วันพุธที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2557

1 สิทธิ 1 เสียงของคนเท่ากันหรือไม่ ?







คือพวกบ้าประชาธิปไตยแบบติ้นเขิน จะหลงเชื่อมายาคติที่ว่า การเลือกตั้ง คือ ประชาธิปไตย และ 1 สิทธิ 1 คนนั้นเท่ากัน

ที่จริงแล้วความเชื่อนั้นก็ไม่ได้ว่าผิด แต่มันก็ไม่ใช่ว่าจะถูกไปซะทีเดียว

นั่นเพราะประชาธิไตยที่คนไทยหลงใหล มันใช้หลักความเท่ากันในเชิงปริมาณ แต่มันกลับไม่เท่ากันในเชิงคุณภาพ


ตัวอย่างเช่น ธนบัตรใบละ 1 ดอลล่าห์ กับ ธนบัตรใบละ 20 บาท ก็มีจำนวน 1 ใบเท่ากัน แต่มูลค่าของเงินไม่เท่ากัน

สมองของไอน์สไตน์ กับสมองของยิ่งลักษณ์ ก็มี 1 สมองเท่ากัน แต่คุณภาพสมองนั้นไม่เท่ากัน

คนเราก็เช่นกัน แม้จะมี 1สิทธิ 1เสียงเท่ากัน แต่ระบบความคิดเพื่อช่วยประโยชน์ส่วนรวม หรือความมีจิตเพื่อสาธารณะของแต่ละคนกลับไม่เท่ากัน

ถามว่า ถ้าคุณเชื่อว่า ไม่ว่าจะยากดีมีจน หรือจะการศึกษาน้อยหรือสูง หรืออายุจะมากหรือน้อย ก็มีความเท่าเทียมกันในการมี 1สิทธิ 1เสียง

ผมขอถามกลับว่า ถ้างั้นทำไมเราไม่ให้เด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี มีสิทธิเลือกตั้งด้วยเล่า

เพราะผมว่า เด็กไทยจำนวนมากฉลาดกว่ายิ่งลักษณ์ด้วยซ้ำ จริงไหม ? มีเด็กไทยจำนวนมากที่มีคุณธรรมสูงกว่าผู้ใหญ่ที่เล่นการเมืองด้วยซ้ำ

แต่เด็กก็ยังไม่ได้รับสิทธิในการเลือกตั้ง ด้วยเหตุที่ผู้ใหญ่คิดเองเออเองแทนเด็กว่า วัยวุฒิ คุณวุฒิ การศึกษา และวุฒิภาวะของเด็กยังน้อยเกินไป

ผมขอบอกว่า การที่ไปห้ามเด็กต่ำกว่าอายุ 18 ปี ยังไม่มีสิทธิเลือกตั้งนั้น นั่นก็เท่ากับว่า คนเราไม่เท่าเทียมกันแล้วล่ะครับ เพราะผู้ใหญ่มากมายมีระบบความคิด และระบบคุณธรรมแพ้เด็กด้วยซ้ำ

ผมกลับคิดว่า เด็กต่างหากที่สมควรมีสิทธิเลือกตั้งยิ่งกว่าผู้ใหญ่ เพราะคนไทยจำนวนมากยิ่งโตยิ่งชั่ว ยิ่งโตยิ่งเห็นแก่ตัวมากขึ้น ในขณะที่เด็กส่วนใหญ่ ผมมีความเชื่อว่า พวกเด็กๆ เขายังมีจิตสาธารณะมากกว่าผู้ใหญ่ด้วยซ้ำ

ฉะนั้นไอ้ตรรกะ 1 สิทธิ 1เสียงของคน ที่อ้างว่าเท่ากันนั้น ผมว่าหลอกตัวเองกันทั้งสิ้น

----------------------

ใจจริง คุณอยากเป็นคนส่วนใหญ่ หรือคนส่วนน้อยล่ะ ?

โลกเรานี้ มีคนจนมากกว่าคนรวย

ถามว่า คุณอยากเป็นคนจน หรืออยากเป็นคนรวย ?

โลกเรานี้ คนโง่มีมาก คนฉลาดอัจฉริยะมีน้อย

ถามว่า คุณอยากเป็นคนโง่ หรืออยากเป็นอัจฉริยะ ?


ที่จริงผมเข้าใจนะว่า หลักการ 1 สิทธิ 1 เสียง ก็มีไว้เพื่อให้คนจน มีเสียงเท่าคนรวย คนเรียนน้อยมีเสียงเท่าคนเรียนสูง คนไม่มีอำนาจมีเสียงเท่าผู้มีอำนาจ

แต่ถามต่ออีกหน่อยว่า แล้วทำไมต้องจำกัดการเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลไทย ด้วยการกำหนดว่า ต้องมีการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี ??

แบบนี้ถือว่า เท่าเทียมกันหรือไม่ ?

คนที่ชอบอ้างว่า 1 สิทธิ 1 เสียงของคนเราเท่ากัน คุณคิดว่า คนที่จบปริญญาตรีจะฉลาดทุกคนจริงหรือ ?

และคนที่จบปริญญาตรีทุกคน จะต้องฉลาดกว่าคนที่ไม่จบปริญญาเลย จริงหรือ ?

ฉะนั้น แค่หลักคิดตรงนี้ก็ไม่เทียมกันจริง ๆ อีกแล้วครับ

ตัวอย่างเช่น ผมมั่นใจว่า โน๊ต เชิญยิ้ม น่าจะมีความรู้เรื่องความเป็นไทย เรื่องประเพณีวัฒนธรรมไทยดีกว่ารัฐมนตรีกะทรวงการท่องเที่ยวที่ผ่าน ๆ มาของไทยอีกหลายคนด้วยซ้ำ  ทั้ง ๆ ที่โน๊ต เชิญยิ้ม เรียนไม่จบ ป. 3 ด้วยซ้ำ

หากเราส่งเสริมเรื่อง ปราชญ์ชาวบ้าน ปราชญ์ท้องถิ่น เราก็ไม่ควรจำกัดการเป็นรัฐมนตรีตรงที่จบปริญญาตรีจริงหรือไม่ ?

แล้วถามหน่อย คุณเชื่อหรือว่า คุณภาพคนจบปริญญาตรีในไทย มันมีคุณภาพจริง ๆ เหรอ ? ผมคนนึงล่ะไม่เชื่อ เพราะตั้งแต่ ป.ตรี จน ป.เอก สามารถจ้างทำวิทยานิพนธ์แทนกันได้ทั้งนั้น

ผมเคยเจอพวกจบปริญญาตรีมากมายโง่สุด ๆ เยอะแยะ ที่จบมาได้เพราะวิ่งเต้นอาจารย์ ลอกข้อสอบเพื่อน จ่ายใต้โต๊ะ จนกระทั่งมีคำพูดที่ว่า ขอเพียงคุณจ่ายเงินครบ รับรองเรียนจบแน่นอน

หรือกรณี บก.ลายจุด ที่ถือว่าเป็นพวกกลุ่มแดงอุดมการณ์ บก.ลายจุด ก็บอกเองว่า ตนนั้นไม่ได้จบปริญญาตรี และเรียนไม่จบ ม.6 ด้วยซ้ำ (บอกในรายการเจาะข่าวเด่น)

ผมว่า บก.ลายจุด ฉลาดกว่าแกนนำแดงและรัฐมนตรีจากเพื่อไทยหลายคน แต่ บก.ลายจุด ก็ไม่มีสิทธิเป็นรัฐมนตรี เพียงเพราะ บก.ลายจุด ไม่จบปริญญาตรี

-----------------------

ชาวสวนยางมีจำนวนน้อยกว่าชาวนามาก แต่รายได้จากยางพารากลับทำรายได้เข้าประเทศมากกว่าการขายข้าว

แล้วถามว่า นโยบายของพรรคเพื่อไทยหมดเงินในโครงการจำนำข้าวไปร่วมๆ 1 ล้านล้านบาท ขาดทุนชิพหายวายป่วง นี่คือนโยบายเพื่อความเท่าเทียมกันในอาชีพเกษตรกรหรือไม่ ?

