วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2557

การหายไปของช่องเติมผักสดในเซเว่นอีเลฟเว่น






นับตั้งแต่เซเว่นอีเลฟเว่น มีเบอร์เกอร์ ขายในร้าน ก็มีช่องเติมผักสดสำหรับเบอร์เกอร์มาตลอดไม่น่าจะต่ำกว่า 15 ปีมาแล้ว



แต่แล้วจู่ ๆ ในปี 2557 ช่องสแตนเลสสำหรับเติมผักสดก็ค่อย ๆ หายไปจากเซเว่นฯ ทีละสาขา ทีละสาขา จนสุดท้ายไม่เหลือหรอ (ถ้าที่สาขาไหนยังมีอยู่ก็นับว่าโชคดีมาก)

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณเดือนกันยายน 2556 ที่ผ่านมา ผมก็เพิ่งเขียนบ่นเรื่อง เบอร์เกอร์หมู ไก่ ของเซเว่นปรับราคาขึ้นไป จากราคาอันละ 20 บาท ขึ้นราคาเป็น 22 บาท

แต่แล้วพอมาปี 2557 นอกจากเซเว่นจะไม่มีผักสดให้ลูกค้าเติมฟรีแล้ว ก็ไม่เหลือเบอร์เกอร์ในราคาประหยัดอันละ 22 บาทอีกด้วย เพราะเซเว่นได้เปลี่ยนมาขายเบอร์เกอร์สำเร็จรูปแช่เย็นแทนตามรูปนี้



นอกจากจะไม่มีผักสดให้เติมแล้ว เบอร์เกอร์สำเร็จรูปราคายังแพงกว่าเบอร์เกอร์แบบเดิมในอดีตอีกด้วย ทั้ง ๆ ที่ปริมาณสินค้าไม่ได้มากไปกว่าสมัยอันละ 20 บาทเลย ออกจะน้อยกว่า เบากว่าด้วยซ้ำ

แปลความว่า เบอร์เกอร์เซเว่นสำเร็จรูป แพงกว่า แต่ห่วยกว่าเดิมครับ

มีผู้คนมากมายสงสัยถามหาผักสดในเซเว่นอย่างถวิลหา แต่สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าทำไมมันถึงหายไป

หลายคนให้ความเห็นว่า คงเพราะคนที่ไปซื้อมาม่าแบบถ้วยในเซเว่นแล้วไปเติมผักสดเสียจนแทบจะล้นถ้วยมั้ง ?

เพราะเวลาเติมน้ำร้อนในมาม่าแบบถ้วย ผักสดมันจะยุบตัวลง นี่หรือเปล่าที่ทำให้เซเว่นไม่อยากให้มีผักสดในร้านอีกแล้ว

ก็เพราะผักสดเติมฟรี เขามีไว้เฉพาะลูกค้าที่ซื้อเบอร์เกอร์กับไส้กรอกเท่านั้น 

จนถึงขนาดมีเซเว่นบางสาขา ถึงกับต้องติดป้ายห้ามเติมผักลงในมาม่า เพราะถ้าใครเติม ก็จะคิดราคาเพิ่มอีก 6 บาท


รูปจากเพจฮา ฮิบ ฮ๋าย

ลายคนก็แสดงความเห็นทำนองเข้าข้างเห็นใจเซเว่นว่า คงเพราะพวกที่เติมผักในมาม่า นี่แหละที่ทำให้เซเว่นเขาขาดทุน !?

คือ ถ้าเรามองอย่างให้ความเป็นธรรมแก่เซเว่น เราก็ควรเข้าใจนะว่า ผักสดเติมฟรีเขามีให้เฉพาะลูกค้าที่ซื้อเบอร์เกอร์ และไส้กรอกเท่านั้นที่เติมได้

หรือเผลอ ๆ ไส้กรอกอาจอนุญาตให้เติมเฉพาะซอสอย่างเดียว ส่วนผักสดไม่เกี่ยว (อันนี้ผมไม่แน่ใจ) แต่คนที่ไปซื้อไส้กรอกในเซเว่นก็มักเติมผักสดกันเต็มที่ด้วย

ซึ่งผมเคยเห็นลูกค้าหลายคนที่ซื้อไส้กรอกเซเว่น มักขอถุงเปล่าอีกใบต่างหากจากพนักงาน เพื่อจะไปใส่ผักโดยเฉพาะ

ถ้าลูกค้าทุกคนทำแบบนี้กำไรจากไส้กรอกก็ไม่เหลือน่ะสิ ก็เล่นใส่ผักสดซะเต็มถุง ซึ่งผมว่า ลูกค้าประเภทนี้ก็โลภมากเกินไป ออกเป็นชนิดลูกค้าเห็นแก่ได้

ลูกค้ามาม่าถ้วยก็เช่นกัน ผักเขาไม่ได้ให้เติมมาม่า แต่ก็เติมกันมาเป็นสิบ ๆ ปี ไทยแลนด์โอนลี่แหง ๆ

----------------

ถ้ามีผักสดเติมฟรี จะทำเซเว่นขาดทุนมโหฬารหรือไม่ ?

งั้นเรามาดู ปี 2556 ปีสุดท้ายที่ยังมีผักสดเติมฟรีในเซเว่นอีเลฟเว่น ว่า เซเว่นกำไรหรือขาดทุน ?




คงเห็นแล้วนะครับว่า ปี 2556 ปีที่เซเว่นยังมีผักสดให้ลูกค้าเติมฟรี เซเว่นก็ไม่ได้ขาดทุนอะไร แถมมีกำไรเพิ่มขึ้น โดยมีกำไรสุทธิ 10,537 ล้านบาท

ผมไม่รู้หรอกนะว่า ผักสดเติมฟรีที่ผ่านมา วัน ๆ นึง เซเว่นต้องใช้เงินซื้อมาวันละเท่าไหร่

ไม่รู้ว่าผักสดเติมฟรีทำให้เซเว่น ขาดทุนกำไรไปวันละเท่าไหร่ ?

คุณผู้อ่านลองนึกดูนะครับ เบอร์เกอร์ก็ขึ้นราคาเป็นอันละ 25 บาทแล้ว แต่กลับไม่มีผักสดให้ลูกค้าเติมเหมือนในอดีต

"เจ้าสัวธนินท์ และเจ้าสัวก่อศักดิ์ รวยมหาศาลขนาดนี้แล้ว แค่บริการผักสดให้ลูกค้าแค่นี้ ขนหน้าแข้งของพวกคุณไม่ร่วงหรอก คืนกำไรให้ลูกค้าบ้างก็ดี"

โอเคครับ ถ้าสาขาที่ซื้อแฟรนไชส์ไปทำ ก็เข้าใจว่า เจ้าของเขาคงไม่อยากขาดทุนกำไรในส่วนเรื่องผัก ตรงนี้

แต่สาขาที่เป็นของบริษัทซีพีออลล์ทำเองล่ะ ผักก็หายไปเหมือนกัน ผมว่า มันเป็นเรื่องนโยบายของบริษัทซีพีออลล์นั่นแหละ ที่ต้องการยกเลิกช่องเติมผักสด

คลิกที่รูปเพื่อขยาย


-----------------------

แฟมิลี่มาร์ท ยุคใหม่ 



แต่ที่แน่ ๆ มินิมาร์ทคู่แข่งที่กำลังมาแรง เพราะปรับปรุงรูปแบบการบริการและสินค้าใหม่ทั้งหมด อย่าง แฟมิลี่มาร์ท ยุคใหม่ ภายใต้การบริหารโดยกลุ่มทุนใหม่คือ กลุ่มเซ็นทรัล โดยบริษัทเซ็นทรัลแฟมิลี่มาร์ท ที่เข้าซื้อหุ้นกว่า 50% จากบริษัทสยามแฟมิลี่มาร์ท ผู้บริหารเดิม จึงทำให้ตอนนี้แฟมิลี่มาร์ทมีสินค้าหลากหลายขึ้น โดยเฉพาะอาหารอุ่นพร้อมรับประทาน แฟมิลี่มาร์ทก็มีไม่แตกต่างจากเซเว่นแล้ว

แถมมีอาหารพร้อมอุ่นที่หลากหลายกว่าเซเว่นแล้วด้วย ถ้าใครเคยลองเข้าไปแฟมิลี่มาร์ทในช่วงนี้คงรู้ดี

แต่ที่แน่ ๆ ผักสดสำหรับเติมเบอร์เกอร์และไส้กรอกของแฟมิลี่มาร์ท เขามียังมีให้ลูกค้าเติมเหมือนเดิมครับ ตามรูป

ช่องเติมผักสดในแฟมิลี่มาร์ท




จากที่ผมลองเข้าไปแฟมิลี่มาร์ท ผมว่า เขามีสินค้าที่หลากหลายแปลกใหม่ไม่แพ้เซเว่นแล้วนะ

คืออะไรที่เซเว่นมี แฟมิลี่มาร์ทก็มีเหมือนกัน เช่นมีอาหารพร้อมอุ่น หรืออาหารแช่แข็งที่หลากหลายกว่าด้วย

ตอนนี้แฟมิลี่มาร์ทเหลือเพียงสาขาที่ยังน้อยกว่าเซเว่น หรือยังมีทำเลที่ตั้งสาขาที่เสียเปรียบเซเว่นอยู่มาก

ซึ่งถ้าหากแฟมิลี่มาร์ทอยากจะมีลูกค้าเพิ่มขึ้น ก็ต้องเพิ่มสาขามาท้าชนเซเว่นได้แล้วครับ เพราะผมว่า ตอนนี้แฟมิลี่มาร์ทก็ไม่ได้ด้อยกว่าเซเว่นแล้วนะ 

ที่หมู่บ้านผม แฟมิลี่มาร์ทดันอยู่ท้ายหมู่บ้าน ซึ่งผมไม่ค่อยได้ผ่านไปแถวนั้น ก็เลยยังอุดหนุนเซเว่นหน้าปากซอยของเจ้าสัวจอมงกต่อไป

ใครสนใจเพจของแฟมิลี่มาร์ท เพื่อชมสินค้าใหม่ ๆ หรือโปรโมชันใหม่ ๆ ของแฟมิลีมาร์ท ก็ คลิกที่นี่ ครับ ส่วนเว็บแฟมิลี่มาร์ท ก็คลิกที่นี่

เพราะผมคิดว่า ถ้าแฟมิลี่มาร์ทมาเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของเซเว่นอีเลฟเว่นได้เมื่อไหร่ ก็น่าจะเป็นผลดีต่อคนไทยมากกว่า จริงไหม ?

แต่ไม่ว่าจะเซเว่นอีเลฟเว่น 7-11 หรือจะแฟมิลี่มาร์ท ก็เป็นแบรนด์จากต่างประเทศทั้งสิ้น

------------------

เบอร์เกอร์หมูของแฟมิลี่มาร์ท รสชาติห่วยแตก

ปกติผมไม่ค่อยได้เข้าแฟมิลี่มาร์ท มากนัก เพราะไม่ใกล้บ้าน

แต่มีครั้งนึงหลังจากเขียนบทความนี้ไปได้สัก 6 เดือน ผมเคยมีโอกาสไปซื้อเบอร์เกอร์หมูของแฟทิลี่มาร์ทครั้งนึงในปั๊มน้ำมันยี่ห้อนึง

เบอร์เกอร์หมูห่วยแตกมาก พนักงานเดินไปหยิบหมูมาจากตู้เย็นหลังร้านเอามาเวฟ จะเพราะรสชาติตัวเนื้อหมูห่วย หรือตู้เย็นไม่เย็นพอก็ไม่รู้ แต่เอาเป็นว่า วันนั้นผมซื้อเบอร์เกอร์หมู 2 อัน แต่กินอันแรกก็ไม่หมดก็ต้องทิ้งแล้ว ส่วนอันที่ 2 ก็ทิ้งตามไปด้วย

เพราะเบอร์เกอร์กลิ่นทแม่ง ๆ เหมือนหมูไม่สดหรือเก่า แถมตัวขนมปังก็เนื้อรุ่ยมาก ไม่แน่น

สรุปว่าห่วยทั้งเนื้อหมูและขนมปัง ดังนั้นผมเข็ดมาก ขยาดกับเบอร์เกอร์ของแฟมิลี่มาร์ทตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้สัก 1 ปี เบอร์เกอร์ของแฟมิลี่มาร์ทมีคุณภาพดีกว่านี้เยอะ
-------------------

ประวัติโดยย่อ เซเว่นอีเลฟเว่น

บริษัท เซเว่น แอนด์ ไอ โฮลดิ้งส์ จำกัด (ญี่ปุ่น) บริษัทแม่ของ 7-11 คอร์เปอรเรชัน (USA)



