วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

จับกุมคนในตระกูล อัครพงษ์ปรีชา คือผลงานยอดเยี่ยมของ คสช.






หลังจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จับกุมและทลายขบวนการส่วยหมื่นล้านแอบอ้างเบื้องสูงได้จนเป็นข่าวใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์คดีส่วยของไทยแล้ว

แต่กระนั้นก็ตามแค่การจับนายตำรวจใหญ่ฝีมือดีที่เป็นหัวหน้าขบวนการอย่าง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ นายตำรวจฝีมือดีที่ทำคดีใหญ่ ๆ สำคัญระดับชาติได้มากมายได้นั้น ก็ยังไม่ใช่เรื่องที่น่าทึ่งเท่ากับการจับกุมผู้ร่วมในขบวนการนี้ที่ใช้นามสกุลพระราชทาน ก็คือ ผู้ต้องหาในนามสกุล อัครพงษ์ปรีชา 

ถือว่า นี่คือผลงานที่สุดยอดของรัฐบาล คสช. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติจริง ๆ ที่ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมใด ๆ ไม่ว่าคุณใหญ่ขนาดไหน ก็จับได้ทั้งนั้น

จนมาวันนี้ได้มีประกาศจากราชเลขานุการในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ ประกาศออกมาว่า ได้มีคำสั่งยกเลิกชื่อสกุลพระราชทาน "อัครพงษ์ปรีชา" ตามเอกสารนี้ โดยให้คนในตระกูลนี้กลับไปใช้นามสกุลเดิม คือ "เกิดอำแพง"

แต่ล่าสุด ทาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตรวจพบว่า ชื่อสกุลเดิม คือ สุวะดี



จึงทำให้ผู้คนมากมายสงสัยว่าสกุล อัครพงษ์ปรีขา นามสกุลพระราชทานนี้เป็นของใคร แล้วทำไมคนในตระกูลนี้กลับไปทำเรื่องที่ร้ายแรงเช่นนี้ได้ ?

คำตอบก็คือ ผู้ต้องหาทั้ง 5 คนในตระูกูลอัครพงษ์ปรีชา เป็นญาติสนิทของพระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา ฯ นั่นเอง

โดยเฉพาะ นายณัฐพล อัครพงษ์ปรีชา หรืออดีตว่าที่ พ.ต.ณัฐพงษ์ อัครพงษ์ปรีชา อายุ 29 ปี เขาเป็นน้องชายแท้ ๆ ของพระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ฯ

โดยยังมีคนในตระกูลนี้อีก 2 คน คือ นายณรงค์ อัครพงศ์ปรีชา อายุ 41 ปี, นายสิทธิศักดิ์ อัครพงศ์ปรีชา อายุ 24 ปี ซึ่งเป็นญาติกันโดนจับในคดีนี้ด้วย


นายณัฐพล อัครพงษ์ปรีชา หรือนามสกุลเดิมคือ นายณัฐพล สุวะดี


คลิกที่รูปนี้เพื่อขยาย


ซึ่งต่อมา หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ได้มีคำสั่งปลดข้าราชการ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ออกจากราชการ ประกอบด้วย ว่าที่ พ.ต.ณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา ผู้ช่วยนายทหารธุรการ และจ่าสิบเอกสิทธิศักดิ์ อัครพงศ์ปรีชา เสมียนกองบังคับการ สำนักงานฝ่ายเสนาธิการ ในพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร

ด้านสำนักพระราชวัง มีคำสั่งไล่ออกจากราชการ นายณรงค์ อัครพงศ์ปรีชา ข้าราชการพลเรือนในพระองค์ ฐานกระทำการอันได้ชื่อว่า เป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงด้วย

คลิกอ่านคำสั่งไล่ออกจากราชการบุคคลทั้ง 3 คนที่สำนักข่าวอิศรา


1. นายณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา 2. นายสิทธิศักดิ์ อัครพงศ์ปรีชา 3. นายณรงค์ อัครพงศ์ปรีชา



ขอบคุณรูปจาก astv

และที่ยังเป็นเครือญาติสนิทของพระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ ยังมีอีก 2 คนคือ นางสุดาทิพย์ ม่วงนวล ซึ่งเป็นพี่สาวแท้ ๆ ของพระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ ขณะที่สามีคือ พ.ต.ท.โกวิท ม่วงนวล อดีต ผกก.ตม.สมุทรสาคร ก็คือพี่เขยของพระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ ที่โดนจับในคดีนี้เช่นเดียวกัน แต่ทั้งสองคนนี้ได้รับการประกันตัว เนื่องจากยังมีเพียงคดีบุกรุกป่าสงวนคดีเดียว




----------------------

กรุณาอย่า มโน ต่อแบบที่พวกล้มเจ้ากำลัง มโน ให้ร้ายสถาบัน

การแอบอ้างเบื้องสูงเพื่อใช้ข่มขู่ผู้อื่นเพื่อเรียกรับผลประโยชน์ในทางที่ผิดโดยอาศัยที่ตัวเองเป็นพระญาติสนิทนั้น ถือเป็นการกระทำชั่วที่ร้ายแรงต่อชาติอย่างมาก

โดยในความเห็นส่วนตัวของผม ผมถือว่า ขบวนการส่วยหมื่นล้านแอบอ้างเบื้องสูงนี้กระทำเลวยิ่งกว่าพวกล้มเจ้าที่ใส่ร้ายป้ายสีสถาบันฯ เสียอีก

ซึ่งก่อนที่รัฐบาล คสช. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะจับกุมญาติสนิทของพระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ฯ นั้น ผมมั่นใจว่า โดยมารยาททาง ผบ.ตร. คงได้มีการกราบทูลการจับกุมครั้งสำคัญนี้ต่อทั้งสองพระองค์ก่อนแล้วอย่างแน่นอน (การบอกก่อนโดยมารยาทคือการให้เกียรติ ซึ่งถึงไม่บอกก่อนก็จับกุมอยู่ดี เรื่องมารยาทแบบนี้บางคนอาจไม่เข้าใจ)

และทั้งสองพระองค์ก็คงโปรดเกล้าให้ดำเนินคดีพระญาติสนิทไปอย่างเต็มที่ ซึ่งพวกเราก็ได้เห็นไปแล้วตามข่าวในสื่อต่าง ๆ

ฉะนั้น ผมว่า พวกเราทุกคนอย่าได้ไปมโนเรื่องราวให้ไกลไปกว่าข้อเท็จจริงของคดีที่เกิดขึ้น เพราะผมเชื่อว่า การที่ญาติพี่น้องจะกระทำผิด ก็ไม่ได้แปลว่า คนในตระกูลนั้นทุกคนจะต้องกระทำผิดหรือเป็นคนผิดไปด้วย

อย่างเข่น ถ้าพี่น้องของคุณผู้อ่านไปกระทำผิดอาญาร้ายแรง ก็ไม่ได้แปลว่า คุณผู้อ่านต้องกระทำผิดด้วยจริงหรือไม่ ?

แต่แน่นอน การที่คนในตระกูลอัครพงษ์ปรีชา แถมเป็นคนในลำดับต้น ๆ ของตระกูล หรือที่เรียกว่าสายตรงของตระกูลได้กระทำผิดเสียเอง ย่อมสมควรได้รับการลงโทษ จึงได้มีคำสั่งให้ยกเลิกนามสกุลพระราชทานนี้ทันที

นั่นก็แปลว่า แม้แต่พ่อและแม่ของพระองค์เจ้าศรีรัศมิ์เอง ก็ได้รับผลกระทบจากการถูกยกเลิกนามสกุลพระราชทานนี้เช่นกัน เหตุเพราะลูกชายและลูกสาวได้กระทำผิดคดีอาญาร้ายแรง ซึ่งตามหลักถ้าลูกกระทำผิด พ่อแม่ย่อมมีส่วนร่วมรับผิดชอบไม่มากก็น้อย

นี่จึงถือเป็นการลงโทษโดยที่ไม่เห็นแก่หน้าใครทั้งสิ้น นับเป็นความยุติธรรมอย่างที่สุด ที่พวกเราทั้งหลายควรถวายการยกย่องสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ที่ทรงเด็ดขาดแม้แต่พระญาติใกล้ชิดของพระองค์เองก็ตาม

การแอบอ้างเบื้องสูงเพื่อไปแสวงหาผลประโยชน์ในทางที่ผิดนั้น เป็นเพราะความโลภของคนชั่วเฉพาะบุคคล ๆ ไป เพราะการได้รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท ก็ไม่ได้ทำให้ร่ำรวยได้ คนโลภมากก็เลยอาศัยความใกล้ชิดนี้ไปแสวงหาผลประโยชน์ในทางชั่ว

ฉะนั้นคุณผู้อ่านกรุณาอย่าได้เหมารวมเด็ดขาด นี่จึงจะเรียกว่าให้ความเป็นธรรมแก่ผู้บริสุทธิ์ที่ไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งพวกเราควรแยกแยะเป็นเรื่อง ๆ ไป แยกแยะเป็นคน ๆ ไป จริงไหม ? (ซึ่งคนไทยจำนวนมากมักมีปัญหาเรื่องการแยกแยะถูกผิด)

แต่แน่นอนพวกที่ไม่จงรักภักดี จ้องหวังทำลายสถาบันฯ พวกนี้ย่อมได้ใจหาทางมโนในทางร้าย ๆ ต่อไปอีก

(แต่ไม่ต้องห่วงครับ อุบัติเหตุในไทยที่ตายแบบพิสดารหรือตายแปลกกว่าอุบัติเหตุทั่วไป ส่วนใหญ่นั้นคือพวกล้มเจ้าทั้งสิ้น คลิกอ่านเรื่องนี้ต่อ)

-----------------------

ใช้นามสกุลดัง ก็ต้องยิ่งระวัง

ในประเทศไทยนั้น มีคดีมากมายที่แอบอ้างนามสกุลดังไปหากิน หาผลประโยชน์ อย่างเช่น ถ้าใครนามสกุลเดียวกันกับนายตำรวจใหญ่ นักการเมืองใหญ่ หรือ นายทหารใหญ่ ก็มักจะพลอยได้หน้าได้ตาที่ใช้นามสกุลนั้น ๆ ไปด้วย

ซึ่งนามสกุลของผู้มีอำนาจ ก็มักถูกคนในตระกูลเอาไปเบ่งทั้งแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจมากมาย คนไทยเราเข้าใจเรื่องนี้กันดี จริงไหม ?