พวกที่ชอบอ้างว่า 1สิทธิ 1เสียงเท่ากันตอบมา ?

ผมว่า ประชาธิปไตยไทยหลายครั้งกลายเป็นว่า คนส่วนใหญ่กำลังรังแกคนส่วนน้อยมากกว่านะ

เรื่อง 1 สิทธิ 1 เสียง เท่ากันนั้นมันพูดไม่จบหรอกครับ เอาเป็นว่า ใครอยากเข้าใจอะไร ๆ อีกหลายอย่างมากกว่านี้

ผมแนะนำไปอ่านบทความสัก 3 เรื่อง

กรณีตัวอย่างประชาธิปไตยเหี้ย ๆ

เมื่อประชาธิปไตย ไม่เท่ากับ การเลือกตั้ง

ต้องมีหัวใจประชาธิปไตย ถึงจะเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง


ที่จริงมีคำอธิบายอีกมากมายหลายบทความ แต่ผมว่า เอาแค่ 3 บทความนี้ก็พอมองออกมากขึ้นแล้วครับ

--------------------------

ทองคำมูลค่า 100 บาท ไม่เท่ากับทองคำหนัก 100 บาท

นี่คือตัวอย่างของคนที่อ่านไม่ได้ศัพท์จับมากระเดียด

เขาเขียนว่า แจกทองคำมูลค่า 100 บาท แต่มีคนไทยจำนวนไม่น้อยกลับตีความว่า ตนเองโดนโกง เพราะตนเองควรจะได้ทองคำหนัก 100 บาท

นี่แหละครับ คนไทย 1 คน 1 สิทธิ นั้นมันไม่เท่ากันจริง ๆ

ก็ขนาดชาวนาในเชียงใหม่ ยังมีอภิสิทธิ์เหนือกว่าชาวนาทุกจังหวัดเลยครับ เชื่อไหม ?

เพราะชาวนาเชียงใหม่จะได้เงินจำนำข้าวก่อนชาวนาทั่วประเทศทุกครั้งไป

-----------------------------

ก่อนจบบทความ ผมจะยกตัวอย่างเพื่อให้คุณเห็นภาพชัดเจนขึ้น

1 สียงของทักษิณ เท่ากับ เสียงของสมาชิกพรรคเพื่อไทยทั้งพรรคหรือไม่ คุณคิดว่าเสียงของใคร หรือ เสียงไหน มีอำนาจจัดการพรรคเพื่อไทยได้มากกว่า ??

ถ้าใครยังตอบไม่ได้ลองอ่านบทความตามลิงค์ข้างล่างต่อไป

คลิกอ่าน เมื่อประชาธิปไตยไทยไม่เท่ากับการเลือกตั้ง





วันพุธที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2557

ความโง่รัฐบาลรักษาการยิ่งลักษณ์ ประกาศ พรก.ฉุกเฉินที่เป็นโมฆะ






รัฐบาลรักษาการของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ประกาศ พรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ไปเมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2557 ที่ผ่านมานั้น

มันกลับกลายเป็น พรก.ฉุกเฉินที่เป็นโมฆะ เพราะ รัฐบาลที่แท้จริงถูกยุบสภาไปแล้ว คงเหลือแต่ผู้ทำหน้าที่รักษาการแทนรัฐบาลเท่านั้น

ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 180 รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ

มาตรา180 (2) อายุสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร


ผู้ที่จะประกาศ พรก.ฉุกเฉินได้ มีเพียงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกับมติคณะรัฐมนตรีเท่านั้น ส่วนตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี กฎหมายไม่ได้ระบุว่า สามารถออก พรก.ฉุกเฉินได้


และใน พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ในมาตรา 5 ได้กำหนดว่า

มาตรา ๕ เมื่อปรากฏว่ามีสถานการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้นและนายกรัฐมนตรีเห็นสมควรใช้กำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือตำรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารร่วมกันป้องกัน แก้ไข ปราบปราม ระงับยับยั้ง ฟื้นฟูหรือช่วยเหลือประชาชน ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี มีอำนาจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อบังคับใช้ทั่วราชอาณาจักรหรือในบางเขตบางท้องที่ได้ตามความจำเป็นแห่งสถานการณ์ ในกรณีที่ไม่อาจขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีได้ทันท่วงที นายกรัฐมนตรีอาจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไปก่อน แล้วดำเนินการให้ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีภายในสามวัน หากมิได้ดำเนินการขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีภายในเวลาที่กำหนด หรือคณะรัฐมนตรีไม่ให้ความเห็นชอบ ให้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าวเป็นอันสิ้นสุดลง

การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามวรรคหนึ่ง ให้ใช้บังคับตลอดระยะเวลาที่นายกรัฐมนตรีกำหนด แต่ต้องไม่เกินสามเดือนนับแต่วันประกาศ ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลา ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศขยายระยะเวลาการใช้บังคับออกไปอีกเป็นคราว ๆ คราวละไม่เกินสามเดือน

เมื่อสถานการณ์ฉุกเฉินสิ้นสุดลงแล้ว หรือเมื่อคณะรัฐมนตรีไม่ให้ความเห็นชอบหรือเมื่อสิ้นสุดกำหนดเวลาตามวรรคสอง ให้นายกรัฐมนตรีประกาศยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น

----------------------

ถ้าใครยังคิดว่า ยังไม่ชัวร์ ก็ลองดู รัฐธรรมนูญ มาตรา 181 ข้อ(2) และข้อ(4)ได้กำหนดว่า

(2) รัฐบาลรักษาการ ต้องไม่กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติให้ใช้จ่ายงบประมาณสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อน

(4) รัฐบาลรักษาการ ต้องไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐ เพื่อกระทำการใดซึ่งจะมีผลต่อการเลือกตั้ง และไม่กระทำใดอันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามระเบียบที่คณะกรรมการเลือกตั้งกำหนด




การประกาศ พรก.ฉุกเฉิน ก็ต้องมีเบี้ยเลี้ยงฉุกเฉินให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ตาม พรก.ฉุกเฉิน ฉะนั้นรักษาการรัฐบาลของยิ่งลักษณ์ จึงกระทำขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 ข้อ (2)

และการที่ประกาศ พรก.ฉุกเฉิน ทั้งที่รัฐบาลรักษาการมีส่วนได้เสียในการเลือกตั้งด้วย ก็อาจเข้าข่ายกระทำขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 181 ข้อ(4) ได้ด้วยเช่นกัน


เพราะใน พรก.ฉุกเฉิน มาตรา 9 (3) กำหนดว่า

(3) ห้ามการเสนอข่าว การจำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวหรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั้งในเขตพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือทั่วราชอาณาจักร

จึงมีข่าวลือว่า รัฐบาลรักษาการได้ไปกดดัน กสทช. ให้ปิดสถานีทีนิวส์ และสถานีบลูสกาย ที่เป็นกระบอกเสียงต่อต้านรัฐบาลรักษาการ ซึ่งอาจทำให้พรรคเพื่อไทยมีคะแนนตกในการเลือกตั้งได้

----------------------

ยิ่งลักษณ์ ลงนามประกาศ พรก.ฉุกเฉิน ด้วยตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

เพราะเมื่อตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้สิ้นสุดไปแล้วจากการยุบสภา คงเหลือแต่ตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรีเท่านั้น

การที่ยิ่งลักษณ์ ลงนามด้วยการใช้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเหมือนเดิม จึงทำให้ พรก.ฉุกเฉิน ฉบับนี้เป็นโมฆะ !!



