยู่เฝ้ารักษา และซึ่งมิได้ใช้เป็นที่ไว้สินค้าหรือประกอบการอุตสาหกรรม ท่านให้งดเว้นจากบทบัญญัติแห่งภาคนี้ตั้งแต่ พ.ศ. 2475 เป็นต้นไป

ซึ่งจากมาตรา 10 ก็เกิดการได้เปรียบของบรรดาเศรษฐีที่มีบ้านใหญ่โต แถมยังมีบ้านพักตากอากาศอีกหลายหลังที่ไม่ต้องเสียภาษี รวมถึงการซื้อบ้านเพื่อการขายเก็งกำไร

(เท่าที่ทราบ ภาษีบ้านและที่อยู่อาศัย รัฐบาลจะให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นจัดเก็บ เพื่อรัฐบาลกลางจะได้ลดภาระในการอุดหนุนงบให้กับองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ)

ถ้าตามหลักการว่า จะต้องเก็บภาษีบ้านและที่อยู่อาศัยนั้น ผมเห็นด้วย แต่วิธีการเก็บตามแนวทางของนายสมหมาย ภาษี ผมไม่เห็นด้วยเด็ดขาด

------------------------

การจัดเก็บภาษีบ้านต้องยึดขนาดที่ดินเป็นหลัก ไม่ใช่ยึดที่ราคาบ้านเป็นหลัก

เพราะบ้านคือปัจจัยพื้นฐานของครอบครัว รัฐบาลมีหน้าที่สนับสนุนให้ประชาชนมีบ้านเป็นของตัวเองโดยง่าย

ปัจจุบันนี้ บ้านขนาดไม่เกิน 50 ตร.วา ถือว่า เป็นขนาดที่พอเพียงสำหรับครอบครัวเดี่ยวขนาดเล็ก ๆ หรือถ้าจะให้สะดวกสบายขึ้นมาอีกนิด ก็อาจจะไม่เกิน 100 ตร.วา ซึ่งถือเป็นขนาดที่พอเพียงไม่ฟุ้งเฟ้อเกินไป

การที่รัฐบาลคิดจะเก็บภาษีบ้าน โดยยึดที่ราคาบ้านเป็นฐานคิดภาษี ถือเป็นการคิดที่ผิดมหันต์ เพราะคนเราจะมีบ้านสักหลัง ก็อยากจะทำให้บ้านน่าอยู่ที่สุดตามกำลังและตามอัตภาพ

เช่น บ้านขนาด 50 ตร.วา ถ้าเจ้าของเขาอยากจะสร้างให้ดีให้มีคุณภาพสูง จะให้สวยอย่างไร ในที่ 50 ตร.วา ก็ควรจะปล่อยให้เขาได้สร้างอย่างสบายใจ

ไม่ใช่ว่า พอสร้างบ้านดีเกินไป สวยเกินไป เดี๋ยวจะซวย เพราะจะโดนรัฐมาประเมินว่าบ้านราคาแพง ก็จะโดนเก็บภาษีแพงตาม

เท่ากับรัฐบาลกำลังจะปิดกั้นความสุขสบายและเสรีภาพของประชาชนในทางอ้อม

หลักการของการมีบ้าน หากเขามีบ้านที่ไม่ได้ใหญ่โต มีขนาดพอเหมาะพอควร ไม่ว่าจะมีบ้านอยู่ที่ใดในประเทศไทย ก็ควรได้รับการเก็บภาษีบ้านในราคาที่เท่ากัน โดยดูจากขนาดของบ้านไม่ใช่ประเมินราคาบ้าน

การที่รัฐจะประเมินราคาบ้านว่า บ้านจะถูกบ้านจะแพง มันต้องมีราคาที่ดินมาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งนั่นจะสร้างความไม่เป็นธรรมแก่คนไทยโดยรวม เพราะจะกลายเป็นว่า คนกรุงเทพฯ จะซวยที่สุดจากการที่ต้องซื้อบ้านและที่ดินแพงกว่าทุกจังหวัดอยู่แล้ว ยังต้องซวยเพราะโดนเก็บภาษีแพงหนักเข้าอีก เพียงเพราะเขาเป็นคนกรุงเทพ ฯ อย่างนั้นหรือ ?