--------------

ความเข้าใจในการให้ใช้ชื่อสกุลร่วม

อย่างเช่น ถ้าคุณได้รับนามสกุลพระราชทานมาโดยตรง ก็จะถือว่า คุณเป็นเจ้าของนามสกุลนั้นสายตรง เพราะจะมีหนังสือพระราชทานชื่อสกุลนั้นให้คุณถือไว้ ว่าคุณเป็นเจ้าของนามสกุลนี้ 

ซึ่งก็คล้ายกับที่คุณไปตั้งนามสกุลของคุณขึ้นมาเอง คุณก็จะได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของนามสกุลนี้โดยตรง

ซึ่งผู้เป็นเจ้าของนามสกุลก็สามารถที่จะอนุญาตให้ใครก็ได้ใช้นามสกุลร่วมกับคุณ แต่เมื่อคนที่เขาได้ใช้นามสกุลของคุณแล้ว ถ้าเขามีพ่อมีแม่ มีพี่น้อง ถ้าลำดับว่าเป็นญาติสนิทกันได้ ก็ทำให้ญาติสนิทสายตรงของคน ๆ นั้นสามารถเปลี่ยนนามสกุลตามเขาได้ด้วยนั่นเอง โดยไม่ต้องมาขอเจ้าของนามสกุลอีก

ดังนั้น การอนุญาตให้ใช้นามสกุลร่วมกันจึงสามารถแตกสายได้ออกไปอีกมากมายไม่รู้จบ โดยที่เจ้าของนามสกุลเดิมอาจไม่รู้จักคนในนามสกุลของเขาเลยก็ได้

ฉะนั้น การที่ญาตินามสกุลเดียวกันไปทำชั่ว ก็ไม่ได้แปลว่า คนในตระกูลนั้น ๆ จะรู้เห็นด้วยเสมอไป

----------------



สุดท้าย ผมขอพูดถึง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ หัวหน้าขบวนการส่วยหมื่นล้านนี้สักนิด ที่มีคนพูดกันว่า เขาเคยเป็นนายตำรวจสายของกำนันสุุเทพ เทือกสุบรรณนั้น

เรื่องนี้ต้องยอมรับว่า เป็นความจริง เพราะ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ เคยได้รับการเลื่อนตำแหน่งแบบพิเศษ ทั้งๆ ที่ขัดต่อระเบียบการเลื่อนตำแหน่งของข้าราชการตำรวจ เพราะเขายังมีคุณสมบัติไม่ครบ โดยคำสั่งของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ สมัยเป็นรองนายกรัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ได้ทำหนังสือเวียนถึงคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ขอแต่งตั้งเป็นกรณีพิเศษ

คลิกอ่านรายละเอียดข่าวเรื่องนี้

(ซึ่งตั้งแต่วันที่บิ๊กกิ๊กได้รับการแต่งตั้งเป็นกรณีพิเศษ จนกระทั่งก่อนเกิดคดีส่วยหมื่นล้านนี้ ไม่มีใครในประเทศนี้ปฏิเสธว่า พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ คือนายตำรวจฝีมือดี แทบทุกคนในประเทศนี้ต่างเชื่อกันว่า เขาเป็นนายตำรวจน้ำดี เพราะแม้แต่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของกำนันสุเทพ เองก็เชื่อเช่นนั้นเหมือนกัน)

แต่อย่าลืมว่า คสช. ก็เคยถูกกล่าวหาว่า เอียงเข้าข้างนายสุเทพ และกลุ่มกปปส. ใช่ไหม ?

นี่จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า คสช. ไม่ไว้หน้าใคร ไม่ได้สนใจว่าเคยเป็นคนของใคร จริงไหม ?

ใครผิดก็ว่าไปตามผิด ถูกก็ว่าไปตามถูก นี่สิการบริหารบ้านเมืองที่เป็นธรรม

------------------

30 พ.ย. 57 ได้จับเพิ่ม 2 ผู้ต้องหาเครือข่าย "พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์"

ตำรวจจับกุมผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มทวงหนี้ของนายณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา เพิ่มอีก 2 คน ที่บ้านพักย่านดินแดง เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา (29 พ.ย.2557) สารภาพถูกว่าจ้างให้ไปลักพาตัวเจ้าหนี้เพื่อบังคับให้ลดหนี้สินจาก 120 ล้านบาทให้เหลือ 20 ล้านบาท นอกจากนี้ยังพบว่ามีความเชื่อมโยง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์




------------------

เพิ่มเติม 10 ธ.ค. 2557 ได้จับนางสุดาทิพย์ ม่วงนวล ในความผิดตามข้อหา ม. 112 เพิ่มอีก โดยไม่ให้ประกันตัว เพราะเกรงจะหลบหนีเพราะอัตราโทษสูงหลายคดี

จากรายงานข่าว นางสุดาทิพย์ นอกจากเป็นพี่สาวคนโตของอดีตตระกูลอัครพงศ์ปรีชา ก็ยังเป็นญาติกับพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ หัวหน้าขบวนการอีกด้วย






เครือข่ายธุรกิจ นางสุดาทิพย์ ม่วงนวล กับพวก



-----------------------------

การลาออกจากฐานันดรศักดิ์ ของ ศรีรัศมิ์ สุวะดี

พลตรีหญิง ท่านผู้หญิง ศรีรัศมิ์ สุวะดี (เกิด: 9 ธันวาคม พ.ศ. 2514) หรือเดิม พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ภายหลังได้ลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ อันมีผลตั้งแต่วันที่วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2557 เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบที่คนในครอบครัวของท่าน ได้นำมาซึ่งความเสื่อมเสียพระเกียรติแก่สมเด็จพระบรมฯ

วันที่ 12 ธันวาคม2557 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นลายลักษณ์อักษรว่าขอพระราชทานกราบบังคมทูลลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ มีผลตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2557

-----------------

คดีล่าสุด แม้แต่พ่อและแม่ของท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์ ก็ต้องติดคุก 2 ปี 6 เดือน จากคดีแอบอ้างเบื้องสูง กลั่นแกล้งผู้อื่น

คลิกที่รูปเพื่ออ่านข่าวนี้


บทสรุป ของคดีอดีตคนในตระกูลอัครพงษ์ปรีชา แสดงให้เห็นว่า อย่ามัวเมาในอำนาจวาสนาแล้วนำไปใช้ในทางที่ผิด


คลิกอ่านการลาออกจากฐานันดรศักดิ์ของพระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ ยังใช้ชื่อเก่า และพระกรณียกิจสุดท้าย


คลิกอ่าน นายนพรพ ศุภพิพัฒน์ มหาเศรษฐีอันดัน 31 กรณีตัวอย่างตลาดหุ้นไทยคือแหล่งฟอกเงินที่ดีที่สุด





วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ทำไม รร.สวนกุหลาบถึงแปรอักษรเป็นรูป สมศักดิ์ เจียม กับ วีระ สมความคิด







ฟุตบอลจตุรมิตร ปี 2557 มีการแปรอักษรที่ฮือฮาชุดนึงคือ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ได้แปรอักษรรูป สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล กับ วีระ สมความคิด บนอัฒจันทร์



ถามว่า ทำไมสวนกุหลาบถึงแปรอักษรรูป 2 คนนี้ ?

คำตอบก็คือ ธีมของสวนกุหลาบปีนี้ เขาเล่นเรื่องการเมืองในยุค คสช. จึงแปรรูปศิษย์เก่าสวนกุหลาบคนดัง ที่อยู่ในแวดวงการเมือง ยุค คสช.

ซึ่งปีนี้ศิษย์เก่าสวนกุหลาบที่น่าจะเรียนรุ่นเดียวกัน แถมดังในปีเดียวกันในยุค คสช. ปีนี้มากที่สุดก็คือ

นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ชั่ว จากทำสาส  ที่พวกตะกวดหนักแผ่นดินยกย่องให้เป็นเจ้าลัทธิตาสว่างของพวกมัน (ตาสว่าง แต่ใจสกปรก)

และนายวีระ สมความคิด ผู้ที่มีอุดมการณ์ต่อต้านคนโกง และปกป้องสถาบัน ก็เป็นศิษย์เก่าสวนกุหลาบรุ่นเดียวกับ อาจารย์หงอกเจียมสถุลแห่งสำนักตะกวดหนักแผ่นดิน

จากรูปแปรอักษร แปลความได้ว่า ศิษย์เก่ารุ่น 90 นามว่าไอ้หงอกเจียม ไร้ความคิด ทำเลว จนได้คะแนนติดลบ

ส่วนอีกศิษย์รุ่นเดียวกัน คือ วีระ สมความคิด ได้ทำความดี เพราะทำความดี ความชอบจึงได้ไป 1 คะแนน

จึงเท่ากับว่า OSK รุ่น 90 ได้คะแนนเป็นศูนย์ เพราะคนนึงดังในทางเลว อีกคนดังในทางดี

แน่นอน เด็กสวนกุหลาบคงไม่อยากให้ชื่อเสียงโรงเรียนติดลบ เลยใช้ตรรกะคำนวณแบบนี้

---------------------

วีระ สมความคิด ผู้กล้าหาญ - สมศักดิ์ เจียม หางจุดตูด !!