คลิกที่นี่เพื่อดูไฟล์ต้นฉบับในราชกิจจานุเบกษา


ถามว่า ทำไมยิ่งลักษณ์ไม่กล้าลงนามด้วยตำแหน่ง รักษาการนายกรัฐมนตรี ??

ก็เพราะ มันต้องการบิดเบือนกฎหมายไงครับ

----------------------

สรุปได้เลยว่า รัฐบาลรักษาการของยิ่งลักษณ์ ประกาศ พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินฉบับวันที่ 21 ม.ค.57 จึงไม่ชอบด้วยกฏหมายสูงสุดของประเทศครับ

และถ้ารัฐบาลมีความผิดในการออก พรก.ฉุกเฉิน ฉบับนี้จริง โทษอาจสูงสุดถึงขั้นออกใบแดงให้คนของรัฐบาลในการเลือกตั้ง แล้วอาจพาลเลยไปถึงขั้นตัดสินยุบพรรคได้

ซึ่งหากออกมาในแนวนั้น ควายแดงก็จะใช้ตรรกะควาย ๆ เหมือนเดิมว่า อำมาตย์เผด็จการกลั่นแกล้งพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย

ถุย!! ไอ้ฟายแดงโง่ไม่มีวันสร่าง

-------------------

สิ่งที่ผมกลัวคือ ศาล รธน. จะเกิดปอดขึ้นมา จนไม่กล้าทำความถูกต้องให้ปรากฎ เพราะเกรงกลียุคจากอันธพาลเสื้อแดง

v

v


ล่าสุด วันที่ 19 ก.พ. 57 ศาลแพ่งตัดสินไม่ยกเลิก พรก.ฉุกเฉินของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ตามคำตัดสินนี้

"การออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่รัฐบาลประกาศและบังคับใช้เป็นกฎหมายพิเศษให้อำนาจของฝ่ายบริหารเพื่อแก้ไขสถานการณ์ให้จบโดยเร็ว แต่ห้ามนำประกาศ 9 ข้อที่ศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) ออกมาตามการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาใช้กับผู้ชุมนุม เพราะเป็นประกาศออกมาใช้บังคับแค่บางกลุ่มเท่านั้น และห้ามใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม เนื่องจากเห็นว่าผู้ชุมนุมได้ชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้ โดยให้มีผลบังคับใช้่ทันที"

ศาลสั่งห้าม ศรส. กระทำ 9 ข้อ ตามนี้

1.ห้ามมิให้จำเลยทั้งสาม ใช้หรือสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้ใช้กำลังหรืออาวุธเข้าสลายการชุมนุมของโจทก์ และประชาชนที่ได้ชุมนุมกันโดยสงบ และปราศจากอาวุธ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 63 วรรคหนึ่ง
2.ห้ามมิให้จำเลยทั้งสาม มีคำสั่งยึดหรืออายัดสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภค เคมีภัณฑ์หรือวัตถุอื่นใดที่ได้ใช้ หรือจะใช้สิ่งนั้นเพื่อการกระทำการ หรือสนับสนุนการชุมนุมของโจทก์และประชาชน
3.ห้ามมิให้จำเลยทั้งสาม ออกคำสั่งตรวจค้นหรือถอน หรือทำลายซึ่งอาคาร สิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งกีดขวางของโจทก์และประชาชน
4.ห้ามมิให้จำเลยทั้งสาม สั่งการห้ามการซื้อ ขาย ใช้ หรือมีไว้ในครอบครอง ซึ่งสินค้า เวชภัณฑ์ เครื่องอุปโภค บริโภค เคมีภัณฑ์ หรือวัสดุอุปกรณ์ อย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งอาจใช้ในการชุมนุมของโจทก์และประชาชน
5.ห้ามมิให้จำเลยทั้งสาม สั่งการห้ามกระทำการอย่างใดๆ ที่เป็นการปิดการจราจร ปิดเส้นทางคมนาคม หรือกระทำการอื่นใด ที่ทำให้ไม่อาจใช้เส้นทางคมนาคมได้ตามปกติ ในทุกเขตพื้นที่ที่โจทก์และประชาชนใช้ในการชุมนุม
6.ห้ามมิให้จำเลยทั้งสาม ประกาศกำหนดพื้นที่ที่ห้ามมีการชุมนุมของโจทก์และประชาชน ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป
7.ห้ามมิให้จำเลยทั้งสาม สั่งการห้ามการใช้เส้นทางคมนาคม หรือการใช้ยานพาหนะ หรือกำหนดเงื่อนไขในการใช้เส้นทางคมนาคม หรือการใช้ยานพาหนะของโจทก์และประชาชนในการชุมนุม
8.ห้ามมิให้จำเลยทั้งสาม ห้ามโจทก์และประชาชนใช้อาคารหรือเข้าไป หรืออยู่ในสถานที่ หรือห้ามเข้าไปในพื้นที่ใดๆ
9.ห้ามมิให้จำเลยทั้งสาม สั่งให้อพยพโจทก์และประชาชนออกจากพื้นที่การชุมนุม และห้ามมิให้ออกคำสั่งห้ามโจทก์และประชาชนเข้าไปในพื้นที่ชุมนุม



แม้ผมไม่เห็นด้วยกับศาลแพ่ง แต่ผมก็ยอมรับคำตัดสินของศาลแพ่ง เพราะสิ่งที่ศาลตัดสินนั้น แม้ไม่ยกเลิกพรก.ฉุกเฉิน ก็ตาม

แต่ในคำสั่งศาลก็เท่ากับทำให้คำสั่ง ศรส. เริ่มเป็นง่อยแล้ว 555

ที่สำคัญ กปปส. สามารถฟ้องร้องเอาผิดไอ้พวก ศรส. ได้ เพราะมันสั่งสลายการชุมนุมเป็นการขัดคำสั่งศาล ถึงแม้พวกมันจะพยายามเลี่ยงบาลีว่า ไม่ได้สลายการชุมนุมก็ตาม





วันจันทร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2557

วรเจตน์ นิติราษฎร์ บิดเบือนกฎหมายเลือกตั้งใส่ร้าย กกต.







ผมได้ดูการแถลงของนิติราษฎร์ กรณีการเลือกตั้ง 2 ก.พ.56 ซึ่งพวกนิติราษฎร์ที่นำโดยนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ ได้ออกมาตำหนิ กกต. ในประเด็นทีว่า ทำไมไม่ขยายการเปิดรับสมัคร สส. ใน 28 เขตภาคใต้ที่ยังไม่มีผู้สมัครออกไปอีก

โดยที่นายวรเจตน์ อ้างว่า กกต.สามารถขยายวันรับสมัครออกไปได้อีก ไม่ได้เป็นอย่างที่ กกต.อ้างว่า ไม่มีกฎหมายรองรับ

-------------------

ก่อนอื่น ขอให้คุณผู้อ่านจำไว้เลยว่า พวกนิติราษฎร์ ต้องการให้มีการเลือกตั้ง 2 ก.พ. ตามที่รัฐบาลต้องการ จึงพยายามหาเหตุผลแบบแถ ๆ มาบิดเบือนหลอกพวกฟายแดงที่นิยมนิติราษฎร์ ให้หลงเชื่อว่า กกต. พยายามเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล

นายวรเจตน์ อาศัยความเป็นอาจารย์กฎหมายชื่อดัง พูดไปเรื่อย โดยที่ผู้ฟังหากไม่เปิดดูรัฐธรรมนูญ และพ.ร.บ.เลือกตั้ง ควบคู่ไปด้วย ก็คงหลงเชื่อคำพูดนายวรเจตน์โดยดี

ก็เพราะคนพวกนี้ใจพวกมันอยากจะเชื่ออยู่แล้ว เลยไม่สนใจว่านายวรเจตน์จะบิดเบือนกฎหมายอย่างไร เพราะนายวรเจตน์ใช้โวหารเลี่ยงกฎหมายบางข้อที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตน แต่ไปยกข้อกฎหมายบางข้อมาอ้างเพื่อตีความเข้าข้างฝ่ายตนแทน

----------------------

ประเด็น เปิดรับสมัคร สส.แบบแบ่งเขตอีกรอบได้ไหม ?