คนกรุงเทพฯ จำนวนมากไม่ได้อยากอยู่กรุงเทพนะครับ แต่มันจำเป็นที่ต้องอยู่ต่างหาก

เช่น คนสีลมที่อยู่มาเก่าแก่กว่า 40-50 ปี มีบ้านและที่ดินขนาด 50 ตร.วา ตกทอดมาจนถึงลูกหลาน ถ้าเขารักษาบ้านขนาด 50 ตร.วาไว้จนวันนี้ได้ หากรัฐบาลมาประเมินราคาบ้านและที่ดินของเขาว่า ราคาหลังละ 50.5 ล้านบาท คือราคาที่ดิน 50 ล้านบาท เป็นตัวบ้านราคา 5 แสนบาท แล้วต้องโดนภาษี 0.1 % ก็เท่ากับต้องจ่ายภาษีบ้านปีละ 5 หมื่นบาทกระนั้นหรือ ? (แม้ต่อไปอาจกำหนดเพดานสูงสุดจ่ายไม่เกินปีละเท่าไหร่ก็ตาม)

แบบนี้เท่ากับบีบให้คนที่ไม่ได้ร่ำรวย แต่เผอิญอยู่มาเก่าแก่ในเขตที่ดินราคาแพงอยู่ต่อไปไม่ได้

หรืออย่างเช่น บ้านในแถบลาดพร้าว ที่เมื่อสัก 30 -40 กว่าปีที่ผ่านมา เป็นย่านที่บูมมากเรื่องบ้านจัดสรร ซึ่งมีหมู่บ้านหลายแห่งมีอายุไม่ต่ำกว่า 30 ปีมากมาย โดยมากบ้านจัดสรรขนาดนิยมสร้างที่สุดคือ 50 - 100 ตร.วา โดยราคาบ้านเมื่อ 30 กว่าปีก่อน ตกหลังละไม่กี่แสน

หลายบ้านที่มีอายุเกิน 30 ปีไปแล้ว หากบ้านไหนมีทุนทรัพย์มากพอ ก็มักจะทุบบ้านเก่าทิ้งแล้วสร้างบ้านใหม่ แต่ก็มีบ้านอีกจำนวนมากที่ไม่ได้ทุบสร้างใหม่ แล้วแบบนี้จะประเมินราคากันอย่างไร ?

เช่น บ้านที่อยู่ติดกันขนาด 50 ตร.วา บ้านนาย ก. เป็นบ้านเก่ากว่า 30 ปี ซื้อมาในราคา 2 แสนบาทเมื่อ 35 ปีที่แล้ว ขณะที่บ้านนาย ข. ที่อยู่ติดกันซื้อพร้อมกันในราคาเดียวกัน แต่ต่อมานาย ข.ได้ทุบบ้านเก่าอายุกว่า 30 ปีทิ้งไป แล้วสร้างบ้านใหม่บนพื้นที่เดิม โดยมีค่าก่อสร้างที่ 1.5 ล้านบาท

แล้วแบบนี้ ทางรัฐบาลจะประเมินราคาบ้านและที่ดินระหว่างบ้านของนายก. และนายข. อย่างไรจึงจะเกิดความยุติธรรม ?

ซึ่งในหมู่บ้านเก่า ๆ อายุเกิน 20 ปีขึ้นไป มีการทุบบ้านเก่าแล้วสร้างบ้านใหม่มากมาย แบบแปลนและความสวยงามก็ขึ้นอยู่กับกำลังทรัพย์ของแต่ละบ้าน

การที่รัฐบาลจะประมินภาษีด้วยการคิดจากราคาบ้าน จะเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ ความไม่เท่าเทียมกันอย่างแน่นอน และอาจเปิดช่องให้เกิดการทุจริตของเจ้าหน้าที่ที่มาประเมินราคาได้เช่นกัน

ดังนั้น ไม่ว่าใครจะสร้างบ้านแพง บ้านหรู บ้านเก่า หรือบ้านกระต๊อบ หากอยู่ในพื้นที่เท่ากันก็ควรคิดภาษีเท่ากัน จึงจะเป็นธรรมที่สุด 