วีระ สมความคิด กล้าหาญไม่กลัวคุก แม้แต่คุกเขมรก็ผ่านมาแล้ว เขากล้าชนกับความไม่ถูกต้องเรื่องโกงกินทุกเรื่อง อย่างไม่เกรงกลัว

ในขณะที่สมศักดิ์ เจียมธีรสถุล เก่งแต่ปาก พอเจอของจริง ก็หนีหางจุกตูด แล้วอ้างว่า ที่หนีไปเพราะไม่ยอมก้มหัวให้เผด็จการ ถุย !!

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ไม่มีใครในวีรชน 14 ตุลา ยันยุค 6 ตุลา ที่เขาคิดจะคบมันเป็นเพื่อนแท้จริง ๆ หรอก เพราะไอ้หงอกนี่มันคอมมิวนิสต์ปอดแหกตกยุค อาศัยตรรกะเหตุผลแถเอาตัวรอดไปวัน ๆ หงอกเจียมมันไม่กล้าเสี่ยงตาย ไม่กล้าพลีชีพเพื่ออุดมการณ์ในทุกเรื่อง 

อาจดูมันเก่งกล้าที่กล้าวิพากษ์เรื่องที่คนอื่นไม่วิพากษ์วิจารณ์ แต่ก็นั่นแหละ พอเอาเข้าจริงไอ้หงอกเจียม มันจะไม่ยอมเสี่ยงตายเพื่ออุดมการณ์บ้าบอคอแตกที่มันเชื่อทั้งสิ้นอยู่ดี

เหมือนในวันนี้มันกลัวทหารจนหางจุดตูด แต่ก็ยังเก่งที่หลอกสาวกตะกวดหนักแผ่นดินให้ศรัทธามันต่อไปได้ 555555

คลิกที่รูปเพื่อดูที่มารูปนี้จากเพจ จตุรมิตร

ปีนี้สวนกุหลาบแปรอักษร งดแจกกล้วย !!

พอดีมีเพจตะกวด ๆ มันสงสัยว่าทำไมสวนกุหลาบแปรอักษร 2 คนนี้ 

คำตอบคือ สวนกุหลาบไม่แจกกล้วยไงครับ

สวนกุหลาบเลยขอแจกศิษย์เก่า 2 หงอกที่คนนึงเลวสุด ๆ  กับอีกคนนึงก็ดีเลิศ ให้พวกตะกวดสาวกหงอกเจียมสงสัยเล่น 555

ขนาดแกนนำล้มเจ้ายังปอดแหก รักตัวกลัวตายขนาดนี้ พวกตะกวดหนักแผ่นดินทั้งหลาย พวกมึงไม่มีทางล้มเจ้าได้หรอก

สังเกตมะ พวกล้มเจ้าแม่งหนีเอาตัวรอดไปนอกประเทศทุกตัว

ถ้าใครโง่ให้ไอ้หงอกเจียมสนตะพายอยู่ได้ ก็แปลว่าพวกตะกวดหนักแผ่นดินมันโง่ยิงกว่าควายแดงแล้วล่ะ 5555

ถ้าคิดจะทำในสิ่งที่ยาก ถ้าคิดจะทำการใหญ่ แต่แกนนำกลับหนีหางจุกตูดทุกตัว แล้วโพสคลิปจากนอกกลับมามอมเมาเหล่าสาวกโง่ ๆ  ตรรกะแก้ตัวเพื่อกลบความปอดแหกของพวกนี้ ก็คือ "พวกเราต่อสู้เชิงอุดมการณ์"

งั้นพวกมึงก็เฮฮากันในกะลาต่อไปเถอะไอ้พวกตะกวดหนักแผ่นดินเอ๋ย


คลิกอ่าน ชีวประวัติอันน่าสมเพช ของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล




วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

หม่อมเต่านา โชว์เต่าตุ่นไร้กาลเทศะ กลางงานศพมารดาเลี้ยง






เมื่อมารดาเลี้ยงของหม่อมเต่านา โสณกุล คือ คุณหญิงบูลย์วิภา โสณกุล ภรรยา ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ได้เสียชีวิตอย่างกะทันหันไปเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งก็ได้จัดงานศพขึ้นที่ วัดมกุฏกษัตริย์ ฯ ศาลา 9


คุณหญิงบูลย์วิภา เป็นมารดาแท้ ๆ ของ ม.ล.อภิมงคล โสณกุล (หล่อเล็ก) อดีต สส.ประชาธิปัตย์ และเป็นมารดาเลี้ยงของหม่อมเต่านา โสณกุล ทอมเสื้อแดงแท้ที่หลงรักยิ่งลักษณ์หัวปักหัวปำ




ทีนี้เมื่อหม่อมเต่านา ได้โพสรูปตนเองถือป้ายข้อความ "ด้วยความอาลัยยิ่ง ประชาชนคนเสื้อแดง" หน้าโกศคุณหญิงบูลย์วิภา มารดาเลี้ยงของตน ก็เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม และความไม่รู้จักกาลเทศะของหม่อมเต่านา



คือมูลเหตุที่มาที่ไปของรูปนี้ คือ มีพวงหรีดของกลุ่มเสื้อแดงที่ใช้ชื่อว่า ประชาชนคนเสื้อแดงส่งมาในงานศพมารดาเลี้ยงของหม่อมเต่านา

ทีนี้ดอกไม้บนพวงหรีดก็ร่วงโรยไปตามกาลเวลา ก็เลยเหลือแต่ป้ายข้อความหน้าพวงหรีด หม่อมเต่านาก็เลยแกะเอาข้อความหน้าพวงหรีด มาโพสถ่ายรูปตามที่เห็น เพื่อแสดงความขอบคุณกลุ่มประชาชนคนเสื้อแดง

คือถ้าไม่คิดมากมันก็ไม่มีอะไรหรอกครับ

แต่ถ้าถามว่า เหมาะสมหรือถูกกาลเทศะหรือไม่ ?

ฝ่ายที่ไม่ชอบก็ว่าไม่เหมาะสม ส่วนฝ่ายที่ชอบอย่างพวกเสื้อแดงก็ว่าเหมาะสม

งั้นเอาเป็นว่า ผมยกกรณีตัวอย่างที่ นายสุนัย จุลพงศธร อดีต สส.เพื่อไทย เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงทักษิณผ่านเฟสบุ๊ค เพื่อขอพวงหรีดจากทักษิณให้กับพ่อตาของตนเองที่เสียชีวิตลง

พอหลังจากนายสุนัย เขียนจดหมายสาธยายว่า พ่อตาของตัวเองเป็นเสื้อแดง รักเสื้อแดง ดูทีวีเสื้อแดงทั้งวัน เชียร์ทักษิณมาตลอด เพื่อวอนขอให้ทักษิณช่วยเมตตาส่งพวงหรีดมาให้เป็นเกียรติแก่งานศพพ่อตาของตัวเองนั้น

ภายหลังต่อมา ลูกชายแท้ ๆ ของพ่อตาของนายสุนัย ก็ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงทักษิณเช่นเดียวกันว่า พ่อของเขาไม่เคยเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ไม่เคยร่วมกิจกรรมการทางการเมืองกับกลุ่มเสื้อสีใด ๆ ทั้งสิ้น และญาติ ๆ รวมทั้งตัวเขาไม่ต้องการให้งานศพพ่อถูกใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมือง

เจอแบบนี้เล่นเอาทักษิณและนายสุนัยรับใช้ คงเงิบแดกไปหลายวันทีเดียว 555


ทีนี้กลับมาที่งานศพของคุณหญิงบูลย์วิภา ถามว่า คุณหญิงเป็นแม่ของอดีต สส.ประชาธิปัตย์ใช่ไหม ?

ถามว่า คุณหญิงเป็นเสื้อแดงหรือไม่ ?

คำตอบก็คงชัดเจนอยู่แล้วว่า ถ้าผู้เสียชีวิตไม่ใช่คนเสื้อแดง ก็ไม่ควรนำข้อความแบบนั้นมาถ่ายรูปหน้าศพตรง ๆ เช่นนี้ เพราะข้อความนี้มันไม่ได้อยู่บนพวงหรีดแล้ว

การที่ถ่ายรูปกับข้อความแบบนั้น มันเลยดูไปในทางเล็งผลการเมืองได้ ซึ่งดูไม่เหมาะสม

สรุปได้ว่า หม่อมเต่านาได้กระทำไม่ถูกกาลเทศะ ไม่ให้เกียรติผู้เสียชีวิตที่เป็นถึงมารดาเลี้ยงของตัวเองเลยจริง ๆ อีกทั้งด้านหน้าของโกศ ก็มีพวงดอกไม้พระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์อื่น ๆ อีกด้วย

พูดง่าย ๆ ก็คือ ไม่ควรเอาเรื่องกลุ่มสีเสื้อทางการเมืองมาเกี่ยวข้องกับงานศพพระราชทาน

นี่ยิ่งเท่ากับตอกย้ำว่าหม่อมเต่านา ไม่รู้จักมารยาทและไม่รู้จักกาลเทศะจริง ๆ ถ้าเป็นภาษาชาวบ้านเขาต้องเรียกคนอย่างหม่อมเต่านาว่า อีลูกพ่อแม่ไม่สั่งสอน !! 