ขอตอบว่า กกต.ไม่สามารถขยายเวลาการรับสมัครเลือกตั้งสส. แบบแบ่งเขตออกไปได้อีก หรือเปิดรับสมัครใหม่ได้อีก ก็เพราะ

ใน มาตรา 7 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาพ.ศ. ๒๕๕๐ได้กำหนดไว้ตามนี้

มาตรา ๗ เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไปแล้ว ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ดังต่อไปนี้
(๑) กำหนดวันรับสมัครเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ซึ่งต้องกำหนดให้มีการเริ่มรับสมัครไม่เกินยี่สิบวันนับจากวันที่พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใช้บังคับ และต้องกำหนดวันรับสมัครไม่น้อยกว่าห้าวัน

ทีนี้เรามาดูเรื่องเงื่อนไขของเวลากัน

พระราชกฤษฎีกายุบสภาและกำหนดให้มีการเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธุ์ 2556 ได้ประกาศใช้ในวันที่ 9 ธันวาคม 2556

หากนับจากวันที่พระราชกฤษฎีกาประกาศใช้ไปไม่เกิน 20 วัน ที่ต้องเปิดให้มีการรับสมัครการเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขต กกต. ก็จะต้องเปิดรับสมัครสส.แบบแบ่งเขตไม่เกินวันที่ 29 ธันวาคม 2556

แต่ กกต. ได้ประกาศให้วันที่ 28 มกราคม 2556 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2557 เป็นวันรับสมัครเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตแล้ว (ซึ่งก็ไม่เกิน 20 วันหลังจากพระราชกฤษฎีกายุบสภาประกาศใช้)

ซึ่งระยะเวลาการเปิดรับสมัครก็ไม่น้อยกว่า 5 วันตามที่กฎหมายกำหนดไว้ เพราะวันที่ 28 ธ.ค. 56 - 1 ม.ค.57 ก็เท่ากับ 5 วันพอดี

แต่เมื่อมี 28 เขตในภาคใต้ ไม่มีผู้สมัครเลือกตั้ง กกต.ก็ไม่สามารถเปิดรับสมัคร สส.แบบแบ่งเขตได้อีก เพราะเงื่อนไขของเวลามันครบไปหมดแล้ว

ถ้า กกต. เปิดรับสมัครใหม่อีกรอบ ก็จะเกิน 20 วันหลังพระราชกฤษฎีกายุบสภามีผลบังคับใช้

อธิบายแบบนี้พอเข้าใจไหมครับ ?

-----------------------------------

วรเจตน์ อ้างว่า เมื่อใน 28 เขตภาคใต้ไม่มีผู้สมัคร กกต.ก็ควรใช้กฎหมายในมาตราอื่นมาเทียบเคียงใช้แทน

ซึ่งคือ พ.ร.บ.เลือกตั้งในมาตรา 88 ที่ว่าถ้าผู้สมัครได้คะแนนไม่ถึงร้อยละ20 ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตนั้นๆ ก็ให้ กกต.ประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่ และเปิดรับสมัคร สส.แบบแบ่งเขตใหม่ได้

วรเจตน์มันให้ กกต. เปิดรับสมัคร สส.แบบแบ่งเขตอีกรอบ โดยใช้มาตรา 88 มาเทียบเคียงใช้แทน

ดู ๆ มันทำ วรเจตน์มันพยายามจะแถ ซึ่งมาตรา 88 มันคนละเรื่องกับกรณี 28 เขตภาคใต้ไม่มีผู้สมัครเลย

วรเจตน์มันพูดง่าย เพราะมันไม่ใช่ กกต. เพราะถ้าหาก กกต. ไปเปิดวันรับสมัครใหม่ ก็จะผิด พ.ร.บ.เลือกตั้ง แล้วใครซวยล่ะ ?

แน่นอน กกต. ซวย!! แต่วรเจตน์ ไม่ได้ซวยด้วย

วรเจตน์ มันมีหน้าที่ออกมาบิดเบือนกฎหมายใส่ร้าย กกต. ให้เสื้อแดงโง่ ๆ คล้อยตามและหลงเชื่อเท่านั้น

--------------------

กรณี กกต.ลาออกทั้งหมด

ไอ้วรเจตน์ มันบอกว่า ถ้า กกต. ลาออก ก็ต้องอยู่ทำหน้าที่ต่อไป เหมือนกรณี กกต.อยู่ครบวาระ ต้องอยู่ทำหน้าที่รักษาการต่อไปจนกว่าจะมี กกต.ชุดใหม่มาแทน

ซึ่งนี่คือการตีความแถเข้าข้างฝ่ายตัวเองของวรเจตน์

เพราะในอดีตที่ผ่านมา เคยมี กกต. ลาออกก่อนครบวาระ ก็ไม่เห็นต้องอยู่ทำหน้าที่รักษาการใด ๆ ทั้งสิ้น เช่น กรณีพลเอกศิรินทร์ ธูปกล่ำ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (21 ต.ค. 44 - 15 พ.ค. 45) ลาออกจากตำแหน่งเมื่อ 15 พฤษภาคม 2545 ก็ไม่ได้มาอยู่รักษาการใด ๆ ทั้งสิ้น

เพราะเมื่อไม่มี กกต. ก็สรรหาใหม่ ก็เท่านั้น

แล้วนายวรเจตน์ ก็ยังไปอ้างว่า "ถ้าใคร ๆ นึกลาออกจากหน้าที่ก็ทำได้ตามอำเภอใจ ต่อไปทหารเกณฑ์บอกขอลาออกจากการเป็นทหารเกณฑ์ก็ได้น่ะสิ จริงไหม?"

นายวรเจตน์ มันมั่วอีกแล้ว

เพราะกรณีทหารเกณฑ์นั้น จะนำมาอ้างเทียบเคียงกับอาชีพอื่น ๆ ไม่ได้ เพราะกรณีทหารเกณฑ์เป็นเพียงไม่กี่กรณีเท่านั้นที่กฎหมายบังคับว่า ต้องอยู่ทำหน้าที่จนครบวาระ จะมาลาออกกลางคันไม่ได้ เหมือนที่ผมเคยยกตัวอย่างกรณีกฎหมายการเกณฑ์ทหารในบทความ ตีความรธน. มาตรา 181 ตอน2

แต่อาชีพอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้ ไม่มีกฎหมายใดมาบังคับว่าไม่ให้ลาออก หรือหยุดทำหน้าที่ไม่ได้ เพราะนั่นจะขัดหลักการของเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน

ไอ้วรเจตน์ มันอ้างกฏหมายมั่วๆ เพื่อเข้าข้างฝ่ายตนเอง เพราะมันรู้ว่า มีแต่พวกควายเท่านั้นที่ฟังมันและเชื่อมันทันทีโดยไม่สนใจหาข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง

------------------

กรณี กกต. เหลือแค่ 2 คน 

ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา8 ได้กำหนดว่า กกต.ต้องมีอย่างน้อย 3 ใน 4 ของจำนวนกกต.ที่มีอยู่  และต้องไม่น้อยกว่า 3 คน จึงจะทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ จึงจะถือว่าครบองค์ประชุม

ถ้าเกิดกรณี กกต.ลาออกไป 3 คนแล้วเหลือแค่ 2 คนล่ะ ?