หมายเหตุ เซเว่นอีเลฟเว่น 7-11 ถือกำเนิดโดยบริษัทในสหรัฐอเมริกา แต่ต่อมาปี พ.ศ. 2533 บริษัทเซเล่นอีเลฟเว่น คอร์เปอเรชัน สหรัฐอเมริกา เกิดปัญหาทางการเงินอย่างหนักจนเริ่มเข้าสู่ภาวะล้มละลาย จึงถูกบริษัท Ito Yokadน ของญี่ปุ่นเข้าถือหุ้นใหญ่ 65% แล้วเข้าควบกิจการในที่สุดเมื่อปี 2534

ต่อมาในปี พ.ศ. 2548 บริษัท อิโต-โยคะโด ได้ก่อตั้งบริษัทเซเว่น แอนด์ ไอ โฮลดิงส์ และ เซเว่น อีเลฟเว่น ก็กลายเป็นบริษัทลูกของเซเว่น แอนด์ ไอ โฮลดิงส์ตั้งแต่นั้นมา

ส่วนเซเว่นอีเลฟเว่นในประเทศไทย บริษัท ซีพีเซเว่นอีเลฟเว่น (ปัจจุบันชื่อบริษัท ซีพีออลล์ จำกัดมหาชน) ได้ซื้อสิทธิประกอบกิจการจากเซเว่นอีเลฟเว่นคอร์เปอเรชัน สหรัฐอเมริกา เพื่อได้สิทธิประกอบการในไทยแต่ผู้เดียวตั้งแต่ปี 2531


คลิกอ่าน ถ้าบิ๊กตู่เชื่อเจ้าสัวธนินท์ คนจนจะยิ่งจน คนรวยจะยิ่งรวย






วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ถ้าบิ๊กตู่เชื่อคำแนะนำของเจ้าสัวธนินท์ คนจนก็ยิ่งจน คนรวยก็ยิ่งรวย







ที่ผ่านมา เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ออกมาแนะนำรัฐบาลไทยในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจทีไร เป็นการเสนอแนะหายนะให้คนไทย แต่เจ้าสัวและซีพีกลับรวยเอา ๆ

ตั้งแต่ทฤษฎี 2 สูง ที่ให้รัฐขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้แพง ให้ราคาข้าวเปลือกแพง แล้วเป็นไงล่ะ ?

ไหนเจ้าสัวเคยบอกว่า ถ้ารัฐบาลรับซื้อข้าวราคาแพงจากชาวนาไม่ไหว ซีพีจะขอซื้อเอง ?

แล้วตกลงซีพีเคยช่วยรับซื้อข้าวที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ซื้อมาจนขาดทุนป่นปี้บ้างรึยัง 

หรืออย่างเช่น เจ้าสัวเคยบอกให้รัฐบาล(ทักษิณ) ส่งเสริมคนไทยปลูกยางพาราเยอะ ๆ เพราะจีนจะรับซื้อยางพาราเป็นจำนวนมากอีกยาวนาน แล้วเป็นไงล่ะ ??


(ถ้าใครจำที่เจ้าสัวเคยสำรอกเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ 500 บาท กับเรื่องสนับสนุนคนไทยปลูกยางพาราไม่ได้ ก็คลิกอ่านที่นี่ครับ)


ทั้งหมดทั้งปวงที่เจ้าสัวธนินท์เสนอให้รัฐบาลไทยทำนั้น สุดท้ายคนไทยจนลง ประเทศจนลง ส่วนเจ้าสัวซีพีรวยขึ้น !!


แนะวิธีช่วยคนจน หรือช่วยซีพีรวย ??

คลิกที่รูปเพื่อขยาย


ล่าสุด เจ้าสัวธนินท์ ออกมาแนะวิธีช่วยคนจนให้แก่พลเอกประยุทธ์ ว่า

ให้ทุกบริษัทแจกเงินให้กับพนักงาน แล้วก็ลดภาษีเงินได้ ให้พนักงานไปช็อปปิ้ง บริษัทอย่าไปซื้อของให้พนักงาน ไม่ต้องให้บริษัทเอาเงินมาจัดงานให้พนักงาน แต่เอาเงินก้อนนี้แถมเพิ่มเงินพนักงานเข้าไปอีก แจกเป็นเงินให้พนักงาน ทำให้พนักงานมีความคิด ให้มีความอิสระของเขาเอง เพราะเขาต้องการจะซื้ออะไรเองอยู่แล้ว แล้วการซื้อของจะคึกคักกว่านี้อีก ถ้าให้เงินคนมีรายได้น้อย รู้ไหมเขาจะหมุนเงินใช้อีก 10 รอบ เขาจะซื้อของกิน ของใช้ ของที่เกิดจากประเทศ ไม่มีทางซื้อหลุยส์ วิตตอง กระเป๋าแพง ๆ หรอก แต่ถ้าเงินไปตกที่คนมีเงินอยู่แล้ว คนที่มีพร้อมทุกอย่างก็เอาเงินเข้าธนาคาร ก็ไม่เกิดการหมุนเงิน”

"คนมีรายได้น้อย ต้องทำให้มีรายได้มากขึ้น ซีพีก็ได้ประโยชน์ เพราะถ้าเขายากจน ซีพีก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน ถ้าเมืองไทยมีปัญหา ซีพีจะเสียหายหนัก จึงอยากจะให้ยกระดับคนรากหญ้าให้ดีขึ้น ให้ถูกต้อง ไม่ใช่เงินกระจุกอยู่กับคนร่ำรวยไม่มาก เงินก็ไม่กระจายคนมีเงินเอาไปฝากธนาคาร ถ้าให้เงินคนรากหญ้านะ บางอย่างหมุนเลย 10 รอบ จะกระตุ้นเศรษฐกิจ วันนี้นายกฯ ยังพูดถึงเรื่องหนี้ระยะสั้น กลาง ยาว ที่ต้องมีการวางแผน ทำอย่างไรให้เกิดห่วงโซ่ ไม่ใช่ต่างคนต่างไป"

(จริง ๆ แล้ว ที่เจ้าสัวแนะนำพลเอกประยุทธ์ ใช้คำว่า บริษัท นั่นคือเจตนาเลี่ยงบาลีของเจ้าสัวธนินท์)


คือผมแทบไม่ต้องอธิบายในสิ่งที่เจ้าสัวพูดอะไรเลย

เพราะสิ่งที่เจ้าสัวซีพีแนะนำนั้น ได้เผยธาตุแท้ของการพูดเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและของซีพีเป็นหลักทั้งสิ้น

ถ้าพลเอกประยุทธ์ ยังเชื่อทฤษฎีกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการให้คนไทยรากหญ้าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ก็เท่ากับเป็นการส่งเสริมให้คนไทยยิ่งจน

เพราะถ้ารัฐบาล คสช. มีเจตนายึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงในการบริหารประเทศจริง ๆ  รัฐบาลต้องสอนให้คนไทยหัดเก็บหอมรอมริบมากขึ้นต่างหาก ไม่ใช่กระตุ้นให้คนไทยเห่อตามกระแสซื้อของมันดะ ตามที่กิเลสต้องการ

หากเป็นรัฐบาลญี่ปุ่น เขาจะคิดหาทางกระตุ้นให้คนญี่ปุ่นที่ขยันอดออมจนมีเงินฝากสูงกว่าจีดีพีของประเทศหลายเท่าให้หัดนำเงินออกมาใช้จ่ายบ้าง ไม่ใช่เอาแต่ฝากเงิน

แต่รัฐบาลไทยที่ผ่าน ๆ มากลับคิดแต่จะกระตุ้นคนไทยรากหญ้า คนไทยส่วนใหญ่ที่ไม่ค่อยจะมีเงินออม แถมมีหนี้สินครัวเรือนสูงอยู่แล้วออกมาใช้จ่ายมาก ๆ  ซึ่งการใช้จ่ายของคนจนก็เพื่อให้กิจการห้างร้านของคนรวย รวยเอา ๆ นั่นแหละ

ก็อย่างที่เจ้าสัวธนินท์แนะนำที่ว่า คนรวยเขาคิดแต่จะออมเงินฝากเงิน ส่วนคนจนก็คิดแต่จะใช้จ่ายลูกเดียว

เห็นรึยังว่าความแตกต่างของคนรวย กับ คนจน มีสิ่งที่แตกต่างกันตรงไหน ?

นั่นคือ คนรวยต้องรู้จักเก็บออม ส่วนคนจนก็เอาแต่ขยันจ่ายเงิน ไงครับ

"ไม่ต้องให้บริษัทเอาเงินมาจัดงานให้พนักงาน" ประโยคนี้ของเจ้าสัวพูดยิ่งชัดเจน เพราะแม้กระทั่งงานเลี้ยงปีใหม่ประจำปีเพื่อความสุข ความสามัคคี เชื่อมความสัมพันธ์ของพนักงาน เจ้าสัวยังบอก ไม่ต้องจัด !!

เพื่อให้คนจนจะได้เอาเงินไปจับจ่ายใช้สอยในห้างร้านหรือสินค้าที่เจ้าสัวผูกขาดตลาดในหลาย ๆ อย่างไง ซึ่งนั่นก็คือ ยิ่งคนจนยิ่งจ่าย ซีพีก็ยิ่งรวย !!

(โลตัส แมคโคร เซเว่น ของเจ้าสัวทั้งนั้น ส่วนเฉพาะเรื่องโลตัสไว้ผมจะเขียนอีกที)


ถ้าอยากให้ประเทศไทยรวย มันต้องไม่ใช่การกระตุ้นให้คนจนใช้จ่ายเงิน แต่มันต้องไปกระตุ้นคนรวยใช้เงินแทนต่างหาก แล้วหาทางรีดภาษีจากสินค้าที่คนรวยชอบซื้อ มาจุนเจือสังคมจึงจะถูกต้อง

แต่ที่ผ่าน ๆ มา รัฐบาลไทยทุกรัฐบาล มันตกอยู่ในอำนาจในกำมือของพวกนายทุนคุมอยู่ทั้งสิ้น จึงมีแต่นโยบายกระตุ้นให้คนไทยระดับกลางและระดับล่างใช้จ่ายเงิน จนประเทศไทยมีหนี้ครัวเรือนสูงขึ้นมาก ส่วนการออมเงินของคนไทยกลับต่ำมาก ๆ  แถมยังหนี้นอกระบบที่ยังเป็นปัญหาที่แก้ยากเหมือนเดิม

หากพลเอกประยุทธ์ อยากให้ประเทศไทยเป็นชาติมหาอำนาจ ก็ต้องสอนให้คนไทยรู้จักออมเงินให้มากขึ้น ไม่ใช้สอนให้คนไทยเอาแต่ใช้จ่ายเงิน

รัฐบาล คสช. จงเดินตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง จงเดินสวนทางกับนโยบายของรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มา นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นที่ถูกต้องที่จะพาไทยไปเป็นประเทศมหาอำนาจที่ ประเทศมั่นคง ประชาชนมั่งคั่งอย่างยั่งยืน

ขออภัย คลิปอาจดูได้เฉพาะบนคอมพิวเตอร์ หรือถ้าจะดูคลิปบนยูทูปก็ตามลิงค์นี้ https://youtu.be/i5IsMJ3Q0ec

video




ตรรกะของเจ้าสัวซีพีคือ คนจนไม่ต้องออม แต่ให้มาจับจ่ายเงินซื้อของ ซีพีก็ได้ประโยชน์ด้วย


หลักการคิดแบบที่ผมอธิบายนั้น ผู้ทำกิจการค้าไม่ต้องตกใจไป เพราะหลักคิดก็เหมือนหลักการคิดแบบเกษตรยั่งยืนคือ ถ้าคิดปลูกเพื่อขายหวังเอาเงินเป็นหลัก สุดท้ายจะยากจน !!

แต่ถ้าคิดกลับกันคือ คิดปลูกไว้เพื่อกินก่อน เหลือจากกินค่อยนำไปขาย ถ้าทำแบบนี้เหมือนจะจน แต่กลับรวย !!