เช่น ไม่ว่าบ้านจัดสรรขนาด 50 ตร.วา  จะอยู่ที่ศรีสะเกษ หรือจะอยู่ที่กรุงเทพฯ ก็ควรจะจ่ายภาษีบ้านที่อยู่อาศัยเท่ากัน

หากรัฐบาลจะประเมินภาษีจากราคาบ้าน ก็ทำให้หลายคนคิดว่า ชักไม่อยากสร้างบ้านใหม่ หรือซื้อบ้านใหม่ เพราะไหนจะภาระผ่อนราคาบ้าน ยังมาโดนซ้ำเติมจากภาษีบ้านราคาแพงอีก

------------------------

ตัวอย่างอัตราภาษีบ้านและที่อยู่อาศัย ในความเห็นของผม

ผมมองว่า การที่คนไทยจะมีบ้านขนาดไม่เกิน 50 ตร.วา ถือว่า พอเพียงไม่ฟุ้งเฟ้อ 

ที่จริง รัฐบาลควรยกเว้นภาษีบ้านที่เนื้อที่ไม่เกิน 50 ตร.วา ด้วยซ้ำ

แต่เพราะพลเมืองไทยทุกคนควรมีหน้าที่จ่ายภาษีบ้านและที่ดิน เพื่อผลประโยชน์โดยรวมของประเทศชาติ

ผมจึงเห็นว่า ถ้าบ้านขนาดที่ดินไม่เกิน 50 ตร.วา ควรคิดภาษีที่อัตรา ตารางวาละ 5 บาทก็พอ เพราะการที่จะให้พลเมืองไทยเสียภาษีในเรื่องใหม่ ก็ไม่ควรเริ่มต้นในอัตราที่แพงจนคนต่อต้าน

อัตราแนะนำภาษีบ้านและที่อยู่อาศัยทั้งประเทศเท่าเทียมกันในเขตเมือง ดังนี้

บ้านขนาดที่ดินไม่เกิน 50 ตร.วา ควรมีอัตราภาษีตารางวาละ 5 บาท (ตกปีละไม่เกิน 250 บาท)

บ้านที่ขนาดที่ดิน 50 ตร.ว.ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 100 ตร.วา ควรมีอัตราภาษีตารางวาละ 7 บาท  (ตกภาษีปีละไม่เกิน 700 บาท)
(หรือจะคิดอัตราขั้นบันได โดย 50 ตร.วา แรก ยังคิดที่อัตรา ตร.วา ละ 5 บาท)


บ้านที่ขนาดที่ดิน 100 ตร.วา ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 400 ตร.วา (1 ไร่) ควรมีอัตราภาษีตารางวาละ 10 บาท  (ตกภาษีปีละไม่เกิน 4,000 บาท)
(หรือจะคิดอัตราขั้นบันได โดย 100 ตร.วา แรก ยังคิดที่อัตรา ตร.วา ละ 7 บาท)

บ้านที่มีขนาดที่ดิน 400 ตร.วา ขึ้นไป อัตราภาษีตารางวาละ 20 บาท เป็นต้น และอาจคิดในอัตราภาษีก้าวหน้าขึ้นไปอีกในขนาดบ้านที่ใหญ่กว่า 2 ไร่ขึ้นไปเพราะใหญ่เกินความพอดีแล้วล่ะ 

 แล้วค่อย ๆ เพิ่มอัตราภาษีทุก ๆ 5 ปี


ากที่ผมยกตัวอย่างอัตราภาษีบ้านและที่อยู่อาศัยข้างต้นนั้น ผมว่า เป็นอัตราที่คนส่วนใหญ่น่าจะพอรับได้ เช่น ทาวน์เฮ้าส์ขนาด 30 ตร.วา ก็จ่ายแค่ปีละ 150 บาทเท่านั้น ซึ่งไม่ได้มากมายอะไร