----------------

ไว้ถ้างานศพทักษิณ หรืองานศพยิ่งลักษณ์ ที่คาดว่ากำลังจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ถ้าหม่อมเต่านาอยากจะถ่ายรูปแบบนี้อีก ก็เชิญตามสบาย

แต่จริง ๆ แล้วถ้ามีพวงดอกไม้พระราชทานตั้งอยู่ คนดี ๆ มีหัวคิด เขาก็ไม่ถ่ายรูปแบบนี้กันหรอกนะ




คลิกอ่าน หม่อมเต่านา โชว์ทรพี ขอด่าพ่อตัวเอง




วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ปวิน ชัชวาลพงษ์พันธ์ โชว์โง่เรื่องประยุทธ์ ไหว้ ประธานาธิบดีจีน






คือช่วงที่นายกฯ ประยุทธ์ แห่งรัฐบาล คสช. ซึ่งเป็นรัฐบาลเผด็จการ ที่พวกคลั่งประชาธิปไตยแบบควายแดงมันเกลียดนักเกลียดหนา ไปประชุมเอเปค ที่จีน

พวกคลั่งประชาธิปไตยแบบควาย ๆ ก็พยายามหารูปท่านประยุทธ์ในช่วงตกกล้องเพื่อมาดิสเครดิต

แต่ถ้าเราไปดูรูปของอีกฝ่ายที่ไม่ได้คลั่งประชาธิปไตยแบบควาย ๆ ก็จะหารูปที่ดูให้เกียรติผู้นำของไทยมาลง

แต่ทีนี้ ผมอยากจะแสดงให้เห็นถึงความโง่ของอีปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อีกสักครั้ง เพราะไม่งั้นพวกเสื้อแดงหน้าโง่ มันจะนึกว่าพวกมันฉลาดกว่าตะกวดแล้ว

คืออีปวิน อีตุ๊ดไร้ศาสนาคนนี้ มันเป็นพวกที่อวดฉลาดให้พวกเสื้อแดงล้มเจ้าในกะลาแดงได้ฮาเฮ

โดยในการประชุมเอเปคที่จีน อีปวิน เอารูปนายกฯ ประยุทธ์ ยกมือไหว้ประธานาธิบดีจีน มาดิสเครดิตตามนี้



คนโง่อย่างอีปวิน ก็แสดงความเห็นโง่ ๆ ให้พวกสาวกโง่ๆ ฮาเฮแบบโง่ ๆ กะอีแค่ท่านนายกฯ ประยุทธ์ ยกมือไหว้ ปธน.สี่จินผิง อีปวิน มันเอามาล้อว่า โลกเผด็จการมีที่ต่ำที่สูง เผด็จการประยุทธ์มันกระจอก (เผด็จการไทยกระจอกก็ดีแล้วนี่อีตุ๊ด รึมึงอยากให้เผด็จการไทยเข้มแข็งและโหด)

เหอะ ๆ ความคิดของอีตุ๊ดปวิน มันคือความคิดของคนที่ดูถูกวัฒนธรรมการไหว้ของไทย 

นายกฯ ประยุทธ์ ไหว้ประธานาธิบดีจีน นี่คือความงดงามตามแบบอย่างมารยาทไทยต่างหาก ไม่ได้เกี่ยวกับโลกเผด็จการมีที่ต่ำที่สูงอะไรเลย

ตรรกะควาย ๆ ของอีปวิน เอาฮาในหมู่ควายแดง

เพราะอะไร ?

เพราะประธานาธิบดีจีน เป็นถึงประมุขของประเทศจีน ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของประเทศจีน หรือที่เรียกว่าเป็นประมุขแห่งรัฐ มีศักดิ์โดยตำแหน่งเทียบเท่ากษัตริย์ในประเทศที่มีกษัตริย์

แถมท่านสี่จิ้นผิง ก็ยังพ่วงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนอีกด้วย (เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์คือตำแหน่งสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีน) ซึ่งท่านสี่จิ้นผิง ย่อมมีฐานะที่สูงกว่าตำแหน่งนายกฯ ประยุทธ์ อยู่แล้ว

หรือถ้าจะนับอายุ ท่านสี่จิ้นผิง ก็แก่กว่า นายกฯ ประยุทธ์ 1 ปี

ซึ่งการที่ผู้นำรัฐบาลไทยยกมือไหว้ประมุขสูงสุดแห่งประเทศจีน นี่คือ การให้เกียรติโดยตำแหน่งและตามมารยาทแบบไทย ๆ

เอ้า ลองดูคลิปเปรียบเทียบ ตอนที่นายกฯ ประยุทธ์ พบ ประธานาธิบดีจีน กับ คลิป นายกฯ ประยุทธ์ พบกับ นายกรัฐมนตรีจีน ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร


คลิปแรก นายกฯ ประยุทธ์ ไหว้ นายสี่ จิ้น ผิง ประธานาธิบดีจีน




คลิป 2 นายกฯ ประยุทธ์ พบ นายหลี่ เค่อ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ซึ่งไม่มีการไหว้ !!




อีปวิน อีตุ๊ดไร้มารยาท มึงคงไม่เข้าใจมารยาทไทย เพราะมึงมันชิงตะกวดมาเกิดแท้ ๆ มึงน่าจะไปเกิดในประเทศที่ไม่มีวัฒนธรรมการไหว้นะ เช่นฟิลิปปินส์ น่ะ จะได้ไม่ต้องมีการไหว้ใคร

อีปวิน ไม่รู้มึงจะมาเกิดให้หนักแผ่นดินไทยของกูทำไม

อย่างมีข่าวลงว่า นายกฯ ประยุทธ์ เรียก นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ว่านายกรัฐมนตรีปูติน แค่เนี้ย อีปวิน ก็ดี๊ด๊ากระตู้วู้เอามาล้อ และพวกสาวกปวินก็ฮาเฮด่านายกฯ ประยุทธ์กันใหญ่



ซึ่งความจริง นายกฯประยุทธ์ ก็พลาดจริง ๆ แต่ก็พลาดเพราะนายปูติน เคยเป็นนายกรัฐมนตรีมาก่อนหน้านี้

แต่ว่าอาจเป็นความผิดพลาดของคนเขียนข่าวประจำทำเนียบหรือประจำโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจหรือเปล่า ที่ส่งรายงานข่าวกลับมาให้สื่อหนังสือพิมพ์ไทยลอกข่าวผิดตาม ๆ กัน เพราะยังไม่เคยเห็นคลิปเสียงที่นายกฯ ประยุทธ์เรียกนายปูตินผิด

แต่กรณียิ่งลักษณ์ที่เคยพูดว่า นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เป็นประธานาธิบดีมาเลเซีย นี่สิ อันนี้ถือพลาดอย่างแรง เพราะมาเลเซียเขามีกษัตริย์ ไม่ได้มีตำแหน่งประธานาธิบดีเลย เท่ากับยิ่งลักษณ์ใช้ความโง่ไปเปลี่ยนแปลงระบอบของมาเลเซียเลยนะนั่น

ไม่รู้อีตุ๊ดชั่วปวิน และพวกเสื้อแดงเคยออกมาตำหนิยิ่งลักษณ์ไหม ??

กรณียิ่งลักษณ์มีคลิปพูดผิดชัดเจน กับคำว่า "ประธานาธิบดีมาเลเซีย"




------------

ประเทศไทยเราก็มีมารยาทแบบไทย ซึ่งพวกหนักแผ่นดินหรือไอ้พวกชั่ว มันชอบดูถูกวัฒนธรรมการไหว้ของไทยอยู่แล้ว

อย่างกษัตริย์นโรดม สีหนุ ไม่ว่าพระองค์จะเสด็จไปเยือนประเทศไหน ไปพบผู้นำรัฐบาลหรือผู้นำประเทศใด พระองค์ก็จะยกมือไหว้ก่อนเสมอ เพราะมันคือนิสัยที่พระองค์ทรงชอบกระทำ

ไม่มีใครดูถูกการที่กษัตริย์สีหนุไหว้ใครก่อน ทั้ง ๆ ที่พระองค์เป็นกษัตริย์

---------------

ยกตัวอย่างกรณีหวังต้าเซียน

การอ่อนน้อมถ่อมตน ให้เกียรติยกย่องผู้อื่นให้มากกว่า ถือว่า เป็นคุณสมบัติของผู้ที่มีจิตใจสูงและเข้มแข็งอย่างหนึ่ง

เพียงแต่กระแสพวกหยาบคายมันมาแรงในยุคนี้ มองว่า การอ่อมน้อมต่อผู้อื่นกลายเป็นความอ่อนแอ การไหว้เป็นวัฒนธรรมที่แสดงถึงความต่ำต้อยกว่า