ไอ้วรเจตน์ ก็อ้างอีกว่า ถ้ามี กกต.ที่ลาออกไป ก็ต้องอยู่ทำหน้าที่รักษาการต่อไป ห้ามหยุดทำหน้าที่

โถ ๆ ไอ้วรเจตน์นี่มันมั่วจริง ๆ ไม่มีกฎหมายไหนหรอกที่จะมาบังคับว่า คุณลาออกจากราชการไปแล้วก็ต้องอยู่ทำหน้าที่ต่อไป ไม่งั้นจะถูกกฏหมายเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่มาเล่นงาน

ไปหามาเลยเคยมีกรณีไหนในประวัติศาสตร์บ้าง ที่อาชีพข้าราชการทั่วไปหรือข้าราชการการเมืองได้ลาออกไปแล้ว และไม่ขอรักษาการต่อไป จะมีกฏหมายมาลงโทษ

ต่อให้อยู่ครบวาระ แล้วกฎหมายกำหนดให้รักษาการต่อก็ตาม กฎหมายก็มาลงโทษไม่ได้ เพราะหน้าที่ตรงนี้มันมีสิทธิรวมอยู่ด้วย

ตัวอย่างเช่น รักษาการนายกรัฐมนตรี แม้รัฐธรรมนูญจะกำหนดให้อยู่รักษาการต่อไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่มาก็ตาม

แต่หากอยากนายกจะลาออกจากรักษาการ ก็ย่อมกระทำได้ เพราะมันคือสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

(อ้างตามรัฐธรรมนูญในมาตรา182 เรื่องความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว เช่น 1.ตาย 2.ลาออก)

เมื่อไม่มีรักษาการนายก รองนายกก็รักษาการแทนนายกได้ หรือถ้าลาออกจากรักษาการทั้งหมดรัฐบาลเลย ปลัดกระทรวงก็รักษาการแทนได้เพื่อรอรัฐบาลใหม่ต่อไป

การลาออกจากหน้าที่ ไม่มีบทลงโทษใด ๆ ทั้งสิ้น ทหาร ตำรวจ ก็ลาออกได้ หากไม่อยากทำหน้าที่ต่อไป

เพราะประมวลกฎหมายอาญา เรื่องละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา157  จะบังคับใช้ได้กับเจ้าพนักงานผู้ที่ยังไม่ลาออกจากราชการเท่านั้น 


คลิกอ่าน ความโง่เสื้อแดงกับการเลือกตั้ง2ก.พ.ที่จะเป็นโมฆะ

คลิกอ่าน ความโง่ของเสื้อแดงและนิติราษฎร์ ต่ออำนาจหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ








วันอังคารที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2557

ผลประโยชน์ร่วมของสหรัฐอเมริกาและเกาหลีเหนือ (2)





เมื่อหลายวันก่อน มีข่าวรัฐบาลเกาหลีใต้ ได้ทำข้อตกลงจ่ายสหรัฐฯจำนวน 866.6 ล้านดอลลาร์ในปี 2014 เพื่อรักษาฐานทัพสหรัฐฯให้ยังอยู่ในเกาหลีใต้ในการช่วยป้องกันการรุกรานจากเกาหลีเหนือ ซึ่งเพิ่มจากปีที่แล้ว ร้อยละ 5.8

ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจแต่อย่างใด เพราะแท้จริงแล้ว สืบเนื่องจากบทความที่ผมเคยเขียนไว้ในบทความตอนแรก ก็เคยได้บอกแล้วว่า ทุกครั้งที่เกาหลีเหนือทำท่าจะก่อสงครามกับเกาหลีใต้ทีไร นั้นหมายถึง การช่วยส่งเสริมการขายอาวุธให้สหรัฐอเมริกาทางอ้อม

อีกทั้งการที่เกาหลีเหนือแสดงท่าทีข่มขู่เกาหลีใต้ รวมทั้งการทดลองยิงขีปนาวุธนั้น ก็ถือเป็นการโฆษณาประสิทธิภาพอาวุธของเกาหลีเหนือผ่านสื่อต่างประเทศฟรี ๆ เพื่อให้กลุ่มผู้ก่อการร้ายในประเทศต่าง ๆ ได้เห็นแสนยานุภาพและอานุภาพของอาวุธที่เกาหลีเหนือผลิต

เพราะรายได้ของเกาหลีเหนือมหาศาลได้มาจากการขายอาวุธให้ประเทศที่เป็นศัตรูกับสหรัฐอเมริกา เช่น อิหร่าน และขายอาวุธให้กลุ่มก่อการร้ายต่าง ๆ หรือขายให้กับกลุ่มต่อต้านรัฐบาลต่าง ๆ ในทวีปแอฟริกา เป็นต้น

แต่สุดท้ายแล้ว การที่เกาหลีเหนือกับสหรัฐอเมริกาพยายามแสดงออกว่าเป็นศัตรูกันนั้น ก็คือการแสดงละครตบตาชาวโลกร่วมกัน เพื่อผลประโยชน์ในเรื่องอาวุธยุโธปกรณ์ทางทหารของทั้งสองประเทศนั่นเอง

--------------------------

ผลจากการแสดงท่าทีแข็งกร้าวของผู้นำคนใหม่ของเกาหลีเหนือ อย่างนายคิมจองอึน ที่ประหารชีวิตอาเขยของตัวเองจนเป็นข่าวดังไปทั่วโลก ก็มีส่วนที่ทำให้เกาหลีใต้ไม่มั่นใจในสถานการณ์คาบสมุทรเกาหลีเท่าไหร่นัก

สุดท้ายเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่รุ่งเรืองยั่งยืนของเกาหลีใต้เอง จึงทำให้เกาหลีใต้จำต้องยอมจ่ายเงินอุดหนุนให้สหรัฐอเมริกาคงฐานทัพในเกาหลีใต้ต่อไป





คลิกอ่าน ผลประโยชน์ร่วมของสหรัฐอเมริกาและเกาหลีเหนือ (1)





วันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2557

เมื่อakecity ตอบคำถามเรื่องรถไฟฟ้าความเร็วสูงของยิ่งลักษณ์






เคยมีคนเข้ามาแสดงความเห็นทำนองคนกรุงเทพ ขัดขวางความเจริญของคนต่างจังหวัดที่จะมีรถไฟฟ้าเหมือนกับคนกรุงเทพ บ้าง

ผมก็เลยตอบไปตามรูปด้านล่าง


ที่มาคำถามด้านบนมาจากบทความเรื่อง ในหลวงกับเขื่อนแม่วงก์


ตอนนี้มีการนำเสนอข้อมูลว่า ลาวได้เริ่มก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงแล้ว แต่นั่นคือการพูดความจริงไม่หมด

เพราะรถไฟความเร็วสูงของลาวนั้น มีจีนเป็นผู้ร่วมลงทุน70% ส่วนลาวลงทุน30% แล้วมาแบ่งผลประโยชน์กันอีกทีระหว่างจีนกับลาว

(รถไฟความเร็วสูงลาว-จีน มีระยะทาง 420 กม. มูลค่าโครงการ 7 พันล้านเหรียญ)

ที่สำคัญเมื่อจีนลงทุนสร้างและมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของด้วย หากมีปัญหาต้องซ่อมบำรุง จีนก็ต้องร่วมรับผิดชอบซ่อมบำรุงเช่นกัน

(ส่วนรถไฟทางคู่ลาวได้ลงทุน 4พันล้านเหรียญให้บริษัทของมาเลเซียก่อสร้าง)


ในขณะที่โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงของพรรคเพื่อไทยนั้น คิดลงทุนด้วยการกู้เงินมาลงทุนเองทั้งหมด เพื่อหวังคอรัปชั่นเองนั่นแหละ เพราะแค่ค่าบริษัทที่ปรึกษาโครงการก็ปาเข้าไป 6 หมื่นกว่าล้านบาทแล้ว และบริษัทที่ปรึกษาเหล่านั้นก็คงต้องแบ่งเปอร์เซนต์อีก 30 % ให้เจ๊ดอ แหง ๆ