แต่ถ้ารัฐบาล คสช. โดยเฉพาะท่านนายกฯ ประยุทธ์ ยังเห็นว่า อัตราภาษีที่ผมแนะนำยังแพงไป ก็ลดลงอีกก็ได้ หรืออาจจะเพิ่มกว่านั้นอีกนิดหน่อยก็ได้ เช่น บ้านขนาดไม่เกิน 50 ตร.วา อาจคิดภาษีอัตรา ตร.วาละ 10 บาทต่อปี เป็นต้น (แล้วขนาดพื้นที่อื่น ๆ ก็เพิ่มขึ้นเป็นอัตราละ 15 , 20 บาทตามลำดับ)

----------------------

เจ้าของบ้านเป็นผู้สูงอายุ ควรได้รับการยกเว้นภาษีบ้านที่อยู่อาศัย

เวลาเราจะออกกฎหมายหรือนโยบายอะไร สิ่งสำคัญที่สุด ควรนึกถึงคนที่เดือดร้อนที่สุดก่อนเสมอว่า พวกเขาจะได้รับผลกระทบอย่างใด

อย่างเช่น คนเฒ่าคนแก่ ผู้สูงอายุไทยจำนวนมากไม่ได้เป็นข้าราชการบำนาญ พวกเขาจึงไม่มีรายได้ หลายคนก็ไม่มีลูกหลานเลี้ยง หลายคนหวังอาศัยเงินเก็บออมมาตลอดชีวิตเพื่อใช้ให้เพียงพอยามบั้นปลายชีวิต

อยู่ ๆ อุตส่าห์ผ่อนบ้านมา 30 ปีจนเกษียณ แต่แล้วจู่ ๆ ยังโดนภาระเรื่องภาษีบ้านอีก แบบนี้คงได้อดตายก่อนแก่ตาย

ดังนั้น ผมจึงมีข้อเสนอว่า ผู้สูงอายุที่อายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป (เอกชนเกษียณอายุ) ที่เป็นเจ้าของบ้านมาไม่ต่ำกว่า 10 ปี ควรได้รับการยกเว้นภาษีบ้านหลังแรกในขนาดเนื้อที่ไม่เกิน....?? ด้วย (ส่วนบ้านหลังต่อไปไม่มีการยกเว้นภาษี)

ลองคิดดู รัฐบาลจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 600 บาท ปีละ 7,200 บาท ดันจะมาเอาภาษีกับคนชราคืนไปจากภาษีบ้านเสียแล้ว

เช่น ถ้าคนชราอายุ 60 ปี มีบ้านเนื้อที่ 100 ตร.วา ในกรุงเทพฯ มีราคาประเมิน ที่ 10 ล้านบาท (ซึ่งคิดจากราคาที่ดินเป็นส่วนใหญ่) ก็จะโดนภาษีไปปีละหมื่นบาทเข้าไปแล้วจริงไหม ? (อัตราภาษีของนายสมหมายคือ 0.1%ของราคาบ้าน ยังไม่ทราบราคาเพดานสูงสุด)

เท่ากับว่า เงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุปีละ 7,200 บาทก็ยังไม่พอจ่ายภาษีบ้านที่อยู่อาศัยเลย

ตัวอย่างเช่น ป้าแก่ ๆ คนนึงที่ผมรู้จักมานาน ป้ามีอายุ 79 ปี ป้ามีบ้านย่านปากทางลาดพร้าว ที่ดินเดิมก็เป็นบ้านของชาวนาเก่าต้้งแต่รุ่นพ่อของป้า โดยขนาดเนื้อที่บ้านป้าคนนี้คือประมาณ 1 ไร่ ก็อุตส่าห์รักษาที่ดินบ้านมาจนถึงวันนี้

แต่ราคาที่ดินตรงนั้น ตารางวาละ 1 แสนบาทขึ้นไป ลูกหลานที่อยู่ด้วยก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร แบบนี้คงโดนภาษีอ่วม ทั้ง ๆ ที่อยู่มาแต่เก่าก่อนกว่า 70-100 ปี