ครั้งนึงผมเคยดูหนังจีนเรื่องนึงเมื่อนานมาแล้ว คือ เรื่อง หวังต้าเซียน

มีครั้งนึง หวังต้าเซียนพบชาวบ้านคนนึงกำลังถูกนักเลงเจ้าถิ่นรังแก

หวังต้าเซียน จึงเข้าไปช่วย แต่พวกนักเลงบอกว่า ถ้าอยากจะให้ปล่อยตัวชาวบ้านคนนั้น หวังต้าเซียนก็ต้องคลานมุดลอดใต้หว่างขานักเลงคนนั้น แล้วมันจะยอมปล่อยชาวบ้านไป

หวังต้าเซียน มีฤทธิ์พอที่จะเอาชนะพวกนักเลงได้ แต่ท่านไม่ต้องการใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา

หวังต้าเซียนจึงยอมคลานลอดใต้หว่างขานักเลงคนนั้นเพื่อช่วยชาวบ้านให้พ้นภัย ท่ามกลางเสียงหัวเราะของพวกนักเลงที่หัวเราะเยาะเย้ยท่าน

หวังต้าเซียนยอมทำในสิ่งที่ใคร ๆ ดูถูกว่า ต่ำต้อย สิ้นศักดิ์ศรี

แต่ในทางธรรมะ หวังต้าเซียน ท่านได้กระทำในสิ่งที่สูงส่ง ที่น่ายกย่องต่างหาก


-----------------

เมื่อครั้งประธานาธิบดีโอบามา เข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก

ประธานาธิบดีโอบามา ก็ก้มหัวแสดงความเคารพ ในขณะที่จับพระหัตถ์ของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ



นั่นอาจเพราะ โอบามาเคยใช้ชีวิตในอินโดนีเซีย คงจะเคยได้รับรู้วัฒนธรรมการให้เกียรติและเคารพผู้อาวุโสกว่า ซึ่งคนเอเซียถือว่า นี่คือความงดงาม

แต่นั่นก็ทำให้ คนอเมริกันจำนวนมากที่ไม่เข้าใจวัฒนธรรมงดงามแบบนี้ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ตำหนิโอบามากันใหญ่ว่า โอบามาไม่ควรก้มหัวให้องค์ประมุขแห่งญี่ปุ่น ด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานากันไป เช่น โอบามาเป็นประมุขแห่งรัฐเหมือนกัน จึงไม่ควรก้มหัวแบบนั้นให้ใคร

จนทำให้ต่อมาเมื่อโอบามาได้มีโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตอีกครั้ง โอบามาก็ไม่ก้มหัวแบบที่เคยปฏิบัติในครั้งแรกอีก

คลิกอ่าน ความโง่ของปวิน ตุ๊ดไร้ศาสนา ป่าเถื่อน ไร้วัฒนธรรม




วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ฝ้ายหันสี่ เดอะวอยซ์ ซีซั่น3 แพ้รอบแบทเทิล แบบค้านสายตาคนดู






ผมเคยเขียนเรื่องของน้องฝ้ายหันสี่ มาแล้ว 1 บทความ  ในบทความ ฝ้าย เดอะวอยซ์ 3 ได้ฉายาใหม่ ฝ้ายหันสี่ 

แต่บทความนี้ ผมขอเขียนวิจารณ์ในรอบแบทเทิลของน้องฝ้ายหันสี่ สักหน่อย

ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่า ผมไม่ได้ดูตอนถ่ายทอดสดรอบแบทเทิล แต่ผมมีโอกาสได้ดูรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ในวันที่ 10 พ.ย. 57 ในช่วงเรื่องเล่าบันเทิง ที่นำนักร้องเดอะวอยซ์ ซีซั่น 3 รอบแบทเทิลวันที่ 9 พ.ย. มาออกรายการ

ผมเลยมีโอกาสได้ดูการร้องของน้องฝ้ายหันสี่ ร้องเพลงในรอบแบทเทิลอีกรอบ

แต่ผมได้ยินก่อนหน้านั้นช่วงต้นรายการ ที่คุณสรยุทธได้พูดว่า น้องฝ้ายตกรอบแต่ได้รับการ steal ไป

แล้วพอได้ดูการร้องของน้องฝ้าย ในรายการเรื่องเล่าเช้านี้แล้ว น้องฝ้ายร้องเพลงได้ชัดเจนมาก เสียงก้องกังวานเหมือนคนที่มีแก้วเสียงดีจริง ๆ ผิดกับคู่แข่งของน้องฝ้าย คือ น้องกอล์ฟ น่ะ เขาร้องแบบไม่ชัดเจน แถมไม่มีความกังวานในเสียงเลย

วิธีการร้องแบบน้องกอล์ฟนี้ ถ้าให้ผมเปรียบเทียบ ก็เหมือนกันการร้องสไตล์เล็ก คาราบาว หรือ ชาตรี คงสุวรรณ คือการร้องแบบไม่มีเสียงก้องกังวานแบบนักร้องชั้นดี ซึ่งไม่ใช่การร้องที่ไม่ดี เพียงแต่ว่า นี่ไม่ใช่เสียงสำหรับผู้ชนะในการแบทเทิลรอบนี้เท่านั้น คือ เป็นคนร้องเพลงได้ดี แต่ไม่ใช่แก้วเสียงแบบนักร้องพรสววรค์ให้มา

คลิป เรื่องเล่าเช้านี้ บันเทิง เดอะวอยซ์ซีซั่น 3 น้องฝ้ายหันสี่ ร้องช่วงนาที 14.35



ทีนี้ผมเลยไปย้อนดูคลิปในยูทูป รอบแบทเบิลของน้องฝ้ายหันที่ ซึ่งยอมรับว่า ตอนออกรายการเรื่องเล่าเช้านี้ น้องฝ้ายร้องได้ดีกว่าตอนแบทเบิลเสียอีก อาจเพราะไม่มีความกดดันจากการแข่งขันแล้ว

แต่แม้น้องฝ้ายจะร้องในรอบแบทเทิลไม่ดีเท่าตอนออกรายการเรื่องเล่าเช้านี้ก็ตาม แต่คุณภาพการร้องและแก้วเสียงที่กังวานของน้องฝ้ายก็ดูดีกว่าคู่แบทเทิลของเธออย่างมาก

ผมไม่เข้าใจจริง ๆ พี่ก้องเลือกให้น้องฝ้ายหันสี่แพ้ได้อย่างไร ไม่เข้าใจจริง ๆ



อันนี้ผมไม่ได้ลำเอียงเข้าข้างน้องฝ้ายนะ แต่ผมว่า รอบแบทเทิลน้องฝ้ายหันสี่ ร้องดีกว่าน้องกอล์ฟจริง ๆ และดีกว่ามากอย่างเห็นได้ชัดด้วย

และเห็นความเห็นของผู้ชมในยูทูป ส่วนใหญ่ก็กังขาว่า พี่ก้อง นูโว ตัดสินให้น้องฝ้ายหันสี่แพ้ได้ไง ???

ไม่เข้าใจพี่ก้องจริง ๆ

ถ้าให้ผมเดาทางพี่ก้อง พี่ก้องเลือกแนวเดียวกับตอนที่เลือกน้องนนท์ ธนนท์ แชมป์เดอะวอยซ์ ซีซั่น 1 แหง ๆ พี่ก้องคงคิดว่า น้องกอล์ฟ น่าจะเหมือนน้องนนท์ ใช่ไหม

แต่ผมขอบอกพี่ก้องได้เลยว่า กรณีน้องกอล์ฟ พี่ก้องคิดผิดครับ

เพราะกรณีน้องนนท์ นั่นเขามีความมหัศจรรย์และเสน่ห์ในตัวเองสูงมาก เพราะขนาดผมตอนแรกเชียร์คุณเก่ง แต่ตอนหลังผมยังหันกลับมาเชียร์น้องนนท์แทน

และที่สำคัญรองแบทเทิล น้องกอล์ฟ แพ้ น้องฝ้าย จริง ๆ 


----------------

ส่วนสาวที่เสียงน่าประทับใจที่สุดในรอบแบทเทิล คือ น้องชีส

น้องชีส เสียงหวานแบบไทย ๆ มาออกเรื่องเล่าเช้านี้เช่นกัน น้องชีสเธอร้องได้หวานไพเราะมาก ๆ ถือเป็นเสียงมหัศจรรย์คนนึงเลย

ซึ่งตอนแรกผมไม่รู้ผลว่า่ คู่นี้ใครชนะ แต่ขอบอกว่า ถ้าน้องชีสแพ้รอบแบทเทิลล่ะก็ โค้ชที่ตัดสินคู่นี้คงพลาดอย่างแรง

แต่โชคดี โค้ชโจอี้ ไม่พลาดแบบโค้ชก้องนูโว







วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

สรยุทธ เฉลย เรื่องเล่าเช้านี้ได้เงินจาก SMS ครั้งละกี่บาท






เมื่อเช้าวันที่ 2 มิถุนายน 2557 เป็นวันที่รายการเรื่องเล่าเช้านี้ ก้าวเข้าสู่ปีที่ 12 เป็นวันแรก

พอเริ่มต้นรายการ สรยุทธ ก็เท้าความหลังเล่าถึงวันแรกที่จัดรายการมาจนวันนี้



แต่ประเด็นที่สำคัญคือ สรยุทธอธิบายความถึงรายได้จาก SMS ว่าได้แค่ไหนอย่างไร ตามนี้

".. ว่าเป็นรายการแรก ๆ ในประเทศไทยที่เริ่มต้น SMS ซึ่งก็ต้องฝ่าฟันกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์นะครับว่า ต้องการจะหาเงิน หาทองจาก SMS หรือไม่ สุดท้ายวันนี้พิสูจน์นะครับท่านผุ้ชมครับว่า SMS รายการเราก็ครั้งละ 3 บาท ซึ่งก็เป็นอัตราที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