เช่นเดียวกัน ถ้าคิดจะให้เศรษฐกิจไทยดีแบบยั่งยืน ก็ต้องสอนให้คนไทยรู้จักการออมก่อน เมื่อคนไทยออมเงินได้มากขึ้น หนี้ครัวเรือนก็จะลดลง

เมื่อคนไทยปลอดหนี้ กำลังซื้อที่เคยต้องเอาไปใช้หนี้ หรือจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ ก็จะกลายมาเป็นกำลังซื้อที่ยั่งยืนแทน

ไม่ใช่เอาแต่สอนให้คนไทยเอาแต่จับจ่ายเงิน  เพราะเมื่อคนส่วนใหญ่มีเงินออมแล้ว กิจการค้าทั่วไปจะได้ผลพลอยได้คือ รวยไปด้วยแบบยั่งยืน

ดูตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นสิ ที่เห็นบอกเศรษฐกิจแย่ ๆ มาหลายปี แต่ที่แย่ก็คือ แย่แบบยังรวยเหมือนเดิม แย่แบบคนรวย


---------------------

ปิดท้ายด้วย นายกฯ พูดถึงเหตุที่มาม่ามียอดเจริญเติบโตน้อยที่สุดในรอบ 42 ปี

ขอย้ำว่า ยอดขายมาม่าไม่ได้ลดลง แต่เป็นอัตราการเติบโตของยอดขายที่มีอัตราเพิ่มขึ้นต่ำที่สุดในรอบ 42 ปี

ขออภัย คลิปข่าวอาจดูได้เฉพาะบนคอมพิวเตอร์ หรือถ้าจะดูคลิปบนยูทูป ก็ตามลิงค์นี้ https://youtu.be/i0RXFWtC8rU

video


ASTVผู้จัดการรายวัน - “ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์” เผย ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปปนี้โตแค่ 1.4% จากปีที่แล้วโต 7.5% ส่วนมาม่าเดี้ยงโตไม่ถึง 1% ต่ำสุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของบริษัท ฯ รอบ 42 ปี เหตุกำลังซื้อลดฮวบ เศรษฐกิจแย่ ดิ้นสารพัดทาง ตั้งเป้า 20,000 ล้านบาทใน 10 ปี

นายสุชัย รัตนเจียเจริญ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบะหมี่ กึ่งสำเร็จรูปตรา"มาม่า" เปิดเผยว่า ตลาดรวมบะหมี่กึ่ง สำเร็จรูปในไทยปี 2557 คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 15,400 ล้านบาท (แบ่งเป็นแบบถ้วย 30% และแบบซอง 70%) ซึ่งมีอัตราการเติบโตต่ำมากแค่ 1.4% เท่านั้นเอง ลดลงจาก ปีที่แล้วที่มีการเติบโตมากถึง 7.5% โดยประเภทซองตลาด รวมในประเทศทรงตัว ส่วนประเภทถ้วยมีการเติบโตที่ลดลง เช่นกันจาก 20.3% ในปีที่แล้วเหลือเพียง 7.95% ในปี 2557

สำหรับผลประกอบการของบริษัท ในปี 2557 นี้ คาดว่าจะมี รายได้รวม 10,186 ล้านบาท เติบโต 0.2% และคาดว่าจะมี กำไรสุทธิประมาณ 1,468 ล้านบาท คิดเป็น 14% ของรายได้รวม ขณะที่มาม่ายังคงเป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งมากกว่า 50%

นายพิพัฒน์ พะเนียงเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปีนี้ถือเป็นปีแรกของบริษัทฯที่ก่อตั้งมานานกว่า 42 ปี ที่มียอดขายรวมมาม่าเติบโตต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์คือไม่ถึง 1% อีกทั้งในแง่ของตลาดประเภทถ้วย ปรกติตลาดรวมจะเติบโต 2 หลักแต่มาปีนี้ตลาดรวมก็แย่เติบโตแค่หลักเดียว

******

ซึ่งถ้าฟังจากที่ท่านนายกฯ พูด เชื่อว่า ท่านนายกฯ มีความเข้าใจหลักการตลาดพอควร ท่านคงไม่หลงเชื่อคำแนะนำของเจ้าสัวซีพีทั้งหมด

ส่วนเศรษฐกิจที่ว่าแย่ มันก็แย่เหมือนกันทั่วโลก ให้สังเกตจากราคาน้ำมันที่ตกฮวบฮาบ คือดัชนีชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจโลกยังทรุดต่อไป

ตามหลักที่ผ่านมา ถ้าเศรษฐกิจทรุด มาม่าและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจะขายดี แต่ที่วันนี้เศรษฐกิจทรุด แต่มาม่าอัตราการเติบโตของยอดขายเหลือเพิ่มขึ้นไม่ถึง 1 %

สำหรับผม ผมมองเหมือนที่พลเอกประยุทธ์มองคือ คนไทยเบื่อกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกันแล้ว หรือจะแปลอีกอย่างก็คือ คนไทยรักษาสุขภาพมากขึ้น รู้ว่าการกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกยี่ห้อคือ อันตรายต่อสุขภาพนั่นเองครับ


----------------

ปัญหาของคนไทยไม่ใช่เรื่องใช้จ่ายเงิน แต่ปัญหาของคนไทยคือการไม่รู้จักออมเงินต่างหาก

มีหลายคนอาจเถียงว่า ก็อยากออมเงิน แต่ไม่มีเงินจะให้ออมจะให้ทำยังไงล่ะ?

ถ้าถามแบบนี้คล้ายถามหาเรื่อง แต่ผมจะขอตอบว่า บุคคลผู้มีปัญญาย่อมหาหนทางออมเงินได้เสมอครับ มันขึ้นอยู่กับว่า คุณอยากจะออมเงินจริง ๆ หรือไม่ ?

ในหลวงทรงแนะนำให้เริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยการทำบัญชีครัวเรือน

เริ่มต้นที่ จดบันทึกรายรับ-รายจ่ายในแต่ละวัน ทำไปเรื่อย ๆ แล้วนำมาทบทวนดูทุกวัน แล้วปัญญาจะเกิดขึ้นเองว่า เราจะออมเงินได้อย่างไร


ส่วนหนึ่งจากสุภาษิตสอนหญิงของ สุนทรภู่

คลิกที่รูปเพื่อขยาย

http://pantip.com/topic/32986012


แนะนำอ่านอ่านทุกบทความที่มีคนอ่านเยอะทางด้านล่าง

คลิกอ่าน ทฤษฎี 2 สูง ทฤษฎีหลอกลวงของเจ้าสัวธนินท์

คลิกอ่าน ไข่แพงเพราะซีพี

คลิกอ่าน จำนำข้าวจะถูกหรือแพง ซีพีก็ตีกินได้หมด

คลิกอ่าน เมื่อผักสดเติมฟรีในเซเว่นอีเลฟเว่นหายไป






วันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2557

งบประมาณเพื่อเทิดทูน พิทักษ์ สถาบันพระมหากษัตริย์ปี 2558 สูงเกินไปหรือไม่ ?






พวกล้มเจ้าและพวกที่ไม่จงรักภักดีสถาบันพระมหากษัตริย์ ชอบที่จะหยิบประเด็นเรื่อง งบประมาณแผ่นดินเพื่อเทิดทูน พิทักษ์ สถาบันกษัตริย์ มาโจมตีสถาบันฯ ทุกปี


แค่ชื่องบ อีปวิณก็บิดเบือนแล้ว

อย่างเช่นปีงบประมาณ ๒๕๕๘ นี้ งบประมาณเพื่อเทิดทูน พิทักษิณสถาบันพระมหาษัตริย์ มีมากถึง ๑๗,๒๖๘,๒๕๖,๒๐๐ บาท  (อ่านว่า หนึ่งหมื่นเจ็ดพันสองร้อยหกสิบแปดล้านสองแสนห้าหมื่นหกพันสองร้อยบาท)

เฉลี่ยวันละ ๔๗,๓๑๐,๒๙๐ บาท
ชั่วโมงละ ๑,๙๗๑,๒๖๒ บาท
นาทีละ ๓๒,๘๕๔ บาท
วินาทีละ ๕๔๗ บาท

แน่นอนคนไทยหนักแผ่นดินพวกนี้ มันไม่ต้องการให้มีสถาบันพระมหากษัตริย์บนแผ่นดินนี้อยู่แล้ว มันย่อมโจมตีว่า งบประมาณส่วนนี้แพงเกินไป

แต่ผมขอบอกก่อนว่า นี่ไม่ใช่เงินที่ให้ในหลวงนะครับ แต่เป็นงบประมาณที่แบ่งไปให้หน่วยงานราชการทุกหน่วยทั่วประเทศ เพื่อนำไปใช้ในกิจการที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ทั้งหมด

ถามว่า เงินงบประมาณหนึ่งหมื่นเจ็ดพันกว่าล้านบาท นี้ เป็นงบกี่เปอร์เซนต์เมื่อเทียบกับงบประมาณแผ่นดินประจำปี 2558 ?

ขอตอบว่า เป็นงบประมาณ ๖.๗ % ของงบประมาณแผ่นดินปี ๒๕๕๘ ครับ เพราะงบประมาณแผ่นดินปี ๒๕๕๘ มีจำนวนทั้งสิ้น ๒,๕๗๕,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (อ่านว่า สองล้านห้าแสนเจ็ดหมื่นห้าพันล้านบาท)

หากเรามองว่า เป็นงบประมาณเพื่อสถาบันหลักของชาติ อย่างเช่น สถาบันพระมหากษัตริย์ ใช้งบเพียง ๖.๗ % เท่านั้น ถ้าคนรักสถาบันพระมหากษัตรยิ์ก็คงมองว่า งบปกติ แต่ถ้าคนที่ไม่จงรักภักดี มันย่อมมองว่า สิ้นเปลือง

ทีนี้เรามาดูว่า มีหน่วยราชการใดได้งบประมาณเทิดทูนพิทักษฺสถาบันพระมหากษัตริย์ ไปหน่วยงานละเท่าไหร่ครับ


กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณ
มาตรา ๔ (๑) ค่าใช้จ่ายตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ๒,๕๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท
มาตรา ๔ (๒) ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินและต้อนรับประมุขต่างประเทศ ๘๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท

สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
มาตรา ๕ ข้อ ๑ (๑) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ๑๓๕,๙๔๖,๑๐๐ บาท

สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
มาตรา ๕ ข้อ ๔ (๑) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ๕,๕๖๑,๘๓๘,๘๐๐ บาท

สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม
มาตรา ๖ ข้อ ๑ (๓) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ๘๘๘,๗๙๔,๗๐๐ บาท

กรมราชองครักษ์
มาตรา ๖ ข้อ ๒ (๑) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ๖๑๙,๔๗๒,๗๐๐ บาท

กองบัญชาการกองทัพไทย
มาตรา ๖ ข้อ ๓ (๔) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ๙๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท

กองทัพบก
มาตรา ๖ ข้อ ๔ (๔) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ๓๐๙,๕๐๐,๐๐๐ บาท

กองทัพเรือ
มาตรา ๖ ข้อ ๕ (๔) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ๑๒,๒๔๖,๑๐๐ บาท

กองทัพอากาศ
มาตรา ๖ ข้อ ๖ (๔) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ๓๕,๓๐๐,๐๐๐ บาท

สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย
มาตรา ๑๗ ข้อ ๑ (๓) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ๗๐,๑๖๒,๘๐๐ บาท

กรมโยธาธิการและผังเมือง
มาตรา ๑๗ ข้อ ๖ (๓) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ๘๖๕,๓๐๐,๐๐๐ บาท

สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน
มาตรา ๑๙ ข้อ ๑ (๕) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ๕,๑๑๒,๐๐๐ บาท

กรมการจัดหางาน
มาตรา ๑๙ ข้อ ๒ (๔) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
มาตรา ๑๙ ข้อ ๓ (๓) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ๓๓,๘๗๒,๒๐๐ บาท

สำนักราชเลขาธิการ
มาตรา ๒๕ ข้อ ๑ (๑) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ๘๒๙,๕๐๓,๗๐๐ บาท

สำนักพระราชวัง
มาตรา ๒๕ ข้อ ๒ (๑) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ๓,๓๒๗,๐๕๕,๓๐๐ บาท

สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
มาตรา ๒๕ ข้อ ๔ (๑) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ๖๗๒,๐๔๙,๔๐๐ บาท

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
มาตรา ๒๕ ข้อ ๗ (๔) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ๕๐๑,๑๐๒,๔๐๐ บาท

------------------

จากที่ผมนำตัวเลขงบที่หน่วยงานราชการได้รับไป มีเพียงสำนักราชเลขาธิการ และสำนักพระราชวัง ที่เกี่ยวข้องกับพระบรมวงศานุวงศ์โดยตรง แต่นี่คือรวมเงินที่ถวายให้พระบรมวงศานุวงศ์ประจำปี เงินเดือนข้าราชการในสำนักพระราชวัง เงินซ่อมบำรุงพระราชวังต่าง ๆ ทั่วประเทศ เงินพระราชพิธีประจำปี และอื่น ๆ

คลิกอ่าน อำนาจหน้าที่ของสำนักราชเลขาธิการ

คลิกอ่าน อำนาจหน้าที่ของสำนักพระราชวัง

และ กรมราชองครักษ์ ได้งบประมาณปีละ ๖๑๙,๔๗๒,๗๐๐ บาทนั้น มีภารกิจก็คือถวายความปลอดภัยแก่พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ผู้แทนพระองค์ รวมถึงพระราชอาคันตุกะด้วย