คิดดูแล้วกัน 30 % จากหกหมื่นล้านบาทมันเท่าไหร่แล้ว

ในขณะที่สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์เคยตกลงร่วมทุนสร้างรถไฟความเร็วสูงกับจีน ไทยจะได้ไม่ต้องแบกภาระหนี้เกินตัว แถมลดค่าซ่อมบำรุงรักษาไปด้วย

แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์กลับล้มเลิกวิธีการดังกล่าว เพื่อต้องการกู้เงิน2.2ล้านล้านบาท ที่มีดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้น คือมีดอกเบี้ยอีก 3.3 ล้านบาท แถมต้องจ่ายหนี้ก้อนนี้ไปอีก 50 ปีกว่าจะหมดหนี้ เพราะรัฐบาลลงทุนเองทั้งหมด

การที่จะมีรถไฟฟ้าความเร็วสูงนั้น ส่วนใหญ่หากไม่ใช่ประเทศเจ้าของเทคโนโลยีเอง ก็ควรต้องมีเจ้าของเทคโนโลยีมาร่วมลงทุนด้วยเพื่อลดค่าโสหุ้ยต่าง ๆ ลง

หากลงทุนทำเองทั้งหมด มันเสี่ยงมาก เพราะหากไม่ใช่ประเทศที่รำรวยมหาศาลอย่างสิงคโปร์ ที่ไปร่วมลงทุนกับมาเลเซียแล้วล่ะก็ ค่าโดยสารจะแพงมาก และเสี่ยงขาดทุนมโหฬาร ซึ่งก็คือภาษีของชาติทั้งนั้น

ดูซิ โครงการแอร์พอร์ตลิงค์ของทักษิณ วันนี้ยังหาทางเลิกขาดทุนไม่ได้เลย

ก็อย่างที่ผมเขียนตอบตามรูป ไทยเรามีปัญหาการคอรัปชั่นมาก แค่โหวตในสภากู้ 2.2ล้านล้าน มันยังกดบัตรแทนกันได้

มันเริ่มโกงตั้งแต่ต้นน้ำ ฉะนั้นกลางน้ำ ปลายน้ำ มันต้องยิ่งโกงหนักแน่นอน


คลิกอ่าน ควายแดงอย่าหลงประเด็นรถไฟฟ้าความเร็วสูง

----------------------

เฉพาะเงินลงทุนโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง คิดเป็น 60% จากเงินลงทุน 2.2ล้านล้านบาท

ถ้าไทยทำแค่รถไฟทางคู่ความเร็วสัก 150 กม./ชม. อย่างเดียวให้ทั่วทุกจังหวัด จะได้ประโยชน์มากกว่า ลงทุนน้อยกว่า คุ้มค่ากว่า สร้างรถไฟความเร็วสูงความเร็วมากกว่า 300 กม./ชม. ที่ทำไปเพื่อสนองตัณหานักการเมืองกับนายทุนอสังหาริมทรัพย์

ถ้าอยากรู้ว่านักการเมืองมันฮั้วกับนายทุนอสังหาริมทรัพย์ในเรื่องรถไฟความเร็วสูงอย่างไร ไปอ่านที่บทความด้านล่าง


คลิกอ่าน เศรษฐาใหญ่ยาว จนยิ่งลักษณ์น้ำแตก 





วันพุธที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2557

ชาวนาไทยที่เคารพ อย่าโดนหลอกเรื่องรับจำนำข้าวอีกเลย







ตอนนี้ชาวนาไทยกำลังเดือดร้อนเพราะจำนำข้าวไปแต่ไม่ได้เงินมาหลายเดือนแล้ว

ท่านชาวนาไทยที่เคารพ ลองใช้หลักคิดแบบง่าย ๆ นะครับว่า รัฐบาลเพื่อไทยใช้เงินภาษีของคนทั้งประเทศ มาซื้อข้าวจากชาวนาในราคาแพงกว่าราคาตลาดโลก 50 %

แล้วหลงตัวเองว่าข้าวไทยดีที่สุดในโลก ยังไง ๆ ก็ขายได้ แม้จะแพงแค่ไหนก็ตาม มันใช่สิ่งที่ถูกต้องตามที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์โม้ไว้หรือไม่

ทุกวันนี้ก็ได้พิสูจน์แล้วว่า คำโม้ดังกล่าวนั้นไม่จริง

หลักการค้าขายง่าย ๆ ซื้อของมาแพง ก็ต้องขายแพง แถมซื้อแบบไม่จำกัดจำนวนมากักตุนไว้ แต่กลับขายไม่ออก ก็มีแต่เจ๊งเท่านั้น

เมื่อซื้อข้าวจากชาวนามาทุกเมล็ดในราคาแพง แต่ขายไม่ออก เงินก็มีแต่จ่ายค่าซื้อ แต่กลับไม่มีเงินจากการขายข้าวเข้ามาให้พอดีกัน มันก็ย่อมเกิดการขาดสภาพคล่องในระบบเงินหมุนเวียน

นี่คือหลักการค้าขายพื้นฐานที่ทุกคนต้องรู้ แม้จะไม่ใช่พ่อค้าก็ตาม

ก็เหมือนที่ชาวนาไปกู้หนี้ยืมสินมาลงทุนปลูกข้าว แต่พอจำนำข้าวไปให้รัฐบาลแล้ว แต่ได้แค่ใบประทวน ถือรอเงินมานานกว่า 4 เดือนก็ยังไม่ได้เงิน ชาวนาก็ขาดสภาพคล่องทางการเงินใช่หรือไม่ ?

นี่ก็คือหลักคิดเดียวกัน

เงินที่รัฐบาลใช้ซื้อข้าวจากชาวนา มันก็มีดอกเบี้ยเงินกู้ ที่รัฐบาลกู้มาจาก ธกส. มาซื้อข้าว แต่พอขายไม่ได้ ข้าวในโกดังก็เริ่มเสื่อมสภาพ หนี้เสียกำลังเพิ่มขึ้นทุกวัน

ต้นทุนที่ชาวนาใช้ในการปลูกข้าว ก็มีค่าดอกเบี้ยจากการกู้เงินมาลงทุนทั้งค่าเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ใช่ไหม ?

นั่นแหละครับ เพราะชาวนาไทยชอบคิดแค่สั้นๆ ไม่คิดไกล หลงเชื่อประชานิยมเรื่องรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แล้วกลับเป็นการทำลายตลาดข้าวไทยในตลาดโลก จนเดี๋ยวนี้คู่แข่งไทยอย่าง เวียดนาม อินเดีย พม่า หรือแม้แต่เขมร ก็แจ้งเกิดไปแล้ว

แถมตอนนี้ข้าวหอมเขมรเป็นที่นิยมของชาวโลก จนมีการยกย่องให้ข้าวหอมเขมร คือข้าวหอมที่ดีที่สุดในโลกมา 2 ปีแล้วครับ

ปี 2554 ข้าวเขมร ชนะเลิศโลก
ปี 2555 ข้าวพม่า ชนะเลิศโลก
ปี 2556 ข้าวเขมร ชนะเลิศโลก อีกรอบ

----------------------

ผู้ชุมนุม กปปส. ทำชาวนาไม่ได้เงินค่าข้าวจริงหรือ ?

ขอตอบว่า ไม่จริงครับ เพราะม็อบเพิ่งมี 2 เดือน แต่ชาวนาไม่ได้เงินมา 4 เดือนจะเข้า 5 เดือนแล้ว

และที่สำคัญตามหลักการค้าขาย หากข้าวไทยขายดี ขายออก ก็ต้องมีเงินเข้ามาหมุนเวียนในระบบอย่างไม่ขาดแคลน

แต่ข้าวไทยทุกวันนี้มันขายไม่ออก รัฐบาลเลยไม่มีเงินมาจ่ายหนี้ให้ ธกส. แล้ว ธกส. จะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายเพื่อซื้อข้าวชาวนาได้ล่ะครับ

นอกจากต้องไปเพิ่มเพดานวงเงินกู้เพิ่มขึ้น ซึ่งนั่นก็คือ วิธีการกวาดขยะไว้ใต้พรม เอาหนี้ใหม่มาโปะหนี้เก่า!!