3บาทที่ว่านี่นี้นะครับ ผู้ให้บริการก็ครึ่งนึงแล้ว ผู้จัดทำระบบครึ่งนึงของครึ่ง ฉะนั้นเหลือแต่ละครั้งก็คือ 75 สตางค์ สำหรับการจัดคนมาดำเนินการ SMS

ซึ่งทั้งหมดนี้รายการไม่ได้มีวัตถุประสงค์เรื่องเงินเรื่องทอง แต่ว่า ฝ่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอด เพราะต้องการให้เป็นการจัดรายการร่วมกัน ถ้าเราเข้าไปนั่่งอยู่ในบ้านของท่าน แล้วท่านผู้ชมคุยกับเรา ก็แบบนั้นล่ะครับท่านผู้ชมครับ .." สรยุทธกล่าวในตอนต้นรายการ

คลิกดูรายการเรื่องเล่าเช้านี้วันที่ 2 มิถุนายน 2557 ที่นี่

ผมขอสรุปจากที่สรยุทธ บอกก็คือ

1. SMS ส่งครั้งละ 3 บาท เป็นอัตราราคาต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้

ประเด็นนี้ ผมขอเถียงว่า ไม่จริงครับ เพราะการส่ง SMS ไปในรายการสถานีประชาชน ของไทยพีบีเอส เสียค่าส่ง SMS แค่ครั้งละ 1.50 บาทเท่านั้น โดยที่ทางรายการเคยแจ้งว่า ทางรายการไม่ได้อะไรเลย เพราะทางเครือข่ายสัญญาณมือถือได้ไปทั้งหมด 1.50 บาท

ส่วนรายการเรื่องเล่าเช้านี้ได้ส่วนแบ่งจากค่า SMS ครั้งละ 75 สตางค์

รายการสถานีประชาชนไม่หวังเงินจาก sms จึงส่ง sms ครั้งละ 1.50 บาทเท่านั้น


ตัวอย่าง SMS ในรายการสถานีประชาชน


ผมไม่รู้หรอกนะว่า วันนึง ๆ มีคนส่ง SMS เข้าไปรายการเรื่องเล่าเช้านี้มากแค่ไหน แต่ก็คงไม่น้อยแน่นอน

สมมุติว่า มีคนดูรายการเรื่องเล่าวันละ 3 ล้านคน (จากคนไทยทั้งหมด 64 ล้าน 9แสน 5 หมื่นคน) ถ้า มีคนส่ง SMS สัก 1 % ก็เท่ากับส่ง SMS จำนวน 3 หมื่นครั้งต่อวัน (บางคนส่งหลายครั้งเพื่อหวังของรางวัล)

30,000 ครั้ง คูณ 0.75 บาท = 22,500 บาทต่อวัน 
เดือนนึงจะเป็นเงินเท่าไหร่ก็คูณเอาเองครับ แต่คิดว่า จะมีคนดูส่ง SMS แค่ 1% เท่านั้นเองเหรอ ?


2. รายการเรื่องเล่าเช่านี้ไม่มีวัตถุประสงค์เรื่องเงินเรื่องทองจาก SMS

ประเด็นนี้ ผมก็ไม่ติดใจอะไร มากเท่ากับที่ทางรายการเรื่องเล่าเช้านี้ได้นำของรางวัลมาล่อให้คนส่ง SMS เช่น ช่วงเวลานั้น หรือเวลานี้ กรุณาพิมพ์ข้อความอย่างนั้นอย่างนี้ เพื่อเข้าร่วมการชิงของรางวัลต่าง ๆ ในเวลาแต่ละช่วง

ถามว่า นี่เข้าข่ายการพนันด้วย SMS หรือไม่ เพราะกฎหมายในเรื่องนี้มีอยู่แล้ว

ถามว่า รายการเรื่องเล่าเช้านี้ได้ขออนุญาตในเรื่องการส่ง SMS เพื่อชิงโชคทุกครั้งหรือไม่ ?

ผมจะไม่ติดใจอะไรเลย ถ้ารายการเรื่องเล่าเช้านี้ ไม่มีการนำของรางวัลมาล่อให้คนดูส่ง SMS

ถ้าคุณสรยุทธ บริสุทธิ์ใจจริงว่าไม่ได้ส่งเสริมการพนันผ่านรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ยกเลิกไปเลยได้ไหมกับการแจกของรางวัลล่อคนดูแบบนี้

อีกทั้งถ้าถือว่าเป็นการพนันแฝง ก็จะไม่สามารถควบคุมอายุผู้ส่ง SMS ได้ด้วย ซึ่งทำให้เยาวชนก็มีโอกาสเล่นการพนันแฝงจากการส่ง SMS ได้

ฉะนั้น ถ้าคุณสรยุทธ อยากแจกของรางวัลเพื่อหวังค่าโฆษณาจากสปอนเซอร์ที่เป็นเจ้าของรางวัลด้วย หรือถ้าอยากได้ส่วนแบ่งจาก SMS ก็ตาม ก็อย่าอ้างให้ตนเองดูดีเกินไปครับ พูดตรง ๆ ไปเลย ผมทำไปเพื่อหวังผลกำไร !!

ดังนั้นผมจึงไม่แปลกใจเลย ที่คุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา จะสนิทชิดเชื้อแน่นแฟ้นกับคุณตัน ภาสกรนที

เพราะกรณีอย่างคุณทั้งสองคน บวกกับอีกหนึ่งคนหน้าเหลี่ยม ที่ร่ำรวยและเป็นที่หลงใหลของผู้คนได้มากมายนั้น ก็คงได้เฉพาะในประเทศที่ผู้คนส่วนใหญ่ชอบการพนันและหลงใหลคนรวยเท่านั้นแหละครับ

เมื่อสื่อใหญ่ทำได้โดยไม่มีความผิด ก็ทำให้มีรายการข่าวอื่น ๆ เลียนแบบตาม จนทุกวันนี้กฎหมายที่มีอยู่ก็เป็นเพียงกระดาษเช็ดตูดเท่านั้น

--------------

ทำอย่างไรถึงเรียกว่า การคืนกำไรผู้ชม ?

ก็ไม่ต้องชักชวนให้ผู้ชมส่ง sms เพื่อชิงของรางวัล เช่น บอกให้พิมพ์ข้อความอย่างนั้นอย่างนี้ตามกติกาหรือตามช่วงเวลา

แต่ควรปล่อยให้ผู้ชมส่ง sms ได้ตามสบายเพื่อบอกเล่าข่าว เ หรือแจ้งเหตุการณ์ หรืออื่น ๆ โดยไม่ต้องกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้นเพื่อการหวังชิงโชค

ทางรายการก็แค่บอกว่า วันนี้จะมีของรางวัลอะไรมาแจกผู้ชมที่ส่ง sms ก็พอ แล้วพอจบรายการก็สุ่มผู้โชคดีแล้วแจกของรางวัลไป

---------------

หมายเหตุ 

เมื่อปลายเดือนธันวาคมปี 2557 สรยุทธเปิดให้ผู้ชมส่ง sms ขอตั๋วหนังฟรี 5 หมื่นใบ ได้คนละ 2 ใบ เพียงแค่ไม่ถึง 15 นาทีเท่านั้น sms ก็มาจนครบจำนวนที่ต้องการ

เมื่อต้นเดือนมกราคม 2558 สรยุทธ เปิดให้ผู้ชมส่ง sms มาขอปฏิทินครอบครัวข่าว 2 พันชุด แต่เพียง 5 นาที มี sms ส่งมามากกว่า 1 หมื่น sms จนปฏิทินไม่พอแจก

--------------

สรุป ท้ายบทความ

กฎหมายบ้านเรามันเห่ย แถมระเบียบวินัยและศีลธรรมก็หย่อนยาน จึงเปิดช่องทางให้คนรวยฉลาด ๆ หลอกให้คนไทยที่ชอบอวดฉลาดได้หลงใหลแบบนี้ได้มากมาย

ทั้งกรณี ส่ง SMS ในรายการเล่าข่าวหวังของรางวัล และส่งรหัสใต้ฝาชาเขียวหวังชิงรางวัล ผมว่า นี่คือดัชนีชี้วัดความฉลาดและความโง่ของคนไทยได้ดีอีกทางหนึ่งทีเดียว

แถมคนจำนวนมากโง่แล้วยังไม่รู้ตัว แถมยังออกมาปกป้องนายทุนขายอบายมุขอีกด้วยนะ 

และเมื่อเรื่องเล่าเช้านี้ยังทำได้ ก็มีช่องอื่น ๆ รายการอื่น ๆ เลียนแบบกันต่อ ๆ มา สุดท้ายกฎหมายไม่ถูกบังคับใช้ นี่คือความเสื่อมเรื่องหนึ่งที่ทำให้กฎหมายไทยเราไม่เจริญ

คำคมทิ้งท้าย

"ถ้าโลกนี้คือตลาด คนพวกนึงจะกำไร และคนอีกพวกนึงจะขาดทุน" อิหม่ามอะลีย์ ฮาดีย์ กล่าวไว้