คลิกอ่าน อำนาจหน้าที่ของกรมราชองครักษ์ 

ดังนั้น ถ้ารวมงบประมาณทั้ง 3 หน่วยงานคือ สำนักราชเลขาฯ สำนักพระราชวัง และกรมราชองครักษ์ ก็จะมีจำนวนทั้งสิ้น ๔,๗๗๖,๐๓๑,๗๐๐ บาท ซึ่งผมมองว่า ไม่ได้มากอะไร (น้อยกว่างบประมาณของสำนักพระพุทธศาสนา)


ส่วนงบค่าใช้จ่ายตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน ๒,๕๐๐ ล้านบาท นั้น ก็เป็นเงินที่นำไปบริหารจัดการหรือจัดสร้างโครงการตามแนวพระราชดำริทั่วประเทศเพื่อช่วยเหลือประชาชน ซึ่งเป็นโครงการของรัฐบาลไทย ไม่ใช่โครงการส่วนพระองค์ของในหลวงนะครับ

ทีนี้พวกไม่จงรักภักดี ก็จะเอาไปเปรียบเทียบกับงบประมาณในกระทรวงต่าง ๆ ว่างบประมาณเพื่อเทิดทูน พิทักษ์ สถาบันพระมหากษัตริย์สูงกว่างบในกระทรวงต่าง ๆ นั้นเช่น

งบประมาณแผ่นดินสำหรับรักษาเกียรติสถาบันกษัตริย์ (จำนวน ๑๗,๒๖๘,๒๕๖,๒๐๐ บาท : ปี ๒๕๕๘) มากกว่าเงินงบประมาณของ

- กระทรวงการต่างประเทศ (งบ ๘,๕๙๒,๙๕๙,๐๐๐ บาท)
- กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (งบ ๘,๓๐๒,๓๖๕,๙๐๐ บาท)
- กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (งบ ๙,๕๓๙,๐๔๗,๒๐๐ บาท)
- กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (งบ ๕,๗๒๓,๖๙๒,๒๐๐ บาท)
- กระทรวงพลังงาน (งบ ๑,๙๙๗,๐๑๒,๗๐๐ บาท)
- กระทรวงพาณิชย์ (งบ ๗,๓๔๑,๙๓๓,๐๐๐ บาท)
- กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (งบ ๘,๙๔๒,๖๙๔,๓๐๐ บาท)
- หน่วยงานของรัฐสภา (งบ ๖,๘๔๔,๗๑๖,๘๐๐ บาท)
- หน่วยงานอิสระของรัฐ (งบ ๑๓,๕๒๙,๘๔๙,๓๐๐ บาท)
- สภากาชาดไทย (งบ ๕,๙๘๑,๓๔๕,๓๐๐ บาท)
- สํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ๑,๔๒๗,๑๐๐,๐๐๐ บาท 
- สํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ๕,๑๒๑,๒๙๗,๓๐๐ บาท

คืออันนี้ผมว่าก็แล้วแต่คนจะมองนะครับ ถ้าคนที่มองว่าสถาบันพระมหากษัตริย์คือสถาบันหลักของประเทศสถาบันหนึ่ง ก็อาจมองว่า ก็สมเหตุสมผล

แต่ถ้าพวกไม่จงรักภักดี ย่อมมองว่า สูงเกินไปเหมือนเดิม

ถ้าถามผม ผมว่า ถ้าประเทศไทยไม่มีพวกล้มเจ้าหนักแผ่นดิน งบขนาดนี้ก็คงแพงไปหน่อยครับ แต่เผอิญพวกโง่ชั่วหนักแผ่นดินมันแพร่พันธุ์เร็วขึ้นเหมือนพวกอมีบ้า  ฉะนั้นงบปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ต้องเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวจริงไหม ?


ทีนี้ผมลองเปรียบเทียบกับเงินที่ขาดทุนเพราะโครงการจำนำข้าว ๖.๘ แสนล้านบาท ที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก่อหนี้ขึ้นภายใน ๒ ปีที่ผ่านมาล่ะ นี่มันเป็นจำนวนเงินสูงกว่างบเทิดทูนพิทักษ์สถาบันกษัตริย์ในปี ๒๕๕๘ ถึง ๔๐ เท่าเลยนะครับ ขอบอก

แต่พวกล้มเจ้าทั้งหลายกลับไม่สนใจเอาเรื่องรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในเรื่องนี้เลยแม้แต่นิดเดียว ??

ตรรกะพวกชั่ว "ทีรัฐบาลและสส. มาจากการเลือกตั้งทำนโยบายที่สร้างความเสียหายให้ชาติหลายแสนล้านกลับไม่ด่ารัฐบาลและพวกนักการเมือง แต่พอรัฐบาลและ สส. มาจากการเลือกตั้งอนุมัติงบเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ปีละหมื่นกว่าล้านกลับมาโทษสถาบันฯ ??"

ที่จริงประเด็นงบมาก งบน้อย ไม่ได้สำคัญเท่ากับ ได้นำงบไปใช้ให้เกิดประโยชน์แค่ไหน

หน่วยงานที่รับงบประมาณส่วนนี้ไป ได้ทำงานคุ้มกับงบที่ได้ไปหรือไม่ เพราะถ้าไม่คุ้ม ก็ต้องตรวจสอบให้หนัก หรือว่ามีการทุจริตในงบส่วนนี้หรือไม่ ?

ถ้ายังไง ขอฝากให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)ควรตรวจสอบงบประมาณส่วนนี้ให้มากขึ้นครับ ผมว่า งบประมาณตรงนี้มีจำนวนมาก อาจมีการทุจริตก็เป็นได้

คลิกอ่าน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558

------------------------

มขอสรุปบทความในช่วงแรกสักนิดนะครับ จริง ๆ แล้วงบประมาณเพื่อเทิดทูน พิทักษ์ สถาบันพระมหากษัตริย์ จะเป็นงบที่รัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้พิจารณา แต่เฉพาะงบประมาณปี 2558 เป็นเรื่องของรัฐบาล คสช. กับ สปช. พิจารณาลงมติ

ตารางเปรียบเทียบงบประมาณเพื่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี


ขอบคุณรูปจาก http://blogazine.in.th/blogs/phuttipong/post/5042

คือถ้าจะโทษว่างบประมาณส่วนนี้สูงเกินไป ก็ต้องโทษรัฐบาลและรัฐสภาในทุกรัฐบาล ที่เป็นผู้พิจารณาและลงมติครับ

กรุณาอย่าผลักเรื่องนี้มาลงที่สถาบันพระมหากษัตริย์

----------------------

ถ้าเปรียบเทียบกับราชวงศ์อังกฤษล่ะ

ที่จริงผมก็ไม่อยากนำไปเปรียบเทียบกับประเทศอื่น เพราะเรื่องของสถาบันของแต่ละประเทศก็มีวิถีและวัฒนธรรมประเพณีที่แตกต่างกัน แต่ผมก็จำเป็นต้องนำมาเปรียบเทียบโดยสังเขป เพื่อไม่ให้พวกชั่วนำไปเปรียบเทียบก่อน

ซึ่งผมว่า คุณผู้อ่านก็คงอยากรู้เหมือนกันใช่ไหมว่า ราชวงศ์อังกฤษเขาได้งบประมาณต่อปี ปีละเท่าไหร่ ก็ดูจากข่าวนี้ เป็นข่าวเมื่อปี 2556





ทางการอังกฤษเปิดเผยว่า งบประมาณประจำปีของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 จะถูกปรับเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 20 ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม เนื่องจากขณะนี้ ประเทศอังกฤษ กำลังเผชิญหน้ากับสภาวะเศรษฐกิจถดถอย

ในขณะที่พิธีพัชราภิเษก ของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งราชวงศ์อังกฤษ กำลังผ่านพ้นไปได้ไม่นาน ราชวงศ์อังกฤษ คงจะมีเรื่องที่น่ายินดีอีกครั้ง เมื่อทางการอังกฤษ ผ่านกฎหมายเพิ่มงบประมาณราชวงศ์อังกฤษประจำปีอีกร้อยละ 20 หรือคิดเป็นเงิน 1,800 ล้านบาท ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในปี 2556 ภายหลังจากที่งบประมาณราชวงศ์อังกฤษ อยู่ที่ 1,500 ล้านบาทมาตั้งแต่ปี 2553

ทั้งนี้ แถลงการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่รัฐบาลอังกฤษ เปิดเผยตัวเลขของงบประมาณสวัสดิการสังคม ที่จะถูกปรับลดลงติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี ภายใต้มาตรการรัดเข็มขัดของรัฐบาลอังกฤษ เพื่อต่อสู้กับวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังถดถอย ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมของนโยบายเพิ่มงบประมาณราชวงศ์อังกฤษดังกล่าว

ขณะที่ ทางการอังกฤษโต้แย้งว่า ถึงแม้เศรษฐกิจยังอยู่ในสภาวะถดถอย แต่ผลกำไรที่ได้จากทรัพย์สินของราชวงศ์อังกฤษยังมีตัวเลขที่สูงถึง 12,000 ล้านบาท โดยที่มาของรายได้ของราชวงศ์อังกฤษ ประกอบไปด้วยรายได้จากห้างสรรพสินค้า และไร่กังหันลมผลิตพลังงานไฟฟ้า รวมถึงค่าเช่าพื้นที่ใต้ท้องทะเลในชายฝั่งอังกฤษ และบรรดาบ้านเช่าสุดหรูใจกลางกรุงลอนดอน ดังนั้น ทางการอังกฤษจึงต้องการให้งบประมาณของราชวงศ์ที่รัฐบาลต้องจัดสรรให้นั้น สะท้อนความเป็นจริงของรายได้ทั้งหมด

ทั้งนี้ งบประมาณประจำปีของราชวงศ์อังกฤษบางส่วนมาจากเงินภาษีของประชาชน ซึ่งเป็นนโยบายที่มีมาตั้งแต่ปี 2303 ในสมัยของพระเจ้าจอร์จที่ 3 ซึ่งทำการรวมเอากำไรของราชวงศ์ทั้งหมดมาไว้ที่ท้องพระคลังของประเทศ แล้วจึงจัดสรรงบประมาณประจำปีให้แก่ราชวงศ์ในภายหลัง

อย่างไรก็ตาม สำนักพระราชวังของอังกฤษ มีความระมัดระวังอย่างยิ่งในการแจกแจงเงินรายได้ของสมเด็จพระราชินี ออกจากงบประมาณที่ได้รับจากเงินภาษี จึงมักมีการเข้าใจผิดถึงทรัพย์สินทั้งหมดของราชวงศ์อังกฤษ เพราะมักมีการนำสมบัติซึ่งเป็นของแผ่นดินอังกฤษ รวมเข้าไว้ในบัญชีทรัพย์สินของราชวงศ์อังกฤษด้วยาทิ เพชรยอดมงกุฏ และอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ

คลิกอ่านข่าวที่เกี่ยวข้องเรื่อง หน่วยงานอังกฤษเผยเงินพระคลังของควีนเอลิซาเบธเหลือเพียง 1 ล้านปอนด์


akecity ขออธิบายเสริม ถ้าเราสังเกตจากข่าวราชวงศ์อังกฤษนี้ จะเห็นว่า ผู้คนส่วนใหญ่รวมทั้งนิตยสาร FOBES ชอบนำสมบัติราชวงศ์อังกฤษในส่วนที่เป็นสมบัติของแผ่นดินอังกฤษ ไปรวมในบัญชีทรัพย์สินของราชวงศ์อังกฤษที่เป็นทรัพย์ส่วนพระองค์ จนเกิดความเข้าใจผิดว่า สมเด็จพระราชินีอังกฤษรวยติดอันดับโลก เช่น นำมูลค่าเพชรยอดมงกุฏ ฯลฯ ไปรวมในทรัพย์สินส่วนพระองค์ด้วย 

ก็เหมือนกรณีที่ FOBES มามั่วเรื่องทรัพย์สินของในหลวงไทย นั่นแหละครับ


หรืออย่างพระราชวังอิมพีเรียลของญี่ปุ่น เมื่อทศวรรษที่ 80-90 มีมูลค่าสินทรัพย์ที่ดินพระราชวังแพงกว่าอสังหาริมทรัพย์ในรัฐแคลิฟอร์เนียทั้งหมด ถ้าคิดแบบ FOBES ราชวงศ์ญี่ปุ่นมิรวยที่สุดในโลกเหรอ ?
อันนี้ผมแค่ยกตัวอย่าง เพราะความจริงมันไม่ใช่อย่างที่ FOBES มันคิดแล้วพวกล้มเจ้าเอามาโชว์กะลาาต่อไงครับ