---------------------

สำหรับภาษีคอนโดมิเนียม

ความเห็นส่วนตัวผมนะ คนที่อยู่คอนโดมีเนียมไม่ได้ดีกว่าอยู่บ้านเลย (แม้หลายแห่งจะเป็นคอนโดหรูก็ตาม) เพราะไหนจะจ่ายค่าน้ำที่แพงกว่า ค่าส่วนกลางที่ส่วนใหญ่จะแพงกว่าค่าส่วนกลางของหมู่บ้าน แถมมีความเสี่ยงอันตรายมากกว่า (ยิ่งสูงยิ่งเสี่ยง) 

จริง ๆ อาจมองว่า ผู้อาศัยในคอนโดมิเนียมเป็นผู้เสียสละด้วยซ้ำ ที่เสียสละไปอยู่รวมกันเป็นจำนวนมากในที่ดินผืนเดียวกัน

คนที่อาศัยในคอนโดมิเนียม ในความเห็นส่วนตัวของผม เห็นว่า ควรเก็บภาษีคอนโดฯ ถูกกว่าภาษีบ้าน ครับ

---------------------

บทสรุปบทความ

บทความนี้ผมเขียนเฉพาะภาษีบ้านและที่อยู่อาศัยเท่านั้น ส่วนเรื่องภาษีที่ดินเปล่าประโยชน์ซึ่งควรเก็บมากที่สุด ผมยังไม่มีความเห็นอะไรในตอนนี้

แต่ผมเห็นด้วยที่ รัฐบาลจะเก็บภาษีบ้านและที่อยู่อาศัย เพื่อนำเงินไปพัฒนาประเทศให้ดีขึ้น แต่ที่เขาเกรงกันคือ เงินนั้นจะได้ประโยชน์จริงแค่ไหน จะไปอยู่ในมือข้าราชการที่โกงกินแค่ไหน (พวก อบต.จะมีเงินเที่ยวเมืองนอกมากขึ้นใช่ไหม)

และการที่รัฐบาลจะเก็บภาษีโดยคิดจากราคาบ้านเป็นหลัก ย่อมทำให้เกิดความลักหลั่นในราคาประเมิน และเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบซึ่งกันและกันในบ้านละแวกเดียวกันที่มีขนาดที่ดินเท่า ๆ กัน จนเกิดความไม่เป็นธรรม

หากเราคิดว่า คนเราทุกคนมีความเท่าเทียมกันที่จะมีบ้านและที่อยู่อาศัยได้ ก็ควรคิดฐานภาษีจากเนื้อที่ของบ้านเป็นหลัก เพื่อจะได้เกิดความเป็นธรรมที่สุด

สุดท้ายขอแนะนำว่า พื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ควรได้รับการยกเว้นภาษีบ้านและที่อยู่อาศัย

ส่วนคุณผู้อ่านมีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร ก็ลองแสดงความเห็นมาครับ ช่วย ๆ กันเสนอ ก่อนที่จะสายเกินไป

-----------------

รายการตอบโจทย์ 11 มีนาคม 2556 กับ นายสมหมาย ภาษี กรณีภาษีบ้านและที่อยู่อาศัย

ผมฟังแกพูดแล้ว ผมหงุดหงิดจริง ๆ




คลิกอ่าน ปฏิรูปภาษีที่ดินว่างเปล่าและการผ่อนบ้านที่เอาเปรียบคนไทยมานาน




วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2558

เซน เมจกา คนสวยอ่านข่าวที่น่ารัก เสียงหวานที่สุดแห่งปี 2558






(ยอดไลค์เดิม 127 ไลค์หายไปเพราะความไม่เสถียรของระบบ)


เมจกา สุพิชญางกูร เรียกว่า ผู้ประกาศสาวสวยคนนี้มาแรงจริง ๆ ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวาน ทำเอาผู้ชมรายการข่าวจำนวนมากที่เคยได้ชมเธออ่านข่าว ต่างต้องหลงรักเธอในทันทีที่ได้ดูเธออ่านเพียงแค่วันแรกเท่านั้น