------------

ข่าวไทยรัฐ ปี 54

จี้ออกกฎคุมSMS ชิงรางวัล เข้าข่ายการพนัน




เมื่อวันที่ 26 พ.ค. ที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ น.ส.จุฑิมาศ สุกใส นักวิจัยโครงการการสำรวจสถานการณ์การเสี่ยงโชคผ่านข้อความสั้นทางโทรศัพท์มือถือ (SMS)กล่าวระหว่างการเสวนา เรื่อง แนวทางการปกป้องเด็กและเยาวชนจากสถานการณ์การเสี่ยงโชคผ่านข้อความสั้นทางโทรศัพท์มือถือ (SMS) ว่า

"การเสี่ยงโชคผ่าน SMS ถือว่าเป็นสิ่งที่ใช้ทดแทนการพนัน ซึ่งพบว่า ผู้ประกอบการจะหาทางใช้วิธีนำเสนอการเสี่ยงโชคในรูปแบบต่างๆ เช่น การเล่นเกมทางทีวี โดยการตอบคำถามชิงรางวัลทาง SMS หรือการดาวน์โหลดเพื่อลุ้นรางวัล รวมไปถึงรายการข่าว ละคร รายการกีฬา ทางสถานีโทรทัศน์ ช่องต่างๆ ที่ให้ผู้ชมร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อแลกรับของรางวัล ส่ง SMS เสียค่าใช้จ่ายครั้งละ 6 บาท และ 3 บาท ที่ล้วนเข้าข่ายการพนัน เป็นช่องทางที่เข้าถึงง่าย ติดง่าย โดยเฉพาะเด็ก เยาวชนจะเกิดการเสพติดในการเสี่ยงโชค ติดการพนันตั้งเเต่เด็ก"

ด้าน นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผอ.สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) กล่าวว่า "ปัจจุบันมีรายการโทรทัศน์ วิทยุ ที่จัดรายการชิงโชคของรางวัล เข้าข่ายผิดกฎหมายเป็นจำนวนมาก เช่น รายการเล่าข่าว ที่ให้ผู้ชมร่วมสนุกตอบคำถาม ซึ่งที่ผ่านมามีการร้องเรียนจากประชาชน ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าว ต้องมีการขออนุญาตกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ตาม พ.ร.บ.การพนัน และแม้จะได้รับใบอนุญาตแล้ว จะต้องมีการประกาศข้อความบนหน้าจอโทรทัศน์ว่าได้รับอนุญาตและมีเลขทะเบียนตามกฎหมาย แต่ที่ผ่านมายังไม่มีรายการใดปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าว"

นายไพศาล ลิ้มสถิตย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า "คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. มีหน้าที่ดูแลผู้ประกอบการที่ให้บริการสัญญาณโทรศัพท์มือถือต่างๆ ไม่ให้เอาเปรียบผู้บริโภค ซึ่งหากพบว่าค่ายมือถือ ร่วมกับผู้จัดรายการโทรทัศน์ หรือ วิทยุ ดำเนินการในลักษณะเข้าข่ายการพนัน สามารถ ตักเตือน หรือสั่งระงับได้"

“รายการทีวี ส่วนใหญ่จะมีการขออนุญาตตาม พ.ร.บ.การพนัน แต่มีอีกจำนวนมากที่ไม่ได้ขออนุญาต โดยเฉพาะการพนันทางอินเทอร์เน็ต และพบว่ารายได้จากการให้ส่ง SMS ชิงโชค สามารถสร้างกำไรให้กับผู้ประกอบการและค่ายมือถือต่างๆ ได้หลายหมื่นล้านบาทต่อปี” นายไพศาล กล่าว

อ่านข่าวเรื่องนี้เพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐ คลิกที่นี่



----------------

กฎหมาย การส่งข้อความ SMS เพื่อชิงรางวัล

ข้อกฎหมาย
1) พระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 มาตรา 8
2) กฎกระทรวง ฉบับที่ 17 (พ.ศ. 2503) ออกตามความในพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช
2478 ข้อ 4 ข. (4) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 44(พ.ศ. 2548) ฯ ข้อ 1
3) หนังสือกระทรวงมหาดไทย ด่วนที่สุด ที่ มท 0307.2/ว 2384 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2548

การอนุญาต

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้วางระเบียบ ขอบเขตวิธีการรูปแบบการเล่น ผู้มีสิทธิที่จะขออนุญาต และเงื่อนไขที่จะจัดให้มีรางวัลด้วยการเสี่ยงโชคโดยวิธีใด ๆ ในการประกอบกิจการค้าหรืออาชีพตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 ที่ใช้เฉพาะวิธีการส่งข้อความ SMS หรือทางโทรศัพท์ผ่านระบบเลขหมายต่าง ๆ หรือวิธีการอื่นใดที่มีลักษณะคล้ายกันในการทายผลตอบปัญหา หรือแสดงความคิดเห็นเพื่อชิงรางวัล ดังนี้

1) ผู้ขออนุญาตไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ผลิตสินค้าขึ้นเองหรือเป็นผู้แทนจาหน่ายสินค้าแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย

2) การจัดให้มีการแถมพกหรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชคโดยวิธีการส่งข้อความ SMS หรือทางโทรศัพท์ผ่านระบบหมายเลขต่าง ๆ หรือวิธีอื่นใดที่มีลักษณะคล้ายกันในการทายผล ตอบปัญหา หรือแสดงความคิดเห็นเพื่อชิงรางวัลให้ใช้วิธีการเล่นโดยการพิมพ์หมายเลขของผู้ส่งข้อความที่ร่วมรายการดังกล่าว แล้วนามาจับสลากตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตโดยต้องมีผู้รู้เห็นที่น่าเชื่อถือได้ เป็นพยานในการตรวจสอบสลากและการจับสลากด้วยทุกครั้ง ส่วนวิธีการเล่นอย่างอื่นห้ามมิให้อนุญาตโดยเด็ดขาด และให้ทำรายงานข้อมูลของผู้ที่ได้รับรางวัลแจ้งต่อเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตฯ โดยเร็วและมีชื่อ – ชื่อสกุล ที่อยู่ของผู้รับรางวัลพร้อมลายมือชื่อของพยานผู้รู้เห็นในการจับสลากด้วยทุกครั้ง

3) รางวัลสมนาคุณจะต้องระบุว่า เป็นสิ่งของอะไร ราคาเท่าไร และให้พิจารณาว่าราคาพอสมควรที่จะแถมพกหรือให้รางวัลหรือไม่ และห้ามมิให้จ่ายหรือรับเงินแทนการแถมพกหรือรางวัลตามลักษณะข้อจากัดและเงื่อนไขหลังใบอนุญาตฯ เช่น เงินสด บัญชีเงินฝาก เช็ค เป็นต้น

4) กำหนดให้ผู้ที่ได้รับอนุญาตฯ จะต้องแจ้งหรือแสดงข้อความว่าได้รับอนุญาตแล้วตามใบอนุญาตเล่มที่ เลขที่ และสถานที่ออกใบอนุญาตต่อผู้เข้าร่วมเล่นก่อนจัดให้มีการเล่นดังกล่าวในรายการที่จัดด้วยทุกครั้ง

5) ให้ควบคุม ตรวจสอบผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 โดยเคร่งครัด หากผู้ที่ได้รับอนุญาตไปแล้วรายใดไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ กฎกระทรวง ระเบียบหรือเงื่อนไขดังกล่าวก็ให้ดาเนินการตามกฎหมายแล้วรายงานกระทรวงมหาดไทยด้วย

อนึ่ง หากการจัดดังกล่าวมีเจตนาเพื่อหารายได้จากส่วนแบ่งผลประโยชน์จากการส่งข้อความSMS ฯลฯ หรือเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตพิจารณาแล้วเห็นได้ว่ามีการแบ่งผลประโยชน์จากค่าบริการส่งข้อความ SMS แล้ว ไม่ว่าอัตราส่วนเท่าไร ก็จะไม่เป็นการแถมพกหรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชคฯ และไม่สามารถอนุญาตได้ตามมาตรา 8 อีกทั้งไม่สามารถออกใบอนุญาตเล่นการพนันตามมาตรา 4 ได้เนื่องจากไม่มีระบุไว้ในกฎกระทรวงตามมาตรา 4 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478
ผู้ประกอบการจะต้องขออนุญาตต่อเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน โดยสถานที่ยื่นคำร้องขออนุญาตให้พิจารณาว่า หากมีการจับสลากหรือชิ้นส่วนในการชิงรางวัลที่ใด ให้ยื่นคำร้องขออนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตแห่งท้องที่นั้น

กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดแนวทางการขออนุญาตการจัดให้มีการแถมพกหรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชค โดยจะอนุญาตให้ใช้วิธีการเล่นได้เฉพาะวิธีการเล่นด้วยการส่งชิ้นส่วนหรือบัตรอื่นๆ มาจับสลากตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตเท่านั้น ส่วนวิธีการเล่นอย่างอื่นห้ามโดยเด็ดขาด หรือกรณีการจัดให้มีการแถมพกหรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชคโดยวิธีการส่งข้อความ SMS หรือวิธีการอื่นใดที่มีลักษณะคล้ายกันในการทายผลแสดงความเห็น ตอบปัญหา ฯลฯ อนุญาตได้เฉพาะใช้วิธีการเล่นโดยการพิมพ์หมายเลขหรือข้อมูลขอผู้ส่งข้อความที่ร่วมรายการ แล้วนำมาจับสลากตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตเท่านั้น ส่วนวิธีการเล่นอย่างอื่นห้ามมิให้อนุญาตโดยเด็ดขาด




วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ทำไมคดีเกาะเต่า ตำรวจไทยจึงขาดความน่าเชื่อถือ ตอน 2






ผมถือว่า ผมเขียนบทความในเชิงติเพื่อก่อ เพื่อชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องของตำรวจไทยในการทำคดีนี้ ซึ่งผมได้เขียนไปแล้วในบทความตอนแรก

ก่อนอื่น ๆ ผมขอ มโน อีกสักเรื่อง ในกรณีที่ ถ้าผมมีอคติกับตำรวจไทยและพยายามจะจับผิดตำรวจไทยมาก ๆ 

เหตุการณ์มโน เรื่องที่ 2 ของผม คดีเกาะเต่า

สมมุตินะสมมุติ

ตำรวจแอบไปหา DNA พม่าคนไหนก็ได้มา 2 คนก่อนล่วงหน้า ด้วยการให้คนแอบไปเก็บเส้นผมหรืออื่น ๆ ในห้องพักคนงานพม่ามา 2 คนที่ตำรวจหมายตาไว้หรือไม่หมายตาไว้ก็ตาม ตอนที่คนงานพม่าไม่อยู่ในห้องพัก

แล้วตำรวจค่อยแถลงว่า นี่คือ ผล DNA ที่พบในตัวเหยื่อเป็นคนร้าย 2 คน
หลังจากนั้นตำรวจแกล้งโง่ไปอีกสัก 1 อาทิตย์ แล้วค่อยจับพม่า 2 คนที่ตำรวจจัดเตรียม DNA ไว้ล่วงหน้าแล้ว มาแถลงอีกรอบว่า พม่า 2 คนนี้มีผล DNA ตรงกับ DNA อสุจิในตัวเหยื่อ

จบ มโน เรื่องที่ 2

--------------------------

ทำไมผมมถึงมโน เรื่อง DNA แบบนี้ เหตุเพราะ ผล DNA ตำรวจไทยเก็บเองฝ่ายเดียว รู้เห็นเองฝ่ายเดียว และผล DNA ก็ไม่ได้นำมาแถลงเป็นภาพ DNA ให้สาธารณชนร่วมรับรู้เลยว่า ผล DNA คนร้ายที่เก็บได้จากอสุจิในตัวเหยื่อมีหน้าตาการจัดเรียง DNAอย่างไร จนถึงวันนี้ก็ยังไม่เคยเปิดเผย

และเชื่อว่าตำรวจไทยไม่ได้ส่งผล DNA ของคนร้ายให้ทางตำรวจอังกฤษร่วมรับรู้ตั้งแต่แรกด้วย จึงทำให้เกิดการไม่เชื่อถือหลังจากจับคนร้ายชาวพม่ามาได้

อีกทั้งในผล DNA ก็ไม่ได้บอกว่า นำมาจากอสุจิจริงหรือไม่ ?

เพราะในผลตรวจ DNA มันไม่ได้บอกนี่ว่าเอาวัตถุพยานชนิดไหนมาตรวจ อาจนำมาจากผม หรือ จากเลือด  หรือกระพุ้งแก้ม หรืออสุจิ หรืออื่น ๆ ก็ได้ เพราะผล DNA ไม่ได้ระบุได้ขนาดนั้น

ตำรวจอาจไปเอาผล DNA มาจากที่ไหนก็ได้ จากวัตถุพยานอะไรก็ได้ แล้วมาบอกเองเออเองว่า เป็นผล DNA จากอสุจิคนร้ายจริงไหม ? (หรือถ้าใครมีความรู้เรื่องนี้ว่า เราสามารถแยกแยะ DNA ว่าจากวัตถุพยานที่ตรวจต่างกันได้ กรุณาชี้แนะด้วย)

แล้วอสุจิคนร้ายมีแค่ 2 คนเท่านั้นจริงเหรอ ?? อาจมีมากกว่านั้นหรือไม่ ?

หรืออสุจิที่นำมาตรวจ ได้นำมาจากในตัวเหยื่อจริงหรือ ?? (สำหรับคนที่มีอคติกับตำรวจไทยจะคิดแบบนี้)

ดังนั้น เพราะเป็นคดีสำคัญระหว่างประเทศ จะต้องทำให้โปร่งใสตั้งแต่แรก อย่างเช่น ควรให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ของกระทรวงยุติธรรมเข้ามาร่วมตรวจสอบศพเหยื่อด้วย หรือไม่ก็นำอสุจิที่เก็บได้ต้องได้รับการตรวจสอบจาก 2 สถาบันนิติวิทยาทั้งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและของกระทรวงยุติธรรมด้วย

และเมื่อจับผู้ต้องหาชาวพม่ามาได้ ก็ควรต้องให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ของกระทรวงยุติธรรมเข้าร่วมตรวจสอบ DNA ไม่ใช่ให้สำนักนิติวิทยาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติตรวจเองอยู่ฝ่ายเดียว

เขาถึงบอกว่า คดีสำคัญ ๆ ควรมีหน่วยงานที่เป็นกลางหลายๆ หน่วยงานเข้าร่วมตรวจสอบ เพื่อคานอำนาจ และเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ

พอตำรวจไม่ทำในแบบที่ผมว่า มันจึงเกิดข้อครหาว่า ตำรวจรู้เองเออเองในผล DNA ฝ่ายเดียว มันจึงขาดความน่าเชื่อถือในผล DNA ที่ตำรวจอ้าง เพราะตำรวจไทยจับแพะมาหลายคดี จนคนไทยเกิดความไม่มั่นใจในตำรวจไทยมาตลอด

โดยเฉพาะ ถุงยางอนามัยที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ ตำรวจไทยเก็บ DNA ได้เฉพาะ DNA ของเหยื่อสาวได้เท่านั้น แต่กลับไม่สามารถหา DNA ของผู้ชายที่ใช้ถุงยางอันนี้ได้ นี่จึงเป็นข้อผิดสังเกตอย่างมาก

---------------

ทำไมทางการอังกฤษ และทางการพม่า จึงคลางแคลงใจ

ต้นเหตุที่ทางการอังกฤษ และทางการพม่ามีความคลางแคลงใจตำรวจไทยหลังจับผู้ต้องการชาวพม่าได้ ก็เพราะ

ในตอนที่เกิดคดีนี้ขึ้นใหม่ ๆ นายตำรวจบางนายได้ให้สัมภาษณ์พุ่งเป้าว่า คนร้ายอาจเป็นคนงานต่างด้าวบนเกาะ ตำรวจพูดทำนองว่า คดีนี้ไม่น่าจะใช้คนไทยก่อเหตุ

แล้วพอนำคนงานต่างด้าวบนเกาะมาตรวจ DNA ก็เกิดตรวจไม่พบผู้ต้องสงสัยเลย

แต่สุดท้ายกลับมาจับคนงานชาวพม่าได้ในที่สุด จึงเกิดข้อครหาว่า ตำรวจไทยตั้งธงไว้ก่อนแล้วหรือไม่ เพื่อปกป้องภาพพจน์คนไทย เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเสียหายด้านการท่องเที่ยวมากกว่าที่ควรเป็น

อีกทั้งการทำงานสะเปะสะปะในตอนแรกของตำรวจไทยจนน่าสงสัย (แนะนำไปดู ผบ.ตร.ตอบคำถามสื่อ ในคลิปบทความตอนแรก)

แถมกว่าตำรวจจะจับคนร้ายได้ก็นานเกินไป ทั้ง ๆ ที่ถ้าเป็นคนบนเกาะก่อคดี ก็น่าจะจับได้เร็วกว่านั้น จึงเกิดความเคลือบแคลงใจว่า ตำรวจเอาเวลาไปหาทางหนีทีไล่ให้ใครหรือเปล่า ??


แล้วพอนายนมสด ได้มาตรวจ DNA ตำรวจไทยกลับเชิญโรงพยาบาลมาร่วมตรวจมากถึง 4 โรงพยาบาล

ถามว่า แล้วทำไมไม่ตรวจศพเหยื่อนสาว กับตรวจผู้ต้องหาชาวพม่าทั้งสองคนแบบนี้บ้างล่ะ ??

เชิญมาหลาย ๆ หน่วยงานเพื่อความโปร่งใส เพราะคดีนี้สำคัญระหว่าง 3 ประเทศ



อีกทั้งตำรวจได้เคยแถลงข่าวในตอนแรกแล้วว่า DNA คนร้ายในตัวเหยื่อมีแค่ 2 คนเท่านั้น ซึ่งตำรวจไทยอ้างว่า ตรงกับผู้ต้องหาชาวพม่าทั้งสองคน

ดังนั้น นายนมสดมาตรวจ DNA ทำแป๊ะอะไร ในเมื่อโควต้า DNA คนร้ายมีแค่ 2 คนมันเต็มโควต้าไปแล้ว

ตำรวจไทยเห็นคนไทยโง่ใช่ไหม ?

มีคนถามผมว่า "ตกลง DNA ที่เก็บจากเหยื่อมีจริงไหม ?"

ผมจึงตอบไปว่า "ตำรวจก็ต้องตอบว่า มีจริง ขอเอาเกียรติและศักดิ์ศรีตำรวจไทยเป็นประกัน" 555555

และยังมีอีกหลายประเด็นที่ตำรวจไทยยังตอบไม่ได้ ลองดูคลิปจากไทยพีบีเอสดูครับ



คลิกอ่าน ทำไมคดีเกาะเต่า ตำรวจไทยจึงขาดความน่าเชื่อถือ ตอนแรก