เรื่องตรรกะพวกล้มเจ้าที่แกล้งยอราชวงศ์ญี่ปุ่นเพื่อเสียดสีสถาบัน ไว้ผมจะหาโอกาสเขียนหักล้างอีกทีครับ เรื่องนี้หักล้างไม่ยาก

-------------------------

สรุปท้ายบทความ

จากข่าวมีรายงานข่าวเรื่อง งบประมาณที่รัฐบาลอังกฤษให้ราชวงศ์อังกฤษ มีเพียง 1,800 ล้านบาทต่อปีนั้น เป็นเงินสำหรับพระราชินีอังกฤษและพระบรมวงศานุวงศ์ รวมทั้งค่าใช้จ่ายของพระราชวังบักกิ้งแฮม และพระราชวังวินต์เซอร์ เท่านั้น (ส่วนพระราชวังโฮลีวูด ในสก๊อตแลนด์ ไม่น่าเกี่ยวกับงบประมาณส่วนนี้) 

อันนี้คงต้องยอมรับว่า งบประมาณสำหรับราชวงศ์อังกฤษนับว่าน้อยจริง ๆ เมื่อเทียบกับอัตราค่าครองชีพของอังกฤษ

แต่สำหรับงบของราชวงศ์ของไทยเรานั้น ถ้าดูจากงบประมาณทั้ง 3 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง คือ สำนักราชเลขาธิการ สำนักพระราชวัง และกรมราชองครักษ์แล้ว แม้มีงบมากกว่าราชวงศ์อังกฤษก็ตาม แต่ผมเชื่อว่า งานของทั้ง 3 หน่วยงานนี้ รวมถึงพระราชกรณียกิจ และพระกรณียกิจของราชวงศ์ไทยที่ทรงทำเพื่อประชาชนมีมากกว่าราชวงศ์อังกฤษอย่างแน่นอน

หากเทียบกับพระราชกรณียกิจ และพระกรณียกิจต่าง ๆ ของพระบรมวงศานุวงศ์ในราชวงศ์ไทยทุก ๆ พระองค์แล้ว งบประมาณ 4 พันกว่าล้านของทั้ง 3 หน่วยงาน ก็ไม่ได้สูงมาก

แต่ถ้าอยากจะลด ก็ควรไปลดในงบประมาณเรื่องนี้ที่หน่วยงานอื่น ๆ ได้ไป ซึ่งเป็นเรื่องของรัฐบาลและรัฐสภา จะพิจารณานั่นแหละครับ

ผมเชื่อว่า ถ้าใครเห็นว่างบประมาณในส่วนนี้ที่หน่วยงานต่าง ๆ ได้ไปนั้นสูงเกินไป หรือนำไปใช้ไม่คุ้มค่าในเรื่องใด ก็ควรนำหลักฐานข้อมูลทั้งหมดไปยื่นเรื่องต่อ สตง. ให้ตรวจสอบการใช้งบ หรือยื่นเรื่องรัฐบาลและรัฐสภา ให้ลดงบประมาณลงก็ได้ ไม่ใช่เอาแต่อ้างมั่ว ๆ ว่า วิจารณ์ไม่ได้แล้วนำไปหลอกสาวกทั้งหลาย ให้เกิดความเข้าใจผิด

คลิกอ่าน  สิทธิของประชาชนตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.๒๕๔๐

(มีเพือนแจ้งทางเฟสบุ๊คผมว่า งบประมาณเรื่องสถาบันฯ ที่หน่วยงานต่าง ๆ ได้ไปนั้น  หลายเรื่องก็นำไปใช้ช่วยเหลือประชาชนแบบงบเร่งด่วน หรือซ่อมบำรุงกิจการสาธารณะในท้องถิ่นต่าง ๆ เพื่อประชาชนในนามของหน่วยงานนั้น ๆ อย่างกองทัพบก ก็มักจะโยกงบประมาณส่วนนี้มาใช้เพื่อช่วยเหลือประชาชนฉุกเฉินอยู่เสมอ เป็นต้น) 

หรือมีผู้อ่านบทความได้แสดงความเห็นเช่น




ซึ่งจริง ๆ แล้วถ้าจะเทียบระหว่างราชวงศ์ไทยและราชวงศ์อังกฤษ ก็ต้องนำอำนาจหน้าที่ และจำนวนข้าราชการของทุกหน่วยงานรวมกัน มาเปรียบเทียบกันระหว่างราชวงศ์ของทั้ง 2 ประเทศด้วยจึงจะเป็นธรรม ซึ่งผมเองก็ไม่ได้รู้ข้อมูลรายละเอียดในส่วนนี้

ถามว่า ทำไมผมถึงต้องเขียนบทความนี้ ?

ขอตอบว่า เพราะผมเชื่อว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยเรานั้น ตรวจสอบได้ สามารถวิจารณ์ได้ไงครับ เพราะผมไม่อยากปล่อยให้พวกชั่วคิดร้ายต่อสถาบันกษัตริย์เอาไปวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายเดียว จนอาจทำให้สังคมเข้าใจผิดได้ครับ

อย่างที่ผมเคยเขียนในบทความเรื่อง รู้ให้จริงเรื่องโครงการในหลวง ผมเคยเขียนไว้ว่า กษัตริย์อังกฤษและจักรพรรดิญี่ปุ่น เขาไม่ต้องเดือดร้อนออกมาช่วยเหลือประชาชนมากนัก เพราะรัฐบาลและนักการเมืองของทั้งสองชาตินี้เขามีคุณภาพ โกงกินน้อย

แต่สำหรับประเทศไทย มันไม่ใช่ !!!




คลิกอ่าน กรณีเงินพระราชทาน 200 ล้านให้ท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์ ตอกย้ำ สนง.ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไม่ใช่ของในหลวง


วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557

กรณีเงินพระราชทาน 200 ล้าน ตอกย้ำ สนง.ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไม่ใช่ของในหลวง






หลังจากมีเอกสารเรื่องเงินพระราชทานถูกเผยแพร่ ผมก็สองจิตสองใจว่า เรื่องจริงหรือไม่ ?

เพราะ เอกสารดูหลวม ๆ และไม่เป็นทางการ แต่มาคิดว่า ไทยรัฐ สื่อยักษ์ ทำไมกล้าลงเรื่องนี้

ผมเลยเขียนบทความนี้ตั้งแต่มีข่าว แต่ยังไม่ได้เผยแพร่บทความ เพราะรอยืนยันข่าวนี้ว่าจริงหรือไม่ก่อน

ต่อมาปรากฏว่า ตกลงเป็นเรื่องจริง เพราะ รมว.คลังได้ยืนยันออกมาแล้ว แต่ที่ รมว.คลังขอความร่วมมือว่า ไม่ควรเผยแพร่เอกสารฉบับดังกล่าวอีกนั้น

คลิกอ่านเอกสารชี้แจงของกระทรวงการคลัง

เรื่องนี้ผมขอคัดค้าน เพราะต้องยิ่งเผยแพร่สิ ทำไมต้องปกปิด เราควรเผยแพร่ เพื่อความโปร่งใส การแสดงความสุจริตใจย่อมเป็นสิ่งที่ถูกต้องกว่า

เพราะหากเรามองว่า เอกสารนี้ไม่ดี จะยิ่งเป็นการหมิ่นฯ พระองค์มากกว่า ดังนั้นเมื่อเอกสารถูกเผยแพร่ออกไปแล้ว เราก็ควรถือโอกาสอธิบายในสิ่งที่ถูกต้องให้สังคมได้เข้าใจครับ ไม่ใช่ปล่อยให้พวกหนักแผ่นดินเอาไปเล่นจนสังคมต้องเข้าใจผิด ๆ 

แต่จากกรณีเอกสารที่ดูไม่ค่อยเป็นทางการนั้น จึงแสดงว่า เป็นเอกสารขอร้องแบบส่วนพระองค์จริง ๆ

ถ้าจะโทษก็ต้องโทษไทยรัฐที่ลงหน้า 1 ฉบับวันอาทิตย์นั่นแหละ




-----------------------

เริ่มจากข่าวที่ออกบนหน้าสื่อในเช้าวันอาทิตย์ ที่ 14 ธ.ค. 57 ตามนี้


ต่อมามีรายงานเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. ว่า เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. มีหนังสือจากพระตำหนักจิตรลดารโหฐานที่ 48/73 ลงวันที่ 11 ธันวาคม พุทธศักราช 2557 ถึงประธานกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ความว่า

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า พระเจ้า วรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาในสมเด็จ พระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยาม มกุฎราชกุมาร เป็นลายลักษณ์อักษรว่า ขอพระราชทานกราบบังคมทูลลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ ความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว พระราชทานพระบรมราชานุญาต และสมเด็จพระบรม โอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎ ราชกุมาร ขอพระราชทานเงินจำนวน 200,000,000 บาท (สองร้อยล้านบาทถ้วน) เพื่อพระราชทานให้ใช้ในการดำรงชีพและดูแลครอบครัวต่อไป นั้นอนุญาต

โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ



ข่าวแนวหน้า และไทยรัฐรายงาน


การที่ในหลวงทรงขอนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ช่วยจ่ายเงิน 200 ล้านให้ท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์เป็นค่าเลี้ยงชีพนั้น (ตามที่สมเด็จพระบรมฯ ทรงทูลขอมาก่อนหน้านั้น)

นายกรัฐมนตรีผู้เป็นหัวหน้าคณะรัฐบาลซึ่งมีอำนาจในการสั่งการรัฐมนตรีคลัง ซึ่งมีฐานะเป็นประธานคณะกรรมการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์โดยตำแหน่ง ย่อมสามารถดำเนินการได้นะครับ อย่าสับสน

ในหลวงทรงขอ ย้ำว่า ทรงขอ นี่แสดงว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไม่ใช่ของในหลวง ในหลวงจึงต้องขอมาที่รัฐบาลก่อน แล้วรัฐบาลถึงส่งเรื่องไปที่ประธานคณะกรรมการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (รมว.คลัง) เพื่อให้อนุมัติอีกต่อนึง

จึงสรุปเป็นภาษาชาวบ้านว่า ในหลวงท่านทรงขอมาที่รัฐบาลผ่านไปยังประธาน สนง.ทรัพย์สิน ช่วยอนุเคราะห์ให้หน่อย

นี่จึงยืนยันได้ว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จึงไม่ใช่ของในหลวงภูมิพลฯ ตามที่ผมเคยเขียนไว้ในบทความเรื่อง สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไม่ใช่ของในหลวงภูมิพล

เพราะถ้า สนง.ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นของในหลวง ในหลวงก็สามารถสั่งจ่ายได้โดยตรงเลยไงครับ จริงไหม ?

ถ้าสนง.ทรัพย์สินเป็นของในหลวงจริงตามที่มีคนพยายามกล่าวหา ในหลวงก็คงไม่ต้องทรงขออนุญาตผ่านไปยังพลเอกประยุทธ แล้วนายกฯ ถึงส่งเรื่องไปที่ รมว.คลัง ในฐานะประธานสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ลงนามอนุมัติอีกทอดให้ยุ่งยากหรอกจริงไหม

----------------

ถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น 

สมมุติ ว่า ถ้าสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นของในหลวงจริง ในหลวงก็เพียงแค่สั่งไปยังผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ให้จ่ายเงินนี้โดยตรงเลยก็ได้ ไม่ต้องสั่งผ่านนายกรัฐมนตรีให้ยุ่งยากจนเป็นข่าว

สรุปง่าย ๆ คือ ในเมื่อในหลวงทรงขอมา แล้วเราคนไทยจะไม่ให้พระองค์ได้อย่างไร จริงไหมครับ


แล้วถ้าย้อนไปถามบรรพบุรุษผู้จงรักภักดีสถาบันกษัตริย์ ผู้ร่วมสร้างแผ่นดินนี้มาพร้อมกับพระมหากษัตริย์ ผมมั่นใจว่าบรรพบุรษไทยผู้จงรักภักดีสถาบันฯ ของผมย่อมยินดีถวายให้

เงินแค่ 200 ล้านบาทเพื่อให้ท่านผู้หญิงได้ดำรงชีพต่อไป ผมว่าน้อยเกินไปด้วยซ้ำ!!