ส่วนผมเองก็เป็นแฟนรายการข่าววันใหม่ ช่วงเวลาประมาณตี 1 ทางช่อง 3 มาหลายปีแล้ว แต่คราวนี้ ปี 2558 รายการข่าววันใหม่ได้มีผู้ประกาศข่าวสาวสวยคนใหม่ ที่ทั้งสวย ทั้งน่ารัก แถมเสียงเพราะเสนาะหูมาก ๆ อย่างน้องเซน เมจกา มาร่วมอ่านข่าวยามดึกด้วยแล้ว ก็เลยยิ่งทำให้อรรถรสในการรับชมข่าวยามดึก มีอะไรที่น่าติดตาม น่าฟัง น่าสนใจมากขึ้นแบบผิดหูผิดตาทีเดียว

เรียกว่า บรรยากาศสดใสในยามดึกเลย

น้องเซน เมจกา อ่านข่าวก็ชัดเจน หน้าตาก็น่ารักยิ้มแย้มแจ่มใส แถมกิริยาและรอยยิ้มของเธอก็ดูอ่อนหวานนุ่มนวลดั่งกุลสตรีที่งดงามสดใส

คือ คนจะงาม คนจะสวย ไม่ว่ากิริยา ท่าทาง ท่วงท่า แม้แต่รอยยิ้มก็งดงามไปหมด ทำอะไรก็น่ารักน่าเอ็นดูไปหมดทุกอย่าง

นอกจากรายการข่าววันใหม่ ช่อง 3 ตอนตี 1 ตั้งแต่คืนวันจันทร์ ถึงคืนวันเสาร์แล้ว น้องเซน คนสวย ก็ยังจัดรายการข่าวเช้าวันหยุด ในเช้าวันเสาร์ อาทิตย์ ตอน 6.55 - 07.25 ร่วมกับคุณปิยณี เทียนอัมพร ที่จัดร่วมกันในรายการข่าววันใหม่ด้วยกันเหมือนเดิม



คือ การจะเป็นผู้ประกาศที่เก่งและเด่นได้นั้น จะต้องมีองค์ประกอบหลายอย่างรวมกัน ซึ่งน้องเซน เมจกา มีครบทุกองค์ประกอบที่ทำให้แจ้งเกิดได้รวดเร็วมาก

สำหรับผม ผมให้น้ำเสียงของน้องเซน คือจุดเด่นที่สุด คือ เธอมีเสียงที่หวานน่ารัก มีเสน่ห์มาก ๆ จนหัวใจผู้ชายที่ได้ฟังคงใจละลายกันไปหมด ถ้าเจอสาวคนไหนที่มีน้ำเสียงแบบนี้มาออดอ้อน

สำหรับผมนะ ไม่ต้องดูเธออ่านข่าว ขอแค่ฟังเสียงเธออ่านข่าว ก็อิ่มเอมใจจนล้นแล้ว

คุณผู้อ่านไม่ต้องเชื่อที่ผมเล่า แต่

ผมอยากให้คุณผู้อ่าน ลองไปชมการอ่านข่าวของน้องเซน เมจกา สักครั้งว่า เพียงแค่ครั้งเดียวที่คุณรับชมเธออ่านข่าว คุณอาจต้องหลงรักเธอเหมือนอย่างที่ผมกำลังเป็น จริงหรือไม่ ?

โดยเฉพาะข่าววันใหม่ช่อง 3  ตอนดึก ทุกจันทร์ ถึง ศุกร์ คุณจะเห็นเธอทั้งนั่ง ทั้งยืน ทั้งยิ้ม ในการายงานข่าว โอย น่ารักงดงามสุดจะบรรยาย 

แต่สาวงามเมื่อแจ้งเกิดกับช่อง 3 ขนาดนี้แล้ว ก็ย่อมไม่พ้นสายตาของเสือ...อย่าง สรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ประกาศคนดังจอมขี้หลีคนนี้ไปได้






รูปด้านบนนี้ สรยุทธ ถาม คุณเอกราชว่า น้องเซนน่ารักไหม ?

คุณเอกราช ทำเก็กหล่อไม่กล้าตอบ แล้วแกล้งเปลี่ยนไปถามความหมายของชื่อ เมจกา หมายถึงอะไรแทน ?