แบบนี้ประเทศไทยก็จะมีแต่เจ๊งกับเจ๊งเท่านั้น ชาวนาไทยทั้งหลายท่านจะยอมให้ประเทศไทยเจ๊งเพราะโครงการจำนำข้าวหรือครับ ?

การที่รัฐบาลไม่มีเงินจ่ายให้ชาวนา ก็เป็นการโยนความผิดไปที่ผู้ชุมนุม กปปส.แทน

ผมหวังว่า ตอนนี้ชาวนาไทยน่าจะรู้เท่าทันความชั่วของรัฐบาลเพื่อไทยแล้วนะครับ

----------------------

รัฐบาลยิ่งลักษณ์จ่ายเงินในโครงการจำนำข้าวไปเกือบ 1 ล้านล้านบาท

จากข่าวไทยพีบีเอส ได้รายงานว่า ถ้านับตั้งแต่เริ่มโครงการรับจำนำข้าวมาจนวันนี้ 2ปีกว่า ๆ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้ใช้เงินไปเกือบ 1 ล้านล้านบาทแล้ว

หลายคนอาจบอกว่า ไม่น่าเป็นไปได้

แต่ขอบอกว่า มันเป็นไปได้ครับ เพราะเฉพาะเงินรับจำนำข้าว ก็จ่ายไปแล้วกว่า 6 แสนล้านบาท ถ้ารวมประกันรอบใหม่จนหมดอีกก็ปาเข้าไปอีก 7 แสนกว่าล้าน

แล้วยังจะมีค่าเช่าโกดังเก็บข้าว ค่าดอกเบี้ยของเงินที่จ่ายไปแต่ขายข้าวไม่ออกจมอยู่ ค่าดอกเบี้ยที่กู้จาก ธกส. ค่าเสื่อมสภาพของข้าว และค่าดำเนินการอื่น ๆ อีกจิปาถะ

แต่เงินที่รัฐบาลจ่ายคืน ธกส. จากการขายข้าวได้ มีเพียง 1.6 แสนล้านบาทเท่านั้น

แล้วแบบนี้ไม่เรียกว่าเจ๊ง จะเรียกว่าอะไรครับ ?

เมื่อปี 2554 นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง เคยพูดว่า ถ้าโครงการจำนำข้าวขาดทุนเกิน 6 หมื่นล้านบาท รัฐบาลเพื่อไทยก็คงอยู่ไมได้ และตนในฐานะรองนายกรัฐบมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจก็ต้องแสดงความรับผิดชอบ





ทุกวันนี้ขาดทุนไปน่าจะ 5แสนล้านได้แล้วมั้ง แต่นายกิตติรัตน์มันก็ยังหน้าด้านอยู่ต่อไปครับ





(หมายเหตุ ตั้งแต่รัฐบาลดำเนินโครงการรับจำนำข้าว ได้จ่ายเงินให้เกษตรกรไปแล้วทั้งสิ้น 6.8 แสนล้านบาท เป็นข้าวปี 2554/55 นาปรัง 2555 นาปี 2555/56 นาปรัง 2556 และนาปี 2556/57 ซึ่งยังรอเงินอีก 1 แสนล้านบาทสำหรับการจ่ายเงินค่าข้าวที่รับจำนำเข้ามาแล้ว ส่วนการระบายข้าว กรมการค้าต่างประเทศได้คืนเงินให้รัฐบาลไปแล้ว 1.8 แสนล้านบาท และจะเร่งระบายข้าวเพื่อส่งเงินคืนต่อไป)

--------------------

ชาวนาไทยอย่าให้นักการเมืองหลอกอีกเลย

ถ้าชาวนาไทยยังเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวจนยอมเป็นเหยื่อให้นักการเมืองหลอกใช้ แล้วนำเงินภาษีชาติไปโกงกินด้วยประชานิยมแบบไร้เหตุผล เช่น กรณีโครงการจำนำข้าว

ไม่เพียงแต่ชาวนาจะเจ๊งเท่านั้น ตลาดข้าวไทย และคนไทยทุกคนจะเจ๊งตามไปด้วย

ลองคิดดู ต่อไปก็จะมีการเกทับนโยบายเช่น พรรคเพื่อไทยให้ราคาข้าวตันละ หมื่นห้า

พรรคภูมิใจไทยก็เกทับบ้าง ประกันราคาข้าวตันละ 2 หมื่น (ประกันก็ถือว่าดีกว่าจำนำ เพราะจ่ายแค่ส่วนต่าง)

ขนาดตันละหมื่นห้ายังชิพหายขนาดนี้ แล้วตันละ 2 หมื่นจะชิพหายขนาดไหน ?



ถ้าข้าวไทยแพง คนไทยก็ต้องกินข้าวแพง

แต่พอรัฐบาลขายข้าวไม่ออก ก็ต้องยอมขายข้าวขาดทุน เพื่อให้ชาวต่างชาติกินข้าวในราคาถูกว่าที่คนไทยซื้อกินในประเทศ แบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง

ซึ่งผมเคยเขียนบทความเรื่องนี้เป็นปีแล้วว่า คนไทยจ่ายภาษีแพงเพื่อให้ต่างชาติกินข้าวราคาถูก

-------------------------

ถ้าชาวนาไทยอยากเห็นประเทศไทยเจริญทำได้ง่าย ๆ ตามนี้



อย่ารับของแจก = อย่าขายเสียง
อย่าแดกของฟรี = อย่ายอมเป็นเหยื่อประชานิยมให้พวกโกงแต่ให้ 
อย่าเห็นแก่แดก = อย่าเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว
อย่าแลกบ้านเกิด = อย่าขายชาติ

โครงการรับจำนำข้าวของเพื่อไทย คือนโยบายที่ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในอาชีพเกษตรกร


คลิกอ่าน ชาวนาส่วนใหญ่ฉลาดแล้ว แต่เสื้อแดงไม่ยอมเลิกโง่






วันอาทิตย์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2557

เสื้อแดงโชว์โง่ ในประเด็น "หยุดรัฐประหารต่อต้านกบฏ"






นปช. ตอนนี้ชูเคมเปญรณรงค์ "หยุดรัฐประหาร ต่อต้านกบฏ" ถือเป็นการโชว์โง่ล่าสุดของพวกเสื้อแดงจริง ๆ

ทำไมผมถึงว่าอย่างนั้น ?

คำตอบคือ เพราะคำว่า กบฏ ตามกม.อาญามาตรา 113 หมายถึง

มาตรา ๑๑๓
ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้าย หรือ ขู่เข็ญว่าจะ ใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อ
(๑) ล้มล้าง หรือ เปลี่ยนแปลง รัฐธรรมนูญ
(๒) ล้มล้าง อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรือ อำนาจตุลาการ แห่ง รัฐธรรมนูญ หรือ ให้ใช้อำนาจ ดังกล่าวแล้วไม่ได้ หรือ
(๓) แบ่งแยก ราชอาณาจักร หรือ ยึดอำนาจปกครอง ในส่วนหนึ่งส่วนใด แห่ง ราชอาณาจักร

ผู้นั้นกระทำความผิด ฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษ ประหารชีวิต หรือ จำคุกตลอดชีวิต

----------------------

ศาล รธน. ช่วยยืนยัน กปปส. ไม่ใช่พวกกบฏ

ขอถามว่า กปปส. เคยข่มขู่ว่าหรือไปใช้กำลังไปประทุษร้ายเพื่อล้มล้างสักข้อหรือไม่ ?