สำหรับคนไทยจงรักภักดีอย่างผม ที่ถือว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินแผ่นดินนี้ด้วยคนนึง ผมยินดีถวายให้พระองค์ครับ

พวกหนักแผ่นดิน อกตัญญูแผ่นดิน กรุณาอย่ายุ่ง

--------------

เพิ่มเติม ขออธิบายตามข้อกฎหมาย

เนื่องจากเงินที่ในหลวงจะสามารถได้จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ทุกปีนั้น ได้ถูกกำหนดอยู่ใน มาตรา 6 พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์  ซึ่งจะเป็นเงินที่ต้องเหลือจากการหักค่าใช้จ่ายผูกพันตามมาตรา 6 แล้ว

ซึ่งหากยังมีเงินเหลือตามมาตรา 6 แล้ว ถึงจะนำถวายให้ในหลวง ใช้จ่ายตามพระราชอัธยาศัยต่อไป (แต่ถ้าปีใดเงินไม่เหลือก็จะไม่มีเงินถวายให้ แต่โดยปกติก็จะมีเงินเหลือทุกปี เพราะสำนักงานทรัพย์สิน ฯ บริหารจัดการดีมีกำไร มีเงินเหลือทุกปี)


ดูความในมาตรา 6 พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

มาตรา 6* รายได้จากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่กล่าวใน มาตรา 5 วรรคสองนั้น จะจ่ายได้ก็แต่เฉพาะในประเภทรายจ่ายที่ต้อง จ่ายตามข้อผูกพัน รายจ่ายที่จ่ายเป็นเงินเดือน บำเหน็จ บำนาญ เงินรางวัล เงินค่าใช้สอย เงินการจร เงินลงทุน และรายจ่ายในการพระราชกุศล เหล่านี้เฉพาะที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้วเท่านั้น

รายได้ซึ่งได้หักรายจ่ายตามความในวรรคก่อนแล้ว จะจำหน่าย ใช้สอยได้ก็แต่โดยพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่าในกรณีใด ๆ หรือโดยคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เฉพาะในกรณีที่เกี่ยวกับการ พระราชกุศลอันเป็นการสาธารณะหรือในทางศาสนาหรือราชประเพณี บรรดาที่เป็นพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์เท่านั้น


---------------

ตัวอย่างเช่น เงินที่มีผู้ทูลเกล้าถวายให้ในหลวงทุกกรณี จะต้องถือว่าเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ตามมาตรา 5 พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

ซึ่งเงินส่วนนี้ก็จะไปถูกฝากและถูกบริหารโดยสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไปก่อน

แล้วพอใช้จ่ายเงินตามภาระผูกพันธ์ตามมาตรา 6 แล้ว หากยังเหลือเงินอีกเท่าไหร่ก็จะทูลเกล้าถวายเพื่อใช้สอยตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่ากรณีใด ๆ (ก็จะกลายเป็นพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ต่อไป)


ล่าสุด คำตอบ นายกฯ ประยุทธ์ อธิบายว่า

นายกฯ ประยุทธ์ ตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่า ทรัพย์ในสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีหลายส่วน 



ถ้าฟังจากคำแถลงของท่านนายกฯ นั่นจึงแสดงว่า เงิน 200 ล้านบาท นี้จึงเป็นทรัพย์สินในส่วนของทรัพย์สินส่วนพระองค์ ที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จะต้องทูลเกล้าถวายในแต่ละปีตามมาตรา 6  อยู่แล้ว เพียงแต่ในหลวงทรงขอเบิกก่อนล่วงหน้า เพื่อให้ รมว.คลัง อนุมัติเท่านั้นเอง

คลิกอ่าน สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไม่ใช่ของในหลวงภูมิพล

คลิกอ่าน งบประมาณเพื่อเทิดทูน พิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ ปี 2558 สูงเกินไปหรือไม่ ?


วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2557

พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ ลาออกจากฐานันดรศักดิ์แล้ว






เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. ราชกิจจานุเบกษา ฉบับทะเบียนฐานันดรฯ ประเภท ข. เล่มที่ 131 ตอนที่ 29 ข. (12 ธันวาคม 2557) ประกาศเรื่องลาออกจากฐานันดรศักดิ์ ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยาม มกุฎราชกุมาร ได้นำความขึ้นกราบบังคมทูล สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยาม มกุฎราชกุมาร เป็นลายลักษณ์อักษรว่า ขอพระราชทานกราบบังคมทูลลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ ความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว พระราชทานพระบรมราชานุญาต ประกาศ ณ วันที่ 11 ธันวาคม พุทธศักราช 2557 เป็นปีที่ 69 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี




----------------------

ท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์

พลตรีหญิง ท่านผู้หญิง ศรีรัศมิ์ สุวะดี (เกิด: 9 ธันวาคม พ.ศ. 2514) หรือเดิม พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ภายหลังได้ลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ อันมีผลตั้งแต่วันที่วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2557

พระอิสริยยศ

นางสาวศรีรัศมิ์ สุวะดี (9 ธันวาคม พ.ศ. 2514 — 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544)

หม่อมศรีรัศมิ์ มหิดล ณ อยุธยา (10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544 — 15 มิถุนายน พ.ศ. 2548)

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ (15 มิถุนายน พ.ศ. 2548 — 11 ธันวาคม พ.ศ. 2557)

ท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์ สุวะดี (11 ธันวาคม พ.ศ. 2557 — ปัจจุบัน)


---------------

พระกรณียกิจสุดท้ายในฐานะพระองค์เจ้าศรีรัศมิ์



6 ธันวาคม 2557  พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จไปยังศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรีทรงเปิดงานมหกรรม "9 ปี สายใยรักแห่งครอบครัวฯ ปี 2557"

ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดขึ้นจนถึงวันที่ 14 ธันวาคมนี้ ภายใต้แนวคิด "สร้างสมดุล ค้ำจุนวิถีไทย ใช้หลักเบญจวิถี" เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร,พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ, พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา, พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ

พร้อมนำเสนอผลการดำเนินงานโครงการสายใยรักแห่งครอบครัวฯ ตั้งแต่เริ่มจนถึงปัจจุบัน ภายใต้การดำเนินงานตามหลักเบญจวิถีการพัฒนา ที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่นอกจากนี้ ให้กลุ่มสมาชิกนำผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการส่งเสริม และพัฒนา มาจำหน่ายเพื่อเพิ่มรายได้ และขยายตลาดให้กับกลุ่มอาชีพทั่วประเทศ อาทิ ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสาน อาหาร และเครื่องดื่มสมุนไพร







โดยมี นางดาริกา ปุณณกันต์ มารดาของนายพุฒิพงษ์ และนายดนุพร ปุณณกันต์ ในฐานะข้าหลวงใหญ่ประจำวังศุโขทัย ตามเสด็จในงานนี้


คลิปพระกรณียกิจสุดท้ายของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา


--------------------

สำหรับการนำเสนอข่าวพระราชสำนักนั้น จะงดขึ้นภาพของหม่อม เพราะถือว่าได้สละความเป็นพระราชวงศ์เป็นการเรียบร้อยแล้ว


"ที่จริงข่าวในพระราชสำนักงดออกข่าวหม่อม ตั้งแต่วันที 9 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันเกิดของหม่อม" akecity รายงาน

---------------------

ท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์ หย่าแล้ว

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงจดทะเบียนหย่ากับนางสาวศรีรัศมิ์ สุวะดี แล้วเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. ที่ผ่านมา

โดยมีองคมนตรีเป็นพยานในการหย่าครั้งนี้ โดยหม่อมกราบพระบาทแล้วขอทูลลา และไม่ขอรับใดๆ ทั้งสิ้น พร้อมถวาย "พระองค์ที" แก่สมเด็จพระบรมฯ ซึ่งแสดงถึงความคงไว้ซึ่งพระเกียรติยศในความเป็น "พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ" 

เดลินิวส์รายงาน

---------------------


ท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์ สุวะดี ทำบัตรประชาชนใหม่แล้ว



นางสาวศรีรัศมิ์ สุวะดี เดินทางไปทำบัตรประชาชนใหม่ ณ สำนักงานเขตดุสิต โดยสวมเสื้อสีเหลือง กระโปรงยาว มีสีหน้ายิ้มแย้ม ทักทายประชาชนทั่วไปที่มาติดต่อราชการด้วยอัธยาศัยไมตรี

ทั้งนี้บัตรประชาชนของท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์ ที่เดินทางไปทำใหม่นี้ มีรายละเอียดระบุในบัตร ชื่อตัวและชื่อสกุล ว่า น.ส.ศรีรัศมิ์ สุวะดี เกิดวันที่ 9 ธ.ค. 2514 ศาสนาพุทธ ที่อยู่ 149 หมู่ที่ 6 ต.วัดเพลง จ.ราชบุรี วันออกบัตร 11 ธ.ค.2557 วันบัตรหมดอายุ วันที่ 8 ธ.ค. 2566 มีนายกฤษฎา บุญราช เป็นเจ้าพนักงานออกบัตร





ได้มีการเผยแพร่ล่าสุดว่า ท่านผู้หญิงยังใช้ชื่อ ศรีรัศมิ์ ในบัตรประชาชนเช่นเดิม

แต่ท่านดูเข้มแข็งมากจริง ๆ คงเพราะท่านคงเข้าใจหลักสัจธรรมแห่งชีวิตมากแล้ว



สำหรับตำแหน่ง "ท่านผู้หญิง" นั้น จะใช้เรียกกับผู้ที่ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ตั้งแต่ชั้น "ทุติยจอมเกล้า" ขึ้นไป (ทจว.) ซึ่ง "ท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์ สุวะดี" ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นปฐมจุลจอมเกล้า (ปจ) ฝ่ายใน เมื่อกราบบังคมทูลลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์แล้ว จึงมีคำนำหน้าชื่อว่า "ท่านผู้หญิง" โดยอัตโนมัติ

แต่การเดินทางไปทำบัตรประชาชนใหม่ครั้งนี้ ที่ใช้ "น.ส." แทนคำนำหน้าเป็น "ท่านผู้หญิง" เพราะการทำบัตรประชาชนจะไม่ปรากฏคำนำหน้าเป็น "คุณ" หรือ "ท่านผู้หญิง" ตามสถานะการสมรสแต่อย่างใด

(ประเด็นนี้ผมขอแย้งตามที่สื่อลงเรื่องคำนำหน้านิดนึงครับ ผมเคยเห็นคนใช้คำว่า "คุณ" นำหน้าชื่อในบัตรประชาชนครับ แสดงว่า ถ้าท่านผู้หญิงอยากใช้คำว่าท่านผู้หญิงนำหน้าชื่อลงในบัตรประชาชน ก็น่าจะทำได้)

---------------------

บทสรุปท้ายบทความ

ผมอยากให้เราทุกคนมองเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นสัจธรรม

ประเทศไทยเรานั้นไม่เคยกีดกันผู้ใดให้ก้าวขึ้นสู่ฐานะที่สูงขึ้น หากผู้ใดมีความรู้ความสามารถ หรือประกอบคุณงามความดีจนเป็นที่ประจักษ์ ก็ย่อมมีโอกาสก้าวขึ้นสู่ฐานะที่สูงกว่าเดิมได้เสมอ

ประเทศไทยเรานี้ คนเป็นเด็กวัด ลูกเจ๊กลูกจีน ลูกแม่ค้า ลูกชาวนาชาวไร่ ก็สามารถยกระดับตนเองให้ก้าวขึ้นเป็นระดับผู้นำประเทศได้ เป็นนายกรัฐมนตรีประเทศนี้ได้

และเช่นเดียวกันหากกระทำผิด แม้แต่คนเป็นนายกรัฐมนตรีก็ยังเป็นนักโทษได้เช่นกัน

ฉะนั้น จงอย่าหลงเชื่อในวาทกรรมสร้างความแตกแยกแบ่งชนชั้น

จงรู้รักสามัคคี ผลประโยชน์ประเทศชาติต้องมาก่อน นี่แหละจึงได้ชื่อว่า ได้ทำหน้าที่พลเมืองที่ดีแล้ว

คนฉลาดและขยันในประเทศนี้ย่อมมีโอกาสร่ำรวยได้เสมอ มีแต่คนโง่และจนเท่านั้นที่เอาแต่โทษคนอื่น โทษสังคม ก่อนโทษตัวเอง

"ถ้าทุกคน ได้ทุกอย่าง ดั่งที่คิด 
สิ้นชีวิต จะเอาของ กองไว้ไหน
จะได้บ้าง เสียบ้าง ช่างปะไร
ได้เท่าไหร่ ก็เท่านั้น แหละท่านเอย"




-------------------

ล่าสุด ท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์ เขียนจดหมายถึงสื่อมวลชน ติดหน้าบ้านสุวะดี

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 17 ธ.ค. 57 

พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ แก้วผลน้อย รักษาราชการแทน ผกก. สภ.วัดเพลง จ.ราชบุรี ได้นำหนังสือที่เขียนด้วยลายมือของ ท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์ สุวะดี มามอบให้แก่สื่อมวลชนที่เฝ้าสังเกตุการณ์อยู่ที่หน้าบ้านพักของ ท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์ เลขที่ 149 หมู่ 6 ต.วัดเพลง อ.วัดเพลง จ.ราชบุรี โดยมีใจความว่า