น้องเซน ตอบว่า เมจกา แปลว่า เมฆ



ดูซิ ยามน้องเซนหัวเราะก็น่ารักเหลือเกิน แต่ดูในเรื่องเล่าเช้านี้ จะยังไม่เห็นความน่ารักแบบธรรมชาติสุด ๆ ของน้องเซนเท่าไหร่ เหมือนยังเกรง ๆ สรยุทธอยู่


เพราะในที่สุดน้องเซน เมจกา ก็ถูกสรยุทธดึงเธอไปร่วมงานในเรื่องเล่าเช้านี้ซะแล้ว โดยน้องเซนมาอ่านในวันที่ 9 ก.พ. 58 เป็นครั้งแรก แต่เป็นการอ่านข่าวต่างประเทศเฉพาะเช้าวันจันทร์เท่านั้น

แต่ใจจริงผมเชื่อว่า สรยุทธ คงอยากจะเขี่ยผู้ประกาศข่าวต่างประเทศผู้ชายตี๋เตี้ย อีกคนออกไปเลยด้วยซ้ำ แล้วให้น้องเซนมานั่งอ่านแทนทุกวัน 555 (คือถ้าผมเป็นสรยุทธนะ)

แต่ยิ่งไปกว่านั้น ผมยังเชื่ออีกว่า ถ้าวันใดน้องไบร์ทจะลาออกไปแต่งงานกับ โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ เสี่ยสรยุทธ คงทาบทามน้องเซน คนงามมานั่งอ่านข่าวแทนน้องไบร์ท อย่างแน่นอน เชื่อผมได้เลย !!

ราศีความงามของน้องเซน ระยิบระยับเหลือเกิน แต่สรยุทธก็ไม่พลาดที่จะต้องโอบไหล่น้องเซนซะหน่อย



น้องไบร์ท ประชันโฉมกับน้องเซนแบบจะจะ คลื่นลูกใหม่ย่อมมาแรงกว่า มันเป็นสัจธรรม



ถามว่า น้องเซน สวยน่ารักขนาดนี้ มีแฟนรึยัง ?

ตอบเลยว่า สวยน่ารักขนาดนี้จะรอดเหรอ ก็ดูดอกไม้ในวันวาเลนไทน์ที่น้องเซนได้รับสิ




โอย ขาสวยเหลือเกิน ใจละลายเลย



ส่วนรูปสุดท้ายของน้องเซนในบทความนี้ เป็นการจัดรายการข่าวเช้าวันหยุดเมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2558 ที่ผ่านมา

ซึ่งผมอยากจะบอกว่า วันนี้น้องเซนแต่งหน้าได้สวยมากกว่าทุกวันเลยครับ
http://imgur.com/XL11XmV,J8Kj6Ag,6h4ZYxB,lP571TD,RvYxVRN,MfsY9Fz,k6ceEks,iOWDckk,dKvhHPO,toSqaHJ,nZ0GQka,UelPkCL#10


ขอแถมอีกสักรูปนะ

แต่ถ้าน้องเซนดูสวยและดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด ก็ต้องหน้าตาและทรงผมแบบนี้เลย


http://imgur.com/cGkwuMV

หมายเหตุ สรยุทธ ไม่ยอมนำน้องเซน มาอ่านในเรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์ ในวันที่คุณกุ๊ก กฤติกาไม่ว่างมาจัด นั่นแสดงว่า กลยุทธ์ไม้กันหมาของผมใช้ได้ผล 5555

แต่ที่จริงผมสังเกตว่า ระยะหลัง ๆ  สรยุทธจะเลือกสาวที่มาช่วยอ่านข่าว หน้าตาจะต้องไม่ดูฉลาดจนเกินไป  (ยกเว้นคุณสู่ขวัญคนเดียว) ส่วนน้องเซน เมจกา มีหน้าตาที่ดูฉลาดมากไปหน่อย จึงไม่ค่อยเหมาะกับการอ่านข่าวประจำคู่กับสรยุทธ


ลองมาฟังเสียงหวาน ๆ ของน้องเซน ครับ



คลิกอ่าน ประเทศไทยน่าอยู่ขึ้นเมื่อเรื่องเล่าเช้านี้ไม่มี สรยุทธ