ที่สำคัญที่สุด ศาล รธน.ได้ตัดสินตามคำร้องของนายเรืองไกรไปแล้วว่า ม็อบ กปปส. เป็นการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ไม่ได้ไปใช้กำลังทำร้ายใคร

โดยนายเรืองไกร ที่ตอนนี้ได้สมัครเป็นสมาชิกเพื่อไทยไปแล้ว ได้ร้องต่อศาล รธน.ว่า

"การกระทำบุกยึดสถานที่ราชการ เสนอตั้งสภาประชาชน ให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากการรักษาการ ให้หัวหน้าส่วนราชการมารายงานตัว ของของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการคณะกรรมการประชาชน เพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุช หรือกปปส. และการกระทำของพรรคประชาธิปัตย์ที่จัดชุมนุมสนับสนุนการชุมนุมของกปปส. เข้าข่ายเป็นการกระทำล้มล้างการปกครองและกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิถีทางที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่"


เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.56 ศาลรธน. ได้ตัดสินว่า 

"การชุมนุมของกปปส.ตามคำร้องเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพกระทำในนามประชาชนที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองไว้ โดยมีเหตุสืบเนื่องมากจากการต่อต้านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม และมาจากความไม่ไว้วางใจในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล เป็นเพียงการเรียกร้อง แสดงพลังด้วยการสนับสนุนของประชาชนจำนวนมาก ยังไม่มีมูลกรณีเป็นการกระทำล้มล้างการปกครอง"


หรือก่อนหน้านั้นที่นายนายกิตติ อธินันท์ ตัวแทนสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ไปร้องคล้ายกับที่นายเรืองไกรร้อง

เมื่อวันที่ 18 ม.ค.56 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 เห็นว่า "การชุมนุมของประชาชนตามคำร้องเป็นการใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธเพื่อแสดงเจตนารมณ์ทางการเมือง...."


ฉะนั้น ข้อหา กบฎ ของนายสุเทพ จึงเป็นแค่ข้อกล่าวหาที่พวกชั่วได้จงใจใส่ร้ายป้ายสีเท่านั้น

และเมื่อนายสุเทพไปขึ้นศาลเมื่อใด รับรองว่า หลุดคดีนี้แน่ ๆ และสมควรฟ้องกลับไอ้อีที่กล่าวหาเขาทุกตัว

---------------------

ส่วนประเด็นที่ว่า รัฐประหาร นั้น

รัฐประหาร แปลว่า การล้มอำนาจการบริหารของรัฐบาลได้สำเร็จ

เพราะถ้าไม่สำเร็จ จะไม่เรียกว่ารัฐประหาร แต่จะเรียว่า กบฏ แทน

แต่ตอนนี้และความจริงในวันนี้ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่มีแล้ว เพราะอีโง่มันได้ยุบสภาไปแล้ว

การล้มรัฐบาลรักษาการที่ขาดความชอบธรรม ย่อมไม่ถือว่า เป็นการล้มล้างการปกครองหรือล้มอำนาจรัฐบาลแน่นอน และไม่เข้าข่ายการเป็นกบฏ แถมถ้ากระทำการสำเร็จก็ไม่เรียกว่าเป็นการรัฐประหารอีกด้วย

แต่ถ้าอยากจะเรียกเล่น ๆ ว่า รัฐประหารโดยประชาชน หรือปฏิวัติของประชาชน ก็ตามบาย ไม่ผิดกติกาใด ๆ 

ฉะนั้น การที่ นปช. หรือเสื้อแดงหน้าโง่ อ้างว่า "หยุดรัฐประหาร" ก็ถือว่าอ้างมั่ว ๆ แบบโง่ ๆ

เพราะตอนนี้รัฐบาลที่เป็นรัฐบาลจริง ๆ ไม่มีไปแล้ว มีแต่รักษาการรัฐบาลเท่านั้น จึงไม่สามารถเกิดรัฐประหารจริง ๆ ได้

ส่วนประเด็น "ต่อต้านกบฏ" ก็ยิ่งเป็นการอ้างที่มั่วมากขึ้น ตามที่ผมได้อธิบายความมาตั้งแต่ต้นแล้ว

สรุปว่า รัฐประหารจริง ๆ ก็ไม่มี  กบฏ จริง ๆ ก็ไม่มีเช่นกัน ซึ่งสิ่งที่ผมอธิบายนี้ พวกเสื้อแดงทั้งแผ่นดินมันอ่านไม่เข้าใจหรอก เพราะพวกมันโง่นี่ 555

มีแต่ มวลมหาประชาชนออกมาขับไล่พวกนักการเมืองชั่วเท่านั้น

โถ ๆ พวกเสื้อแดงมันโง่แบบนี้นี่ไง ทักษิณมันเลยไม่ได้กลับประเทศไทยสักที และตลอดชีวิตของมันด้วย 5555

ไอ้เหลี่ยม มึงนี่จ้างแต่พวกโง่มาไถเงินหลอกเงินมึงแท้ ๆ กร๊ากๆๆๆๆ

--------------

ไอ้คางคกตู่ ขุดมุกเก่า ทหารจะทำรัฐปรหาร

คุณผู้อ่านไปค้นในกูเกิ้ลได้เลย ไอ้ตู่คางคก มันพูดเรื่องทหารจะออกมาปฏิวัติ หรือออกมาทำรัฐประหารมาตลอดทุกปี ปีละหลายหน

ตามรูปนี้




ฉะนั้น ถ้าไอ้ตู่พูดเรื่องทหารจะออกมารัฐประหารเมื่อไหร่ แสดงว่า มันกำลังใช้มุกหลอกควายแดงให้ออกมาชุมนุมนั่นเอง


--------------

แล้ว กปปส. จะผิดในคดีก่อการร้ายหรือไม่ ?

มาตรา 135/1 ผู้ใดกระทำการอันเป็นความผิดอาญาดังต่อไปนี้

(1) ใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการใดอันก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต หรืออันตรายอย่างร้ายแรงต่อร่างกาย หรือเสรีภาพของบุคคลใดๆ

(2) กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ

(3) กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของรัฐหนึ่งรัฐใด หรือของบุคคลใด หรือต่อสิ่งแวดล้อม อันก่อให้เกิดหรือน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างสำคัญ

ถ้าการกระทำนั้นได้กระทำโดยมีความมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย รัฐบาลต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ ให้กระทำหรือไม่กระทำการใดอันจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือเพื่อสร้างความปั่นป่วนโดยให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ผู้นั้นกระทำความผิดฐานก่อการร้าย ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงหนึ่งล้านบาท

การกระทำในการเดินขบวน ชุมนุม ประท้วง โต้แย้ง หรือเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือหรือให้ได้รับความเป็นธรรมอันเป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นการกระทำความผิดฐานก่อการร้าย



คุณผู้อ่านว่า ผิดฐานก่อการร้ายหรือไม่ ?

ผมว่า ไม่เข้าข่ายเลยสักข้อ เพราะไม่ได้ปิดระบบขนส่งสาธารณะ ไม่ได้ข่มขู่ประทุษร้ายใคร

ส่วนความเสียหายที่เกิดแก่ทรัพย์สินของรัฐนั้น ถ้าเกิดมีขึ้นจริง พอเอาเข้าใจจริง ก็ไปฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายได้ คงไม่เข้าขั้นก่อการร้ายหรอกครับ

เพราะการประท้วงขับไล่รัฐบาลที่ไหน ๆ ในโลก มันก็มีความเสียหายเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น แต่ที่เมืองไทยไม่ได้ไล่รัฐบาล เพราะรัฐบาลมันยุบไปแล้ว

แต่ที่กำลังไล่คือ ไล่พวกนักการเมืองชั่วที่หน้าด้านรักษาการในตำแหน่งเท่านั้น


คลิกอ่าน ไอ้ปึ้ง สุรพงษ์ อวยพรกำนันสุเทพด้วยโทษประหาร