“เราขอขอบพระคุณผู้สื่อข่าวทุกท่าน ที่ให้ความเป็นห่วงเป็นใย คอยติดตามมาเสมอ เราขอความกรุณาผู้สื่อข่าวทุกท่านด้วย ช่วงนี้เราขออยู่ปฏิบัติธรรมเงียบๆ ในบ้านหลังนี้ พร้อมครอบครัวด้วยความสงบค่ะ”

ลงชื่อ ศรีรัศมิ์ 17 ธ.ค.57

ทั้งนี้ทาง พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ แจ้งว่า จะนำหนังสือฉบับนี้ไปเคลือบพลาสติกแล้วมาติดไว้ที่ประตูบ้าน เพื่อแจ้งให้สื่อมวลชนทุกแขนงทราบและปฏิบัติตามต่อไป



สื่อมวลชนไทยควรหยุดไปเฝ้าหน้าบ้านของท่านผู้หญิงได้แล้วนะ ท่านอุตส่าห์ขอร้อง


คลิกอ่าน เงินพระราชทาน 200 ล้านบาทตอกย้ำ สนง.ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไม่ใช่ของในหลวง


วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2557

นพพร ศุภพิพัฒน์ กรณีตัวอย่างที่ว่า ตลาดหลักทรัพย์ไทยคือแหล่งฟอกเงินที่ดีที่สุด






ถ้าคุณผู้อ่านได้ตามอ่านบทความของผมมานาน ก็คงพอจะรู้ว่าผมเขียนบทความเกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์ไทยมาแล้ว 3 บทความ

1. การเก็งกำไรในตลาดหุ้นคือการพนัน เป็นอบายมุข ตอน 1

2. การเก็งกำไรในตลาดหุ้นคือการพนัน เป็นอบายุข ตอน 2 (เทคนิคการปั่นหุ้น)

3. คนรวยอวดหุ้น ก็เหมือนคนจนถูกหวย

ซึ่งทั้ง 3 บทความนั้น ผมพยายามจะบอกว่า ถ้าคุณไม่อยากเป็นเหยื่อให้พวกคนโกงเชือดคุณในตลาดหุ้น ก็อย่าไปเล่นหุ้นแบบเก็งกำไรเลย (ยกเว้นการลงทุนระยะยาว)

ผมไม่อยากให้คนไทยโลภมากหวังรวยลัดในตลาดหุ้นด้วยการไปเป็นแมงเม่าบินเข้ากองไฟ ซึ่งกองไฟนั้นก็คึอ พวกเซียนหุ้นทั้งหลายที่เขาทำกันเป็นขบวนการเพื่อหลอกให้คนโลภเข้าไปเป็นเหยื่อให้พวกเขาหลอกฟันไม่สิ้นสุด

---------------------------------------

ตลาดหลักทรัพย์ไทยคือแหล่งฟอกเงินที่ดีที่สุด

คุณผู้อ่านเคยสังเกตเหมือนที่ผมสังเกตไหมครับว่า เดี๋ยวนี้โครงการบ้านจัดสรรที่มีราคาหลังละ 50 ล้านขึ้นไปมันทำไมผุดขึ้นมากมาย แสดงว่า มีคนไทยที่เป็นเศรษฐีมากขึ้นใช่ไหม ?

โอเค คนไทยที่รวย ๆ มีมากมายขึ้นก็จริง แต่จะมีสักกี่คนที่กรมสรรพากรได้ไปสำรวจตรวจสอบว่า เขารวยเพราะอะไร ? รวยเพราะทำมาหากินบริสุทธิ์หรือไม่ ?

ผมเห็นข่าวแว่ว ๆ ว่า ตอนที่ คสช. ทำรัฐประหารใหม่ ๆ เห็นมีข่าวว่า ต่อไปจะให้มีการตรวจสอบเส้นทางการเงินของคนที่ซื้อรถแพงราคามากกว่า 10 ล้านขึ้นไปทุกราย หรือจะตรวจสอบเส้นทางของคนที่ซื้อบ้านราคาแพงกว่า 40 ล้านขึ้นไป

เพราะจากกรณีคดีรถซุปเปอร์คาร์ไฟไหม้ ที่เป็นข่าวดังไปเมื่อหลายเดือนก่อน บ่งชี้ว่า มีการหลีกเลี่ยงภาษีจากการซื้อรถหรูพวกนี้ และอาจรวมไปถึงการฟอกเงินด้วย แต่ข่าวที่ว่า จะมีการตรวจเส้นทางการเงินก็เงียบไปแล้ว..


ดีเจภูมิ กับลัมโบกนี

ดีเจภูมิ เคยเล่าในรายการเจาะใจไว้ว่า "ตอนผมมีเงินในธนาคาร 10 ล้าน ผมใส่กางเกงขาสั้นไปกินอาหารข้างทาง ไม่เคยมีใครชื่นชมผม 

แต่ผมพอซื้อรถซุปเปอร์คาร์คันละ 10 ล้าน จากเงินเก็บมาทั้งชีวิตของผมจนผมเหลือเงินแค่ 5 หมื่นบาทในธนาคารเท่านั้น ทีนี้พอผมใส่กางเกงขาสั้นไปกินอาหารข้างทาง มีแต่คนเขามาชื่นชมผมมากมาย กดไลค์เป็นหมื่น ๆ เช่น โหพี่ภูมิเขารวยขนาดนี้แล้วยังติดดินอีก , พี่ภูมิเขารวยแต่เขาไม่ถือตัวเลยนะ 

แต่ตอนผมที่ขับรถซิตี้คาร์คันละ 5 แสน บางทีผมใส่กางเกงขาสั้นไปเดินห้าง ยังโดนค่อนแคะเลยว่า แต่งตัวซกมก"

สิ่งที่ดีเจภูมิต้องการจะบอกก็คือ "คนไทย สังคมไทย เป็นสังคมที่ยกย่องคนรวย ขอให้คุณรวยเถอะ ไม่ว่าคุณทำอะไรก็ดูดีไปหมด ทั้ง ๆ ที่ คนที่ขับรถซุปเปอร์คาร์บางคน พวกคุณเคยรู้ไหมว่าเขาเอาเงินที่ไหนมาซื้อ ผมว่ารถบางคันเป็นเงินที่มาจากการฟอกเงินด้วยซ้ำ"  ดีเจภูมิกล่าวไว้เช่นนั้น

ที่ผมยกตัวอย่างเรื่องดีเจภูมิ มาให้อ่านก็เพื่อจะบอกว่า สังคมไทยเรานั้นมีข้อเสียตรงที่ชอบยกย่องชื่นชมคนรวยมากเกินเหตุ จนเป็นเหตุให้ใคร ๆ ก็อยากจะรวย เพราะรวยแล้วจะเป็นที่ยกย่องนับน่าถือตาของคนในสังคม

ดังนั้นเพื่อที่จะได้รวย เพื่อที่จะได้มีคนนับหน้าถือตา ก็เลยมีคนเลว ๆ พยายามทำทุกวิถีทางให้ได้มาซึ่งความร่ำรวยนั้น

--------------------

หรืออย่างเช่น คดีฆ่าหั่นศพครูสอนภาษาญี่ปุ่นที่เป็นข่าวดังเมื่อไม่นานมานี้ ผู้ต้องหาหญิงในคดีนี้เคยเป็นเมียชาวญี่ปุ่น และก็ฆ่าสามีชาวญี่ปุ่นเพื่อหวังได้เงินประกัน

มีสกู๊ปข่าวชิ้นหนึ่งได้รายงานว่า ที่บ้านแม่ของผู้ต้องหาหญิงคนนี้ในต่างจังหวัด เป็นบ้านที่ใหญ่โตกว้างขวาง รั้วและประตูใหญ่ของบ้านเป็นสแตนเลส ซึ่งบ่งบอกว่า เป็นคนมีฐานะพอควรในสังคมชนบท

ชาวบ้านที่นั่นต่างให้ความเห็นว่า ไม่อยากจะเชื่อว่า เธอจะกล้าก่อคดีนี้ได้ เพราะเธอเป็นคนใจบุญมาทำบุญที่วัด ช่วยงานบุญที่หมู่บ้านสม่ำเสมอ แจกเงินให้เด็กๆ ยากจนในหมู่บ้านเป็นประจำ

นี่ก็คือตัวอย่างว่า จะมีคนไทยจำนวนมากที่ทำทุกวิถีทางเพื่อให้รวย แม้เงินที่ได้มาจากการทำชั่วก็ตาม เพื่อจะได้เอาเงินไปทำบุญเอาหน้า เพื่อให้คนที่บ้านเกิดยกย่องสรรเสริญ

---------------

การฟอกเงิน ทำได้หลายทาง แต่ที่เนียนและดูดีที่สุดคือการเอาเงินไปเล่นหุ้น

เมื่อ 8 วันที่แล้ว หลังจากทราบเรื่องคดีส่วยหมื่นล้านของตำรวจใหญ่ ผมก็ได้เขียนบทความเรื่อง ต้องยึดทรัพย์ครอบครัวตำรวจในขบวนการส่วยหมื่นล้าน ซึ่งในบทความนั้นผมก็เขียนไว้นิดหน่อยเกี่ยวกับการจ่ายส่วยในรูปแบบต่าง ๆ และการเอาเงินจากส่วยไปฟอกในตลาดหุ้น

ผมเขียนไปได้อาทิตย์เดียว ก็มีกรณีตัวอย่างให้ผมได้เอามาเขียนบทความนี้จนได้





เพราะล่าสุดได้มีการออกหมายจับนายนพพร ศุภพิพัฒน์ มหาเศรษฐีไทยอันดับที่ 31 จากนิตยสารฟอร์บส์ 2557 เขามีอายุแค่ 43 ปี แต่เป็นประธานกรรมการบริหาร บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง บริษัทผลิตไฟฟ้าพลังลมรายใหญ่ของประเทศไทย ที่ถูกระบุว่าเป็นผู้จ้างวานให้อุ้มนักธุรกิจเพื่อลดหนี้ให้กับตนเอง ซึ่งในระหว่างการเจรจา มีการข่มขู่ผู้เสียหาย โดยการแอบอ้างเบื้องสูง

นายนพพร ศุภพิพัฒน์ คนนี้ถ้าจากตามรายงานข่าวก็บอกว่า เคยรวยมาจากตลาดหุ้น ซึ่งหลังจากนั้นก็เอาเงินที่รวยจากหุ้นไปลงทุนมากมาย ทำเจ๊งมีก็มีเยอะ เจ๊งแล้วก็มาเล่นหุ้นอีก พอรวยก็เอามาลงทุนกิจการใหม่ วนเวียนแบบนี้หลายกิจการ

แต่สุดท้ายก็มาลงตัวที่กิจการด้านพลังงานทดแทน เช่น พลังงานไฟฟ้าจากลม แล้วขายไฟฟ้าให้ กฟผ. ซึ่งนายนพพร มีเส้นสายใหญ่โตทั้งในวงการนักการเมือง วงการพลังงาน วงการทหาร และที่พลาดไม่ได้ก็คือ วงการตำรวจ !!

จากรายงานข่าวบอกว่า นายนพพร รวยจากหุ้นมาตั้งแต่วิกฤติปี 40 เมื่ออายุแค่ 21 เท่านั้น แถมเขายังถือหุ้นในบริษัทอีก 10 แห่งที่ไม่มีรายได้อีกด้วย ??

แปลกดีไหม ถือหุ้นในบริษัทที่ไม่มีรายได้ แต่นายนพพรกลับรวยเอา ๆ ๆ จนติดอันดับที่ 31 เศรษฐีไทยตามที่นิตยสารฟอร์บส์ไทยรายงานในปี 2557

ตอนนายนพพรในวัย 21 ปี เอาเงินที่ไหนมาเล่นหุ้นจนรวย ?? พ่อแม่รวยมากเหรอ ?ง่ายไปมั้ง ?

คำตอบคือ ไม่มีใครรู้แน่ชัด ? ทั้ง ๆ ที่ทำกิจการหลายอย่างลุ่ม ๆ ดอน ๆ เจ๊งไปก็มี แต่ก็รวยเอา ๆ

มีข้อสันนิษฐานเดียวที่ผมนึกได้คือ เขานำเงินผิดกฎหมายมาเล่นหุ้น แล้วคนจะรวยหุ้นได้ต้องมีเงินมากพอที่จะปั่นหุ้นให้เกิดกระแส

แล้วเงินที่ผิดกฎหมายจำนวนมากที่มาปั่นหุ้นเหล่านั้นได้มาจากไหนล่ะ ?

มันก็ต้องวนกลับไปที่นักการเมือง ตำรวจ ทหาร และมาเฟียในวงการต่าง ๆ นั่นเอง หรือพูดง่าย ๆ คือ มันน่าจะมีขบวนการที่ใช้เด็กหนุ่มที่หัวดีที่ฉลาดในเรื่องหุ้น ช่วยฟอกเงินให้

เพราะตลาดหุ้นไทยเขาปั่นหุ้นกันเป็นขบวนการ ยากที่จะตรวจสอบได้ง่าย ๆ อย่างที่เรียกว่า ปั่นหุ้นอย่างบูรณาการ นั่นเอง

ภาษาเซียนหุ้นในวงการเขาเรียกว่า "มือปืนรับจ้าง" คือพวกรับจ้างฟอกเงิน พร้อมทำกำไรจากหุ้นให้ผู้ว่าจ้าง หรือเรียกอีกแบบก็คือ นอมินี !!


ตัวอย่างเช่น ถ้าผมเป็นมาเฟียที่มีเงินสกปรกมาก ผมก็จะนำเงินสกปรกมาลงทุนในตลาดหุ้นไทยสักพัก แล้วผ่านไปไม่กี่วัน เงินสกปรกเหล่านั้นก็จะกลายเป็นเงินสะอาดทันที แล้วพอผมรวยโดยที่จะไม่มีใครสงสัย ??

ก็เพราะผมก็จะมีข้ออ้างง่าย ๆ และไม่ต้องมีใครมาตรวจสอบด้วย นั่นก็คือ ผมได้กำไรจากการเล่นหุ้น แถมไม่ต้องเสียภาษีจากการขายหุ้นที่ได้กำไรด้วย จึงไม่ต้องห่วงว่าสรรพากรจะมาตรวจสอบ เพราะขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ได้รับการยกเว้นการจัดเก็ยภาษี พอสิ้นปี ก็เสียภาษีรายได้ไปตามระเบียบแบบคนดี ๆ ทั่วไปเขาทำกัน

เห็นไหมครับง่ายจะตายไป ใคร ๆ ก็อ้างได้ว่ารวยจากการซื้อขายหุ้น มันง่ายจะตายไป แถมดูดี ดูเท่ ดูฉลาด ดูเก่ง ดูเป็นคนทันสมัยอีกด้วย 

แล้วพอรวยมากขึ้น ๆ ก็ยังสามารถปั่นหุ่นได้ง่ายขึ้นเช่นกัน นั่นก็คือ พอตั้งตัวเป็นเซียนหุ้นได้แล้ว ก็จะมีเหยื่อใหม่ ๆ ก็คือ แมงเม่าบินเข้ามาให้เซียนหุ้นเชือดได้สบาย ๆ เรื่อย ๆ ไม่มีสิ้นสุด เพราะขบวนการหลอกคน เอ้ย ชักชวนคนให้เข้ามาเล่นหุ้นมีมากมายในสื่อทุกสื่อ

แล้วสมมุติว่า ถ้าผมอาจรวยหุ้นสัก 100 ล้านบาท แต่ผมยังสามารถนำเงินสกปรกจากธุรกิจมืดหรือจากการคอร์รัปชันต่าง ๆ  เข้ามาผสมปนเปเข้าไปได้อีก จนสร้างภาพลักษณ์ให้ผมเป็นเซียนหุ้นพันล้านหมื่นล้านได้สบาย ๆ

แต่แน่นอน คุณต้องไม่โง่ที่จะฟอกเงินในตลาดหุ้นเพียงที่เดียวเท่านั้น เพราะมันเสี่ยงเกินไปที่จะมีคนสงสัย

แล้วทำยังไงดีล่ะ ?

ก็เอาเงินที่ผ่านการฟอกจากตลาดหุ้นแล้วไปลงทุนสร้างกิจการอะไรขึ้นมาก็ได้ อย่างเช่น ถ้าคุณอยากมีภาพลักษณ์หล่อ เท่ ดูดี คุณก็เอาเงินไปทำกิจการพลังงานทดแทน พลังงานทางเลือก ซึ่งมันจะทำให้คุณดูหล่อ ดูอนุรักษ์พลังงาน ดูเป็นคนรุ่นใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมขึ้นมาเลยทีเดียว

อย่างยุคนี้กิจการที่ดูเท่มาก ก็คือ โรงงานผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม นั่นเอง แล้วก็ไม่ต้องกลัวขาดทุนหรือเจ๊ง เพราะเงินที่ได้มาลงทุนมันก็ได้มาอย่างชิวชิว ถึงจะขาดทุนก็ไม่ต้องกลัว เพราะเดี๋ยวก็หาเงินจาก ระบบชิวชิว ผ่านการฟอกเงินอีกทอดในตลาดหุ้นไทย แล้วเอามาโปะในกิจการที่คุณเอาไปลงทุนจริงได้ตลอดเวลา




บริษัทวินต์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด กำลังมีโครงการว่าจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ในไม่ช้านี้ แต่เผอิญเกิดคดีนี้ขึ้นเสียก่อน ไม่งั้นคงมีแมงเม่าไทยโดนปั่นหัวอีกเยอะ เพราะตอนนี้กระแสที่เป็นแฟชั่นในตลาดหุ้นก็คือ โลกเรามีวิกฤติน้ำมันแพง ดังนั้นต้องเล่นหุ้นพลังงานทางเลือกไว้ก่อน เพราะมีอนาคตสดใสแน่นอน

คลิกอ่าน นายนพพรไม่ได้รวยจากการขายพลังงานไฟฟาพลังงานลม





ที่ผมยกตัวอย่าง นายนพพร ศุภพิพัฒน์  ก็เพราะมันเป็นตัวอย่างเดียวที่ถูกจับได้ในวันนี้ แต่ที่ผ่าน ๆ มายังมีผู้คนอีกเพียบครับ ที่ใช้การเล่นหุ้นเพื่อการฟอกเงิน

อย่างเช่น เป็ดเหลิม ที่รวยเหลือเกินมีรถราคาไม่ต่ำกว่า 40 -50 ล้านมากมายหลายคัน มันรวยมาจากไหน ?

ตอนเล่นการเมืองใหม่ ๆ เป็ดเหลิม อ้างกับสังคมว่า ตัวเองมีที่ดินมรดกพ่อแม่เยอะเลยรวย แต่นี่คือการอ้างที่ง่ายที่สุดในสมัยอดีต แต่จะอ้างว่ารวยจากการขายที่ดินอย่างเดียว มันก็ไม่ง่ายแล้วในวันนี้

แล้วทีนี้เป็ดเหลิมทำไงล่ะ ?

เป็ดเหลิมก็ส่งลูกชายเข้าไปฟอกเงิน เอ้ย !! ส่งไปเล่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไงล่ะครับ ซึ่งตอนนี้ใคร ๆ ในตลาดหุ้นก็รู้จักกันดี เซียนปื๊ดลูกเป็ดเหลิม

แต่ก็นั่นแหละ จะอ้างแต่กำไรจากเล่นหุ้นอย่างเดียวก็คงไม่เนียนพอ ก็ต้องเปิดกิจการอะไรบังหน้าไว้ด้วย เห็นว่า บรรดาลูกเป็ดได้เปิดกิจการคาร์แคร์ และไอทีมาร์ทและขายเครื่องใช้ไฟฟ้าบังหน้า ใช่ไหม ?

ะนั้นขอเพียงคุณมีเส้นสายการเมืองดี ๆ หรือถ้ามีอำนาจในรัฐบาลได้ด้วยยิ่งดี  คุณจะเล่นหุ้นยังไงก็ไม่มีวันขาดทุนครับ ซึ่งผมได้อธิบายไปแล้วในบทความเก่า ๆ ว่า เขาใช้อำนาจทางการเมืองในการเล่นหุ้นปั่นหุ้นกันอย่างไร ?


--------------------------------

ก่อนจบบทความ ผมขอทิ้งท้ายคำถามดี ๆ เกี่ยวกับหุ้น ที่มีคนถามคุณสุนันท์ ศรีจันทรา เซียนรู้ทันกลโกงหุ้นดังนี้ครับ

คำถามแรก



คุณสุนันท์ ศรีจันทรา ตอบว่า "สุดยอดจริงครับ คุณคงป็นคนที่ติดตามสถานการณ์บ้านเมือง และมีความรู้ความเข้าใจเรื่องตลาดหุ้นดีพอสมควร
แต่คนที่รู้ดี รักดีในการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ มักจะไม่ได้ดี แต่อย่าท้อใจนะครับ สู้ๆ สักวันจะสมหวัง เห็นความเป็นธรรมในทุกด้านของประเทศนี้"


คำถามที่ 2 


คุณสุนันท์ ศรีจันทรา ตอบว่า "เข้าใจวาการเก็บภาษีหุ้น โดยผ่อนปรนสำหรับการลงทุนระยะยาวนั้น มีหลายประเทศ แต่ประเทศไทย พอจะเก็บภาษีทีไร มีกระแสตอบโต้ จนทุกรัฐบาลกลัว กลัวตลาดหุ้นจะตก จึงไม่เคยมีรัฐบาลใดเก็บ
ถ้าเก็บภาษีกำไรจากการลงหุ้นในระยะสั้น จะลดการเก็งกำไรระยะสั้น และจะส่งเสริมการลงทุนระยะยาว นักปั่นหุ้นก็ลำบากครับ เพราะปั่นมาได้ ต้องจ่ายภาษีหนัก เนื่องจากนักปั่นหุ้น จะล่อให้นักลงทุนแห่เข้าไปเก็งกำไรระยะสั้น และนักปั่นถือโอกาสขายทิ้ง ก่อนไปปั่นหุ้นตัวอื่นต่อ"


จากคำถาม 2 คำถาม ที่ผมยกมาให้ดูเป็นตัวอย่าง ก็เพื่อจะบอกว่า ตลาดหุ้นไทยยังเป็นแหล่งฟอกเงินที่ดีที่สุดของพวกคอร์รัปชัน และพวกมาเฟียทั้งหลาย

เคยสังเกตไหมครับว่า ในแต่ละวันนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาซื้อขายหุ้นมีมากกว่าคนไทย ทั้ง ๆ ที่เศรษฐกิจไทยตอนนี้แย่มาก การส่งออกติดลบ การท่องเที่ยวก็หดตัวไม่โตเท่าที่ควร แถมยอดขาดดุลการค้าไทยก็เพิ่มขึ้นตลอด แปลความง่าย ๆ ก็คือ ประเทศไทยกำลังแย่ แต่ก็มีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนมากกว่าคนไทยด้วยกันทุกวัน

ผมจึงอยากจะบอกว่า เงินจากนักลงทุนต่างชาติเหล่านั้น ส่วนหนึ่งก็คือ บริษัทนอมินีของคนไทยทั้งนั้นแหละครับ ที่เอาเงินเข้ามาลงทุนหรือเอามาฟอกผ่านตลาดหุ้นไทย เพราะถ้าเอาไปฟอกผ่านตลาดหุ้นชาติอื่น มันก็เสี่ยงที่จะถูกตรวจสอบได้ เพราะตลาดหุ้นของประเทศอื่นเขาไม่ห่วยเหมือน....  แต่ตลาดหุ้นไทยมัน ชิวชิว ไงครับ

เพราะทั้ง กลต. ทั้งพวกบริษัทโบรกเกอร์ไทย ต่างเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัวกันทั้งสิ้น เขาชอบที่จะให้มีคนมาลงทุนในตลาดหุ้นไทยเยอะ ๆ แล้วก็แกล้งเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ซะ เพื่อพวกเขาจะได้ร่วมกันเสพสุขกับเม็ดเงินมหาศาลที่เข้ามาลงทุนเหล่านั้นด้วย

ดังนั้นมีคนเคยเสนอให้เก็บภาษีจากการขายหุ้นระยะสั้น ส่วนหนึ่งก็เพื่อสกัดกั้นการปั่นหุ้น การฟอกเงิน ให้ลดลงไปด้วยในตัว

แต่ก็นั่นแหละ พวกที่เสียผลประโยชน์จากการที่ไทยจะเก็บภาษีจากการขายหุ้นก็มีเยอะ จึงดาหน้ากันคัดค้านอ้างโน่นอ้างนี้ ตามที่คุณสุนันท์ตอบไปนั่นแหละ

ทั้ง ๆ ที่ถ้าเก็บภาษีจากการขายหุ้นระยะสั้น จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนส่วนรวมมากกว่า

ถึงเวลาต้องปฏิรปตลาดหลักทรัพย์ไทยและการซื้อขายหุ้นได้แล้ว !!


คลิกอ่าน ใครคือตัวต้นเหตุความยากจนของเกษตรกรไทย